All posts filed under: Body Lotion

La Roche-Posay : Lipikar Fluide

สวัสดีครับห่างหายจากการรีวิว Body Cream ไปนาน เพราะที่ผ่านมาหมูก็ไปใช้ตัวทั่วๆไปที่ราคาไม่ได้แพงมากส่วนผสมก็ธรรมดาๆตามราคา ซึ่งมันก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดที่จะเอามารีวิวได้ แต่คราวนี้มาใหม่กับตัวที่มีความน่าสนใจครับ จนมีน้องในเพจนี้แหล่ะ (แหล่งข่าวสารดีๆของหมูส่วนหนึ่งก็มาจากเพื่อนๆในเพจครับ) หมูเองโดยส่วนตัวเคยพลิกอ่านส่วนผสมของเจ้าตัวนี้มาก่อนแล้ว ก็เห็นว่าน่าประทับใจดีเหมือนกันเพราะมี Vitamin B3 มาอันดับต้นๆ แต่ก็ยังไม่ได้ลองเนื้อของมัน (พลาดไปได้ไง) ดังนั้นจึงนำมาสู่ด่านที่สองของการพิจารณาสินค้า คือเรื่องของเนื้อสัมผัสครับ เนื่องจากว่าบ้านเมืองเรานั้นมีอากาศร้อนคนก็มักจะไม่ชอบทาครีมทาตัวกันเพราะมันเหนอะ แต่หมูต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าตัวนี้ทำเนื้อครีมออกมาได้น่าประทับใจทีเดียวครับ เป็นเจลเนื้อแน่นที่ทาแล้วไม่เหนอะเลย สะบายผิวๆมากๆ แถมหมูยังสามารถทาครีมกันแดดทับไปอีกชั้นได้แบบสบายๆเลยทีเดียว Active หลักๆของ Body Cream ตัวนี้เห็นอยู่ 3 ตัวเท่านั้นนะครับก็จะมี Vitamin B3, Rapeseed Oil (Canola Oil) และ Shea Butter โดยรวมๆแล้วเราก็จะได้เรื่อง Whitening และการฟื้นฟูผิวเสียจากการทำร้ายของ UV และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวนะครับ ในส่วนนี้หมูไม่อยากเสียเวลาอธิบายมาก เนื่องจากว่าสารไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยอยากให้ไปอ่านอธิบายเรียงสารด้านล่างเอามากกว่าครับ เจ้าตัวนี้หมูก็ไม่กล้าฟันธงว่าเค้าใส่ Vitamin B3 มาปริมาณเท่าไหร่นะครับ แต่ก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 2% ใครที่ผิวกระดำกระด่างอยู่ก็น่าซื้อไปลองอยู่ครับ เนื้อดีทาง่ายเหมาะกับอากาศบ้านเรา สูตรผสมก็ง่ายแสนง่าย เรียบง่ายมากๆ คนผิวแพ้ง่ายก็น่าจะไปลองโดนกันครับ (ครีมจะแพงแค่ไหนกระปุกละ 8 หมื่น ยังไงก็ควรเทสที่ข้อพับหรือหลังหูก่อนทานะครับ และใครที่อยากจะผิวขาวขึ้นยังไงก็ต้องทาครีมกันแดดเยอะๆครับ และจะขาวได้มากสุดก็คงไม่เกินส่วนของร่างกายที่โดนแดดน้อยที่สุดครับ จุดที่ขาวที่สุดในร่างกายนั้นแหล่ะคือมาตรฐานในการขาวของเราครับ อย่าหวังเรื่องขาวข้าม DNA ของตัวเองครับ เตือนสติด้วยความหวังดี) สรุปข้อดีข้อเสีย ข้อดี มี Vitamin B3 มาต้นๆที่มีสรรพคุณรอบด้านทั้ง Whitening และ Anti-aging มี Canola Oil ที่บำรุง Skin Barrier ได้ชัดเจน บรรจุภัณฑ์ทึบแสง ไม่ใส่สี และน้ำหอม ข้อเสีย ไม่มี ราคาประมาณ 400 บาท/400ml (หลายๆครั้งที่มีส่วนลดตามร้านต่างๆ) อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย เนื้อสัมผัส อธิบายเรียงสาร AQUA / WATER GLYCERIN ให้ความชุ่มชื้นแบบ Humectant (ดึงน้ำเข้าผิว) NIACINAMIDE 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเวบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) …

