Body Lotion

Platinum Label : Moist Cream

กลับมาในหมวดของ Body อีกครั้งนะครับ หมูคาดว่ามันน่าจะเอามาทาหน้าได้ด้วย (ส่วนผสมก็จะคล้ายกลุ่ม Cilabo ได้ซัก 25% – 33% อยู่) แต่เนื่องจากรูปแบบมาเป็นกระปุกขนาดใหญ่ รวมถึงราคาที่เปิดตัวมาตอน SALE ก็ไม่ได้แรงเลยทำให้รู้สึกว่าตัวนี้สามารถเอามาทาตัวได้นะ ในเรื่องของความชื่นชอบก็สูสีกับ La Roche-Posay : Lipikar Fluide อยู่ (แต่ใจโอนเอียงมาทาง Platinum Label มากกว่า 555)

มาอธิบายถึงสารประกอบกันก่อนดีกว่า ตัวนี้มันมีความน่าสนใจจากสารทั้งหมด 3 ส่วนนะครับ

1. สารประกอบที่เน้นบำรุง Skin Barrier นั่นคือสารที่ชื่อทางการค้าว่า SK-influx® ครับ ตัวนี้เค้ามาแบบจัดเต็มมากในเรื่องของสารประกอบที่ใส่เข้ามารวมกัน และหมูว่าผู้ผลิตทางญี่ปุ่นหลายๆราย ก็ได้นำมาใช้กันนะครับ

ทำไมหมูถึงเน้นย้ำเรื่องการรักษา Skin Barrier มาตลอด? อันนี้ก็อยากจะบอกจากประสบการณ์ส่วนตัวเลย พบว่าส่วนใหญ่แล้วคนที่ Skin Barrier ไม่ดีนั้นจะเป็นโรคทางผิวหนังค่อนข้างมาก เป็นผื่นง่าย เป็นผดก็ง่าย สาเหตุจากผิวที่กักเก็บน้ำได้ไม่ดี ซึ่งทางวิชาการเค้าจะมีศัพท์ที่เรียกว่า TEWL (transepidermal water loss จำไว้หน่อยก็ดีครับเพราะใช้กันบ่อยมากๆ) ในกรณีที่อัตรา TEWL นี้มีค่าสูง จะแปลว่าผิวกักเก็บน้ำได้ไม่ดีนะ และผลพวงที่ตามมาคือผิวจะแก่ไวขึ้นมาก (สำคัญ) และส่งผลให้ผิวไม่แข็งแรงจนเป็นโรคผิวหนังบลาๆ เยอะไปหมด

สรุปสั้นๆ ก็คือหากเราสามารถทำให้ชั้น Lipid ผิวแข็งแรงได้ มี Barrier ที่ดี ความชุ่มชื้นก็จะถูกกักเก็บใต้ชั้นผิวได้ดีขึ้น และทำให้โอกาสในการเกิดโรคทางผิวหนังลดลงไปด้วยนั้นเอง (ผิวก็จะแก่ช้าลงไปด้วย)

SkinBarrier_Eng-400x229.png

Credit Photo : https://www.rosaceahelp.ca

SK-influx® : สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของสารนี้ หากไม่สนใจข้ามไปใต้บรรทัดล่างนะครับ

แล้วเจ้า SK-influx® นี้มันดียังไงล่ะ? ก็ต้องขอบอกเลยนะครับว่า สารประกอบที่มีอยู่ในเจ้า SK-influx® นั้นล้วนแล้วแต่ใส่มาเพื่อเสริมสร้าง Skin Barrier แบบอัดหนักจัดเต็มทั้งนั้นครับ เนื่องจากมันมีส่วนผสมของทั้ง Ceramide, Choresterol และ Fatty Acid ซึ่งเป็นสารที่เสริม Skin Barrier ทั้งสิ้น ในจุดนี้ถ้าหลายๆท่านลำไยอยากรู้ลึกลงไปอีก มันจะมี Ratio หรืออัตราส่วนของ 3 ตัวนี้ ที่เป็น Golden Ratio ในเรื่องของการรักษาน้ำในผิวที่ดีที่สุดอยู่ โดยจะมีงานวิจัยตัวหนึ่งที่เค้าเอา 3 ตัวนี้มาใส่เป็นสัดส่วนต่างๆกัน เช่น 1 / 1 / 1 หรือ 1.5 / 0 / 0 แล้วทดลองไปเรื่อยๆ จนมาพบว่าเฮ้ย 3 / 1 / 1 นี้แหล่ะดีที่สุด เพราะมันทำให้ TEWL ลดลงไปต่ำได้มากที่สุด ช่วยให้ผิวกักเก็บน้ำได้ดีที่สุด (Source : Man MQ, et al. J Invest Dermatol 1996;106:1096-1101)

