Mask

LANEIGE : White Plus Renew Capsule Sleeping Pack

สำหรับอาทิตย์นี้ก็มีรีวิวแบบมางงๆหน่อยนะครับ พอดีมาต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ แล้วเราเองช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมายุ่งที่มากๆ เลยยังไม่ไดเตรียมอะไรมาโพสในอาทิตย์นี้ แต่พอดีเพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันเอาเจ้าตัวนี้มาให้ดู นางบอกมาว่านางชอบตัวนี้มาก โดยเฉพาะช่วงที่นางเป็นผื่นอยู่นางใช้แล้วหาย ใช้ได้ ใช้ดี บลาๆ (โปรดมีวิจารณญาณ 555) ก็เลยลองเอามาอ่านสารประกอบเล่นๆ พออ่านเสร็จก็เฮ้ย!! เรียบง่าย แต่ว่าใส่แต่ตัวที่เห็นผลได้จริงนี่หว่า ก็เลยจะเอามาเขียนให้อ่านกันนะครับ

สำหรับ Brand LANEIGE นั้น หมูเองก็ไม่ได้รู้จักมากซักเท่าไหร่นักนะครับ เพราะส่วนใหญ่ถ้าจะใช้ Skincare สายเกาหลีที่ใช้ก็มีแค่ Innisfree กับ Atopalm เนาะ ในส่วนของคำว่า LANEIGE นั้นหลายๆ ท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าเป็นภาษาฝรั่งเศสนะครับ เขียนกันจริงๆ ก็น่าจะประมาณแบบนี้ “la neigé” ซึ่งมันมีความหมายว่าหิมะครับ เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าทาง Brand มีจุดขายอยู่ที่ว่า Brand LANEIGE จะทำให้ผู้หญิงสามารถมีผิวขาวเปล่งปลั่งดั่งหิมะได้เลยทีเดียว ถึงตรงนี้หมูก็จะไม่พูดไปมากกว่านี้แล้วนะครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า (ราคาที่เกาหลีประมาณ 3ml x 16pieces/700BTH)

สรุปภาพรวม

อันนี้ก็พูดอะไรมากไม่ได้เท่าไหร่นะครับ เพราะว่าหมูได้ลองแค่ครั้งเดียว แต่ก็จะบอกความรู้สึกในการใช้ให้แล้วกัน

LANEIGE White Plus Renew Capsule Sleeping Pack 1

ตอนที่ได้มาจากเพื่อนก็เห็นว่า Packaging น่ารักดีครับเป็นเม็ดใสๆ ก่อนใช้ก็ต้อง Blend ให้เข้ากันก่อน ตอนแรกหมูก็นึกว่าเนื้อเจลด้านในจะไม่ข้นมากเท่าไหร่ น่าจะกวนเข้ากันได้ไม่ยาก แต่พอลองใช้ Cotton Butt กวนเนื้อครีมให้เข้ากันก็รู้สึกว่าแอบกวนยากอยู่นะ (หรือเพราะว่าเราเอาไปแช่ตู้เย็นก่อนก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ส่วนในเรื่องของกลิ่นนั้นก็มีกลิ่นที่หอมสะอาดมากๆ เลย ใช่ได้ครับ

แต่จะติดอยู่ตรงที่ปริมาณต่อ 1 Capsule นั้นมันมากเกินไปสำหรับหมู นี้ดีนะที่ใช้ Cotton Butt ปาดออกมา เลยแบ่งให้เพื่อนใช้ต่อได้เลย คือสำหรับหมูนะ ปริมาณเท่านี้มันใช้ได้ 2 ครั้งครับ ถ้าทาไม่หมดก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน

LANEIGE White Plus Renew Capsule Sleeping Pack 2

ในส่วนของสารประกอบหลักๆ ที่หมูพอจะเห็นว่าเป็น Active ได้ก็จะเป็น Vitamin B3 ที่เน้นในเรื่องของการเป็น Whitening นอกจากนี้ยังสามารถรักษาฝ้าได้ด้วย แต่ก็ต้องใส่มาให้ถึงสัดส่วนที่มันจะส่งผลได้ด้วยน่ะครับ ซึ่งจากการอ่านสารแล้วทาง LANEIGE ก็ได้ใส่มาเป็นอันดับ 4 เลยทีเดียว (เดาว่าน่าจะมีอย่างน้อยๆ ก็ 2-4% ล่ะ) ส่วน Active อื่นๆ ที่ตามมาก็จะเป็น Vitamin C แบบ AA2G ที่สามารถกระตุ้นการสร้าง Collagen ลดเม็ดสีได้ มีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์นะคับ แล้วตบท้ายด้วยชาเขียวกับ Squalane ที่เป็น Antioxidant และ เสริมการทำงานของชั้นผิวตามลำดับครับ