MUJI : Moisturising Milk Moisture

วันนี้ได้เขียนงานของ MUJI ซักที หลักจากได้ทำการดองมาเป็นระยะเวลายาวนาน 555+ มาเข้าเรื่องกันเลยครับ จริงๆ แล้วยี่ห้อ MUJI นี้หมูรู้จักก่อนที่เค้าจะเอาเข้ามาในไทยอีกนะครับ เพราะว่าเรื่องราวของเค้าอยู่ในหนังสือแบบเรียนภาษาอังกฤษสมัยมหาลัยล่ะ ตอนนั้นหนังสือเค้าแค่เอ่ยถึงว่าเป็น Brand ที่เน้นความเรียบง่ายออกแนวอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย ทีนี้พอเครือ Central เริ่มนำเข้ามาในไทยช่วงแรกๆ พวก Skincare ก็ยังไม่ได้เข้ามานะครับ พึ่งจะตามมาทีหลัง แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวแรกๆ ที่ทุกคนอาจจะได้ใช้กันก็น่าจะเป็นพวก Cotton Sheet ที่มี 4 layers ไม่ก็ Sheet Mask อัดเม็ดล่ะ สืบเนื่องจากการที่หมูได้บัตรเงินสดของ Central มา ก็เลยไปเดินๆ หาอะไรซื้อก่อนที่บัตรจะหมดอายุครับ มาสะดุดที่ MUJI แต่ทีนี้ถ้าใคร Shopping ขอ MUJI เป็นประจำจะรู้ว่าเค้าไม่ได้พิมพ์ส่วนผสมไว้ที่ขวด แต่เค้าจะพิมพ์ใส่กระดาษแล้วพับทบไปมา แล้วเอา Scotch Tape ใสๆ แปะทับ ในส่วนนี้หมูจะบอกว่าเราสามารถแกะออกมาอ่านได้เลยครับ หมูคุยกับพนักงานของสาขา Central Chidlom เค้าบอกแกะเลย (น่ารักมาก 555+ มันส์มือเลยข้าพเจ้ายิ่งนักวันนั้น) ประจวบเหมาะกับว่าหมูเองก็กำลังตามหา Body Lotion อยู่ หมูก็เลยมานั่งอ่าน Mostursing Milk ทั้ง 3 Versions (เค้าทำเนื้อออกมา 3 แบบ คือ light / moisture / high moisture) แต่สิ่งที่ทำให้หมูเลือกขวด moisture นี้ขึ้นมาเพราะมันมี Squalane ที่ขวดอื่นๆ ไม่มีล่ะ (395บาท/400ml) Squalane ดียังไงหน่ะหรอ? (ยิ้มมุมปาก) ในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ที่คงตัว (Saturated) แทน ซึ่งก็คือ Squalane ครับ คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ แม้แต่ Peter Thomas Roth (แบรนด์ที่หมูชอบมาก) ก็ยังเอามาบรรจุขวดขายแบบเพียวๆ ในนามว่า OILLESS OIL™ 100% PURIFIED SQUALANE ครับ หมูจึงบอกเสมอๆ ว่าครีมทาตัวนะถ้าหาแบบที่มี Squalane เป็นส่วนผสมลำดับต้นๆ ในราคาไม่สูงมาก นี้คือสวรรค์ดีๆเลย 🙂 สรุปภาพรวม เจ้า Body Lotion ตัวนี้ทาง่ายมากครับ ส่วนผสมเน้นไปเรื่องของความชุ่มชื้นแบบจัดหนัก โดยหมูจะมองส่วนผสมของเค้าออกเป็น 3 Functions ครับ 1. มีสารให้ความชุ่มชื้นหลากหลายทั้ง Humectant (ดึงน้ำในอากาศเข้าผิว) Occlusive (เคลือบผิวเก็บกักความชุ่มชื้น) เช่น น้ำมันมะกอก และ Emollients (แทรกตัวตามรอยแตกของผิว) เช่น Glycerin, Glycosyl Trehalose, PEG-40 Hydrogenated Castor Oil และ Polyquaternium-51 2. มีสารบำรุง ป้องกันและฟื้นฟูการทำร้ายของแสงแดด และเป็น Antioxidant เช่น Squalane, และน้ำมันมะกอก 3. …