คือหมูน่ะไม่รู้หรอกว่า SK-influx® เค้าใช้ Ratio ไหน (จริงๆ ถ้าบ้ามากๆอาจจะต้องไปค้น MSDS/ COA ซึ่งเป็นเอกสารรายละเอียดก็จะพบสัดส่วน แต่เท่านี้คงต้องพอก่อน เริ่มเยอะลำไยไปมากแล้ว)

เจ้า SK-influx® ที่เค้าขายๆกันในโลกเท่าที่หมูเห็นจะมี 2 Versions นะครับ (สังเกตุที่ตัว “V” ท้ายชื่อ SK-influx®) คือแบบที่มีและไม่มี paraben … จุดนี้หมูเคยหาข้อมูลมาให้แล้วนะว่า paraben นั้นก็ยังปลอดภัยปกติดี ทาง US FDA หรือ อย. บ้านเค้าก็ยังไม่ได้ห้ามอะไรนะครับ เพียงแต่กระแสการตลาดของแต่ละยี่ห้อพยายามบอกว่านี้ชั้นอ่อนโยนนะ บลาๆ ตามกระแสที่ช่วงหนึ่งโจมตีว่าพาราเบนนั้นอาจจะทำให้เกิดมะเร็ง ซึ่งก็มโนกันไป และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยซ้ำ … (กระแสสังคมอันแสนน่าเบื่อจริงๆ)

  • SK-influx® INCI: Ceramide 3, Ceramide 6 II, Ceramide 1, Phytosphingosine, Cholesterol, Sodium Lauroyl Lactylate, Carbomer, Xanthan Gum, Methylparaben, Propylparaben
  • SK-influx® V INCI :Ceramide 3, Ceramide 6 II, Ceramide 1, Phytosphingosine, Cholesterol, Sodium Lauroyl Lactylate, Carbomer, Xanthan Gum

ส่วนเจ้าครีมที่เรากำลังรีวิวอยู่มันคือแบบปกติคือมีพาราเบนนะครับ


ข้อดีของ SK-influx® คือมันเติม Phytosphingosine ที่ดีกับผิวเข้ามาเพิ่มให้อีกนอกเหนื่อจากกลุ่ม Ceramide เพราะมันช่วยให้เซลล์ผิวสื่อสารกันได้ดีมากขึ้น ลดการระคายเคือง และมีความสามารถในการยังยั้งเชื้อแบคทีเรียแถมยังเจองานวิจัยว่ามันสามารถช่วยขยายประสิทธิภาพในการรักษาสิวได้อีกด้วย

นอกจากนี้จากที่หมูเจอมาคือ Ceramide 1 และ 3 เองก็ช่วยกันทำงานเพื่อลดอัตราการสูญเสียน้ำจากการใช้สารทำความสะอาดอีกเช่นกันนะครับ ซึ่งดีนะเพราะเราก็อาบน้ำกันทุกวันอยู่แล้ว เอาตัวนี้มาช่วยก็แหล่มอยู่ (Ceramide 1 and ceramide 3 act synergistically on skin hydration and the transepidermal water loss of sodium lauryl sulfate-irritated skin.)