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  1. มี Vitamin B3 และ Vitamin C ในรูปแบบ AA2G ที่พึ่งพาเรื่องฝ้าเรื่องความขาวไสได้จริง
  2. มีส่วนผสมจากชาเขียวที่ Strong ในการเป็น Antioxidant
  3. มี Squalane ที่บำรุงผิวได้ดี ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น

ข้อเสีย

  1. มีน้ำหอม
  2. Packaging โปร่งแสง

ขอบคุณที่ติดตามกันครับ อย่าลืมไปตามต่อกันในเพจนะคับ : livelymoo ครับ:)


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่านก็ข้ามเลยครับ

เนื้อสัมผัส

LANEIGE White Plus Renew Capsule Sleeping Pack 3

เมื่อผสมเสร็จแล้วเนื้อครีมที่ได้ก็จะเป็นเจลสีขุ่นๆ มีกลิ่นหอมแบบสะอาดๆ ตัวเนื้อเจลมีความข้นในระดับหนึ่งไม่เหลวเท่าไหร่นัก

LANEIGE White Plus Renew Capsule Sleeping Pack 4

การเกลี่ยก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนะครับ แต่ก็มี feel เนื้อหนักเล็กๆน้อยๆ ในภาพนี้หมูลองเกลี่ยแบบหนาให้ดู ใช้สำหรับเป็น Mask ของคนผิวแห้งมากๆ ครับ (จริงๆ ผิวมันก็อัดแบบนี้ได้นะ การที่เราผิวมันก็มาจากการที่เรารักษาความชุ่มชื้นได้ไม่ดีเช่นกันนะ)

LANEIGE White Plus Renew Capsule Sleeping Pack 5.jpg

รูปนี้เป็นการเกลี่ยเพิ่มเติมให้บางลงครับ ก็จะให้ Feel แบบเคลือบผิวบางๆ ก็รู้สึกชุ่มชื่นดีครับ น่าจะเหมาะกับคนที่ไม่ชอบอะไรเหนอะมาก

รายละเอียดส่วนผสม

  1. Water
  2. Butylene Glycol
    • เป็น Slip Agents ที่ช่วยเรื่องการกระจายตัวของเนื้อครีม มีเนื้อเบาบางมากกว่า propylene glycol
  3. Alcohol
  4. Niacinamide
    • สรรพคุณมากมายก่ายกองครับ เป็นทั้ง Whitening สามารถรักษาฝ้าได้ และ Anti aging อ่านรายละเอียดที่ Vitamin B3
  5. Pentaerythrityl Tetraethylhexanoate
    • Emollients
  6. Ascorbyl Glucoside
    • หมูชอบเรียกตัวนี้สั้นๆ ว่า AA2G ครับ มันเป็น Vitamin C ที่เกิดจากการรวมกันของ L-Ascorbic Acid และ Glucose ซึ่งเมื่อแตกตัวออกมาก็จะกลายเป็น Ascorbic Acid (AA) แล้วก็จะมี Function การทำงานเหมือน AA เช่นเป็น Antioxidant กระตุ้นการสร้าง Collagen และยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานินAA-2G มีความเสถียรมากกว่า AA จากผลการศึกษาของ Hayashibara International (เจ้าของลิขสิทธิ์ของสารตัวนี้) พบว่ามันมีความเสถียรไม่ว่าจะเจอต่อความร้อน แสง หรือการทำปฎิกิริยากับ Oxygen และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามันยังสามารถดูดซึมได้ยาวนานมากขึ้นด้วยมีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์ มีการศึกษานำ AA-2G ใช้ร่วมกับ Malic Acid และการทาครีมกันแดดเป็นระยะเวลากว่าเกือบ 2 ปี (นานไปมะ) บอกว่า AA-2G สามารถช่วยลดฝ้าได้อย่างเห็นได้ชัด (ตรงนี้มองว่าการทากันแดดระยะเวลา 2 ปีอย่างเดียวก็ช่วยได้เยอะแล้วล่ะ)สรุป
      1. มีความเสถียรมากกว่า AA
      2. สามารถผสมกับน้ำได้
      3. สามารถดูดซึมลงผิวได้ (In Vitro)
      4. ลดเม็ดสี (In Vitro)
      5. กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro)
      6. มีผลการศึกษาว่าช่วยป้องกัน UV แต่ไม่เท่า SAP (In Vivo)