IT’s Skin : Prestige Soothing Gel D’Escargot

วันก่อนไปเดินหาของมาสังเวยให้คุณๆ มาอ่านกัน เดินเข้า Boots Watson Matsumoto แต่ก็ยังไม่เจออะไรที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องของส่วนประกอบ ความแปลกใหม่ ราคา หรือ Packaging แต่พอจะกลับก็ไปเจอ Shop ของ It’s Skin เลยเข้าไปเดินผ่านๆ ดูส่วนประกอบ แต่ละขวดราคาหลายเลยทีเดียว จนมาเจอไอ่นี้ เลยขอลองเนื้อดู อุ๊!!! เนื้อดี กลิ่นดี Package สวย แล้วโดนสอยร่วงที่ราคาไม่งี้เง่าจนเกินไป เพราะตอนนี้ไปซื้อเค้าลดอีก 10% มั๊ง สรุป 300ml/621 บาท เลยขอมาลองกันเลยดีกว่า!!! สารประกอบหลัก Snail Secretion Filtrate (21%) : ถ้ามีอาจารย์หมอหรือนักวิทยาศาสตร์ใช้คำว่า “Helix aspersa muller glycoconjugates” ทุกคนคงทำหน้าแบบ…อาจารย์หมอพูดไรอะ? แต่ถ้าพูดว่าเมือกหอยทากนี้ก็จะอ๋อ กันทันทีครับ เจ้าตัวนี้เป็นตัวชูโรงของ Product นี้ครับ คือเราก็โดนการตลาดเค้าชักจูงกันไปไกลอยู่ว่าเมือกหอยทากดีอย่างนั้นต้องมีเนื้อยืดๆ แบบนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นยังไงกันล่ะ? ส่วนตัวขอตอบเรื่องเนื้อสัมผัสให้ก่อนเลยครับ ครีมในท้องตลาดที่ดูยืดๆ น่ะมาจากการใส่สารก่อเนื้อครีม เจ้าตัวสารสกัดเมือกหอยทากมันจะเหมือนน้ำเปล่าเลยครับ ไม่ได้ยืดเหมือนที่แต่ละยี่ห้อในท้องตลาดนำเสนอกันมา credit: http://centella-skincare.blogspot.com ในเชิงเคมีแล้วในเมือกหอยทากนั้นประกอบไปด้วย Amino และ แร่ธาตุต่างๆ มากมายครับ แต่เดี๊ยวก่อน!!! การที่มีสารมากมายไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้ผิวดีขึ้น เราเลยไปมองกันที่งานวิจัยจะแซ่บกว่า! มาดูกันครับว่าหมูเจออะไรมาให้อ่านกันบ้างจาก Pubmed ใน Pubmed เองก็มีการตีพิมพ์เรื่องของเมือกหอยทากไว้นะครับ ว่ามันมีคุณสมบัติในการรักษาโรค และมีการใช้มาอย่างยาวนานตังแต่สมัยอดีต ซึ่งจะเป็นเรื่องคุณสมับติให้ความชุ่มชื่นที่เป็น Emollient และเป็นตัวช่วยจากการอักเสบ เช่นการเผาไหม้ของแสงแดดได้ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1062150/] มีการวิจัยในเวลา 14 Weeks ทดสอบกับคน 25 คนนะครับ โดยใช้ความเข้มข้นที่ 8% และ 40% พบว่า ผิวที่โดนทำร้ายจากแสงแดด (Photodamage) เมื่อเทียบกับข้างที่ทาครีมเปล่าๆ จะมีสภาพผิวที่ดีขึ้นมากกว่า จากการตรวจสอบเทียบค่าที่ 8, 12 และ 14 Weeks ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23652894] มีการพบว่าสารจากเมือกหอยทากนั้นสามารถช่วยในเรื่องของการรักษาแผล ช่วยให้การแบ่งตัวของเซลล์เป็นไปได้อย่างดีขึ้น ซึ่งหมายถึงช่วยกระตุ้นการทำงานของ Fibroblasts ที่เป็นตัวสร้าง Collagen และ Elastin ในผิวหนังของเรา [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22171745] สรุปภาพรวม เจ้าตัวนี้มีส่วนผสมของสารที่สกัดจากเมือกหอยทาก (สารสกัดจากเมือกหอยทากจะเป็นน้ำใสๆ นะครับ ไม่ใช่หนืดๆ ยืดๆ เหมือนครีมในท้องตลาดจากการใส่สารก่อตัวเจล เพื่อการ Marketing นะ) โดยสารสกัดเมือกหอยทากนี้มีผลการทดลองยืนยันว่า สามารถรักษาผิวอักเสบ เช่นการโดนทำร้ายจากแสงแดด รวมถึงช่วยในเรื่องการสมานผิว การกระตุ้นการสร้างเซลล์ Fibroblast ที่ทำหน้าที่ในการผลิต Collagen และ Elastin ที่จะเสื่อมลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนสารประกอบอื่นๆ คือเน้นหนักในเรื่องความชุ่มชื่นทั้งแบบดึงน้ำในอากาศเข้าผิว (Humectant) เคลือบผิวไม่ให้เกิดการสูญเสียน้ำ (Occlusive) รวมถึงการแทรกตัวเข้าไปในรอยแตกของผิวชั้นบนเพื่อให้เกิดความนุ่มลื่น (Emollient) และตบท้ายด้วย Antioxidant ที่ดีต่อผิวจาก Rapeseed และ Blueberry ครับ ส่วนข้อพึ่งระวังคือใส่น้ำหอม + แอลกอฮอล์มาด้วยดังนั้นใครกลัวแพ้ก็ไปทดสอบกันก่อน ส่วนตัวมองว่าเรื่องผิวแห้งจากแอลกอฮอล์ไม่น่าเป็นห่วงเพราะเค้าอัดสารให้ความชุ่มชื่นมาเยอะมากแล้วครับเกิน 5 ตัวอะ มั๊ง ช่วยนับที 🙂 สรุปข้อดีข้อเสีย ข้อดี สารสกัดเมือกหอยทางมีงานวิจัยรองรับ มีสารให้ความชุ่มชื่น 3 Functions (Humectant + Occlusive + Emollient) มี Antioxidant ชั้นดีจาก Rapeseed และ Blueberry …