(เอาตรงๆ เราก็ไม่แน่ใจว่าเค้าจะใส่มาเข้มข้นแค่ไหนนะครับ อันนี้ต้องออกตัวไว้ก่อนเพราะเราก็ไม่ได้ข้อมูลเชิงลึกมา)

2. Vitamin C : AA2G ที่มีความสามารถในการช่วยลดเม็ดสี และกระตุ้น Collagen มันถูกคิดค้นและผลิตขึ้นมาโดยบริษัทญี่ปุ่นชื่อ Hayashibara International และเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์นะครับ เจ้าตัวนี้วิจัยเดี่ยวๆยังไม่มีนะ มีแต่วิจัยที่เทสร่วมกับ Niacinamide

mfcd23701380-large

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวนี้ทาง Counter Brand ทั่วโลกใช่กันเยอะมากๆ มากกกกกกกก ก ไก่ สามล้านหกสิบตัว คือเยอะจริงๆ แต่ส่วนใหญ่จะใส่มาเป็นลูกสมุนครับ (ใส่มาปลายๆ) ข้อดีของมันคือเสถียรมากๆ มากกว่าเจ้า Ascorbic Acid แบบดั่งเดิม และโดยส่วนตัวหมูเองที่ได้ใช้เจ้า AA2G ตัวนี้ก็เห็นผลที่ดีทีเดียว และเช่นเคย หมูว่าเค้าก็อาจจะไม่ได้ใส่มาเข้มข้นเท่าไหร่ครับ เพราะจากประสบการณ์ที่เคยหยิบจับสารตัวนี้แบบเข้มข้น 10% คือต่อให้เสถียรแค่ไหนทิ้งไว้โดยลมเยอะๆ ซัก 2 อาทิตย์ก็เหลืองอยู่ดี โดยเจ้ากระปุกนี้เปิดๆปิดๆ อยู่นานก็ยังมีเนื้อครีมที่ขาวสวยอยู่ล่ะ

3. สารประกอบดีๆอีกมากมายที่เค้าใส่มา ทั้ง Placenta, CoQ10, Hyaluronic, Squalane ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ดีต่อผิวทั้งสิ้น เน้นๆคือช่วยให้ผิวออกมาดูไม่แก่ ดูผิวมีสุขภาพ แม้ว่าจะดูเหมือนไม่ได้ใส่มาเยอะมากมายอะไร แต่ก็ยังดีกว่าไม่ใส่มา ส่วนในเรื่องของรายละเอียดว่าแต่ละตัวดีต่อผิวยังไงรบกวนอ่านจากข้างล่างเอานะครับ

เพิ่มเติม : หมูยังเห็นสาร Lecithin ที่ใส่มาด้วย ทำให้เข้าใจว่าสารบางตัวที่ใช้อยู่ในนี้ถูกทำให้เป็นแบบ Encapsulated เพื่อให้ซึมซาบลงผิวได้ดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเดาได้ว่าเป็นสารตัวไหนนะครับ… แต่ในนี้ก็มีแต่สารที่ดีๆอยู่ก็ถือเป็นเรืองดีไป

สรุปข้อดี/ข้อเสีย

ข้อดี

  1. สารประกอบเน้นบำรุงชั้นผิวได้ดี
  2. สารประกอบอื่นๆเน้นการบำรุงที่ดี องค์รวมคือทำให้ผิวดูไม่แก่ และแข็งแรงขึ้น
  3. ในท้องตลาดยังมี Body Cream ที่หาส่วนผสมแบบนี้ได้ไม่มาก (เห็นแค่ Cerave)
  4. เนื้อสัมผัสดีเหมาะกับอากาศร้อน และอบอ้าว

ข้อเสีย

  1. บรรจุภัณฑ์แบบกระปุก
  2. มีน้ำหอม

ราคา 459 บาท/175g

อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

Platinum Label Moist Cream 1

เนื้อครีมเป็นเจลสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้ความรู้สึกเป็นเจลที่พร้อมจะละลายกลายเป็นน้ำได้ตลอดเวลาเลยทีเดียว

Platinum Label Moist Cream 2

เกลี่ยครีมครั้งแรกได้นุ่ม ไม่ได้ฝืดแต่อย่างใด

Platinum Label Moist Cream 3

เมื่อเกลี่ยจนเสร็จแล้วก็ให้ความรู้สึกชุ่มชื้นในทันที แห้งและสบายผิว สามารถลงครีมกันแดดทับต่อได้โดยไม่เหนอะหนะรำคาญใจ