      Sources :

    • Ultrasound enhanced skin-lightening effect of vitamin C and niacinamide.
    • Successful short-term and long-term treatment of melasma and postinflammatory hyperpigmentation using vitamin C with a full-face iontophoresis mask and a mandelic/malic acid skin care regimen.
  7. Camellia Sinensis Leaf Extract
    • ในสารสกัดจากชาเขียวนั้นจะมีเจ้า EGCG (epigallocatechin-3-gallate) เป็นสารตัวหลักๆ ครับ โดย EGCG ถือเป็นโภชนเภสัช (polyphenol) หรือ สารที่มีสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีคุณสมบัติ ลดอาการสิว ลดความมันบนใบหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการระคายเคืองที่เกิดจาก UV และยังถือเป็น Anti-aging อีกด้วยเพราะมันไปช่วยยับยั้งการทำลาย Collagen ครับ ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าเพียงแค่ 2% ก็รักษาสิวที่ไม่รุนแรงได้ครับ และเมื่อใช้ที่ 3% ก็จะช่วยลดปริมาณ Sebum หรือน้ำมันบนหน้าได้อีกด้วย
    • แต่ใส่มาท้ายขนาดนี้ไม่น่าจะถึง 1% หรอกครับ
  8. Yeast Extract
  9. 1, 2-Hexanediol
    • เป็น Glycol ชนิดหนึ่งเป็น Humectant และมีคุณสมบัติในเรื่องของการเป็นสารกันเสียเพราะมันสามารถยับยั้งแบคทีเรียและยีสต์
    • มีการทำ Patch Test ที่ความเข้มข้น 15% ครับ ซึ่งก็พบว่ามันอ่อนโยนครับ [http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19514921]
  10. C12-20 Alkyl Glucoside
  11. C14-22 Alcohols
  12. Glycerin
    • ให้ความชุ่มชื้นโดยดูดน้ำจากในอากาศเข้าผิว (Humectant)
  13. Dimethicone
  14. Dipropylene Glycol
  15. Bis-PEG-18 Methyl Ether Dimethyl Silane
  16. Cyclopentasiloxane
  17. Cyclohexasiloxane
  18. Cetearyl Alcohol
  19. Squalane
    • ในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ที่คงตัว (Saturated) แทน ซึ่งก็คือ Squalane ครับ
    • คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ
  20. Silica
  21. Ethylhexylglycerin
  22. Caprylyl Glycol
  23. Pentylene Glycol
  24. Polysorbate 20
  25. Polysilicone-11
  26. Polyacrylate-13
  27. Polyisobutene
  28. Hydroxyethylcellulose
  29. Carbomer
  30. Tromethamine
  31. Disodium EDTA
    • สารจับโลหะแขวนลอย ที่ทำให้ครีมเสื่อม
  32. Phenoxyethanol
    • สารกันเสีย
  33. Fragrance

 

Ingredients : Water, Butylene Glycol, Alcohol, Niacinamide, Pentaerythrityl Tetraethylhexanoate, Ascorbyl Glucoside, Camellia Sinensis Leaf Extract, Yeast Extract, 1, 2-Hexanediol, C12-20 Alkyl Glucoside, C14-22 Alcohols, Glycerin, Dimethicone, Dipropylene Glycol, Bis-PEG-18 Methyl Ether Dimethyl Silane, Cyclopentasiloxane, Cyclohexasiloxane, Cetearyl Alcohol, Squalane, Silica, Ethylhexylglycerin, Caprylyl Glycol, Pentylene Glycol, Polysorbate 20, Polysilicone-11, Polyacrylate-13, Polyisobutene, Hydroxyethylcellulose, Carbomer, Tromethamine, Disodium EDTA, Phenoxyethanol, Fragrance

Advertisements