อธิบายสาร

  1. Water
  2. Butylene Glycol
    • เรียกย่อๆกันว่า BG ช่วยเพิ่มความไหลลื่น การกระจายตัวให้แก่ครีม
  3. Triethylhexanoin
  4. Glycerin
    • Humectant ดูความชุ่มชื้นให้ผิว
  5. Ascorbyl Glucoside
    • mfcd23701380-large
    • Credit Photo : http://www.sigmaaldrich.com
    • เป็น Vitamin C ที่เกิดจากการรวมกันของ L-Ascorbic Acid และ Glucose ซึ่งเมื่อแตกตัวออกมาก็จะกลายเป็น Ascorbic Acid (AA) แล้วก็จะมี Function การทำงานเหมือน AA เช่นเป็น Antioxidant กระตุ้นการสร้าง Collagen และยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานิน
    • AA-2G มีความเสถียรมากกว่า AA จากผลการศึกษาของ Hayashibara International (เจ้าของลิขสิทธิ์ของสารตัวนี้) พบว่ามันมีความเสถียรไม่ว่าจะเจอต่อความร้อน แสง หรือการทำปฎิกิริยากับ Oxygen และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามันยังสามารถดูดซึมได้ยาวนานมากขึ้นด้วย
    • มีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์ แต่การศึกษานี้ใช้ Ultrasound เข้ามาช่วยให้สารซึมเข้าสู่ผิวลงไปลึกกว่าแค่การทา
    • มีการศึกษานำ AA-2G ใช้ร่วมกับ Malic Acid และการทาครีมกันแดดเป็นระยะเวลากว่าเกือบ 2 ปี (นานไปมะ) บอกว่า AA-2G สามารถช่วยลดฝ้าได้อย่างเห็นได้ชัด (ตรงนี้มองว่าการทากันแดดระยะเวลา 2 ปีอย่างเดียวก็ช่วยได้เยอะแล้วล่ะ)สรุป
      1. มีความเสถียรมากกว่า AA
      2. สามารถผสมกับน้ำได้
      3. สามารถดูดซึมลงผิวได้ (In Vitro)
      4. ลดเม็ดสี (In Vitro)
      5. กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro)
      6. มีผลการศึกษาว่าช่วยป้องกัน UV แต่ไม่เท่า SAP (In Vivo)

      Sources :

      1. Ultrasound enhanced skin-lightening effect of vitamin C and niacinamide.
      2. Successful short-term and long-term treatment of melasma and postinflammatory hyperpigmentation using vitamin C with a full-face iontophoresis mask and a mandelic/malic acid skin care regimen.
  6. Ceramide 3
  7. Sodium Hyaluronate
    • pl8395140-remark.jpg
    • Credit Photo : http://www.hyaluronicaciddermalfiller.com
    • เจ้า HA (Hyaluronic Acid) เป็นตัวที่ทำหน้าที่หลักๆ ในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมันเป็น GAGs (Glycosaminoglycans) ชนิดหนึ่งที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
    • GAGs คือ โปรตีนที่มีโครงสร้างเป็นเส้นใยของเมทริกซ์ภายนอกเซลล์ (Extracellular Matrix) ซึ่งฝังอยู่ในเจล และเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่ประกอบด้วยหน่วยของไดแซคคาไรด์ที่ซ้ำกัน โมเลกุลหนึ่งในสองของไดแซคคาไรด์จะเป็น N-acetylglucosamine หรือ N-acetylgalactosamine โดยโมเลกุลนี้จะมีความเป็น Acidic sugar (มีความเป็นกรด/มีประจุลบ)
    • GAGs เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย กล่าวคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ GAG ยังมีคุณสมบัติดูดน้ำจึงทำให้เนื้อเยื่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
    • ไปเจอ Report ในส่วนของความสามารถในการซึมเข้าสู้ผิวของ HA พบว่า HA ที่มีน้ำหนัก 20-300 kDa นั้นจะสามารถซึมลงไปในผิวได้ แต่พวกที่มีน้ำหนัก 1000-1400 kDa จะไม่สามารถ
    • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ Hyaluronic  Acid อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ
    • SODIUM HYALURONATE เป็น HA ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า HA ทั่วๆ ไป
    • ไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
  8. Hydrolyzed Coix Lacryma-Jobi Ma-yuen Seed
    • Coix Lacryma-Jobi Ma-yuen

    • Credit : healthdoses.files.wordpress.com

    • สารสกัดจากลูกเดือย เป็นส่วนผสมอยูใน Sulwhasoo : First Care Activating Serum ด้วย ส่วนใหญ่ที่เจอข้อมูลใน Pubmed จะเป็นช่วยในเรื่องต้านการเกิดเนื้องอก หรือกลายๆ ว่าช่วยให้ DNA ทำงานได้เป็นปกติครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24379669]
  9. Placental Protein
    • สารสกัดจากรกครับ (ทาง Brand ไม่ได้บอกว่ารกอะไร) ซึ่งรกเองก็จะมีสารต่างๆมากมาย เช่นแร่ธาติ วิตามิน และอะมิโนต่างๆ  ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ทั้งนี้สารสกัดจากรกนั้นจะช่วยให้มีการสร้างใหม่ขอคอลลาเจนใต้ผิวหนัง (รวมถึงเสริมสร้างการงอกของเส้นผมได้ด้วย) รกเป็นส่วนผสมในตำรับการรักษาของชาวจีนมาป็นเวลาช้านานแล้ว มีการวิจัยในส่วนของการรับประทานโดยผู้หญิงที่สามารถผลิตนมให้บุตรได้น้อย จะสามารถผลิตนมได้เพิ่มขึ้นหากรับประทานรกเข้าไปด้วย
    • ไปเจองานวิจัยที่เกี่ยวกับรกครับ เค้าบอกว่าเอาหนูตัวผู้อายุ 5 สัปดาห์มา 10 ตัว แล้วก็มีการฉีดสารสกัดจากรกคนเข้าไปที่แผลของหนู โดยรมแล้วเค้าก็บอกว่าเค้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าสารสกัดตัวนี้มันทำงานยังไง ยังหาไม่เจอ แต่ว่าจากการวัดปากแผลก็พบว่าขนาดของปากแผลมันลดลง
    • อีกวิจัยเรื่องที่เกี่ยวกับรกครับ คือเค้าไม่ได้มาตั้งแง่กับประสิทธิภาพของสารกสัดจากรกแล้ว เค้ามานั่งเทียบว่าสารสกัดนี้อยู่ในรูปของเจลกับครีม จะให้ผลที่แตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็บอกว่าให้ผลพอกัน โดยแบบที่เป็นครีมทาไปแล้วจะรู้สึกสบายผิวกว่า
    • มีวิจัยโดยเอาสารสกัดจากรกมาเทียบผลกับวิตามินซี ก็พบว่าทั้งคู่สามารถเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ fibroblast (เซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ผิวชั้นบน) ได้ครับ ซึ่งมันก็แปลว่าช่วยให้ผิวเราดูเด็กลงได้ทั้งคู่
  10. Ethylhexylglycerin
  11. Platinum Powder
    • ไม่มีข้อมูล
  12. Allantoin
    • comfrey.jpg
    • สกัดจากต้น Comfrey ช่วยลดการระคายเคือง และช่วยในเรื่องของการรักษาบาดแผล กระตุ้น fibroblastic proliferation (ใครไม่เข้าใจศพท์กดอ่านที่นี้ LINK)
  13. Soluble collagen
    • ว่ากันตรงๆตัวนี้ใส่มาเหมือนแค่เป็นกระแสครับ Collagen ทาผิวไป ผิวก็ไม่ได้สามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพราะโมเลกุลมันใหญ่เกินดูดซึม หรือแม้ว่าจะทำมาให้โมเลกุลเล็กมากดูดลงไปได้ผิวก็ไม่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น Collagen เพียงแ่เพิ่มความชุ่มชื้นบนผิวหนังเราได้เท่านั้นครับ
  14. Hydroxyethyl Acrylate/Sodium Acryloyldimethyl Taurate Copolymer
    • ตัวสร้างเนื้อครีม Thickeners/Emulsifiers
  15. Squalane
    • Squala65
    • Credit Photo : http://www.newdruginfo.com/
    • ตัวนี้เป็นสารที่ดีต่อผิวมากๆนะครับ สมัยก่อนจะหายากหน่อยเพราะต้องสกัดจากปลาฉลาม ไปเรื่อยๆ เราก็สามารถสกัดได้จากมะกอก จนล่าสุดสกัดได้จากอ้อยครับ
    • ในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ที่คงตัว (Saturated) แทน ซึ่งก็คือ Squalane ครับ
    • คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ
  16. Phytosteryl/Octyldodecyl Lauroyl Glutamate
    • Emollients ช่วยอุดรอยแตกของผิวไม่ให้ความชุ่มชื้นระเหย
  17. Ceramide 6
  18. Phytosphingosine
    • ช่วยให้เซลล์ผิวสื่อสารกันได้ดีมากขึ้น ลดการระคายเคือง และมีความสามารถในการยังยั้งเชื้อแบคทีเรียแถมยังเจองานวิจัยว่ามันสามารถช่วยขยายประสิทธิภาพในการรักษาสิวได้อีกด้วย
  19. Ubiquinone
    • มันคือ Coenzyme Q10 ที่เป็น Anti-Aging ครับ
    • สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญที่ลดลงเมื่อเรามีอายุมากขึ้น (หากการเผาผลาญพลังงานไม่ดีก็จะมีปริมาณของ ROS หรืออนุมูลอิสระมาก) รวมถึงการทำร้ายจากแสงแดดที่ทำให้ผิวดูอายุมากขึ้น เจ้า Q10 จึงทำให้ผิวดูเด็กลงครับ
  20. Ceramide 1
  21. 1,2-Hexanediol
    • เป็น Glycol ชนิดหนึ่งเป็น Humectant และมีคุณสมบัติในเรื่องของการเป็นสารกันเสียเพราะมันสามารถยับยั้งแบคทีเรียและยีสต์
    • มีการทำ Patch Test ที่ความเข้มข้น 15% ครับ ซึ่งก็พบว่ามันอ่อนโยนครับ
  22. Cholesterol
  23. Carbomer
  24. Xanthan Gum
  25. Polysorbate 20
    • Emulsifier
  26. Polysorbate 60
    • Emulsifier
  27. Sorbitan isostearate
  28. Sodium lauroyl lactylate
  29. Hydrogenated lecithin
  30. Polyglyceryl-10 laurate
  31. Polysorbate 80
    • Emulsifier
  32. Sodium Hydroxide
  33. Phenoxyethanol
    • สารกันเสีย
  34. Methylparaben
    • สารกันเสีย
  35. Fragrance
    • น้ำหอม

Ingredients :

Water, Butylene Glycol, Triethylhexanoin, Glycerin, Ascorbyl Glucoside, Ceramide 3, Sodium Hyaluronate, Hydrolyzed Coix Lacryma-Jobi Ma-yuen Seed, Placental Protein, Ethylhexylglycerin, Platinum Powder, Allantoin, Soluble collagen, Hydroxyethyl Acrylate/Sodium Acryloyldimethyl Taurate Copolymer, Squalane, Phytosteryl/Octyldodecyl Lauroyl Glutamate, Ceramide, Phytosphingosine, Ubiquinone, Ceramide 1, 1,2-Hexanediol, Cholesterol, Carbomer, Xanthan Gum, Polysorbate 20, Polysorbate 60, Sorbitan isostearate, Sodium lauroyl lactylate, Hydrogenated lecithin, Polyglyceryl-10 laurate, Polysorbate 80, Sodium Hydroxide, Phenoxyethanol, Methylparaben, Fragrance

 

Advertisements