Cream

Atopalm : Concentrated Intensive Cream

ถ้าจะให้พูดถึงครีมดีๆ ที่ราคาก็ดีด้วยซักชิ้นหนึ่ง Atopalm : Concentrated Intensive Cream จะเป็นตัวแรกๆ ที่หมูนึกถึงในช่วงเวลานี้ครับ เจ้า Atoplam เป็น Product ที่มาจากเกาหลีโดยมีจุดขายก็คือ MLE Technology ที่เคลมเรื่องของการทำให้เนื้อครีมสามารถซึมลงผิวของเราได้เป็นอย่างดี

sub_mle4

ขยายความเพิ่มกันอีกซักเล็กน้อย Multi-Lamellar Emulsion หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า MLE ก็คือ oil-in-water emulsion ที่ถูกพัฒนาและคิดค้นมาโดยบริษัท NeoPharm ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งสิ่งที่ทาง Atopalm ได้พยายามนำเสนอจุดขายของ MLE ก็คือการที่เค้าสามารถทำเนื้อครีมที่มีโมเลกุลเป็นรูปกากบาทหรือที่เรียกว่า “Maltese Cross” ซึ่งเป็นสารที่จะอยู่ในผิวชั้นนอก (Stratum Corneum) โดยผิวมีความอ่อนเยาว์สมบูรณ์ก็จะมีจำนวน Maltese Cross จำนวนมาก และพอมีเจ้า Maltese Cross มาก ก็จะทำให้ผิวทำงานได้ดีมากขึ้น เก็บกักน้ำในผิวได้มากขึ้น และในเวลาเดียวกันก็สามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอมต่างๆ จากภายนอกได้ดีเช่นกัน

จากตรงนี้ใครที่สนใจความเป็นมาของเค้า และรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ Youtube ด้านล่างนี้นะครับ

ทีนี้จากมุมมอง และประสบการณ์ของหมูนะครับ ถ้าหากเราจะพูดถึงความสามารถของครีมในการซึมเข้าสู่ผิวชั้นที่ลึกขึ้นไปได้ดี ผู้รู้ท่านหนึ่งใน Industry นี้เค้าได้บอกหมูว่า เรื่องนี้จะต้องไปวัดกันที่ขนาดโมเลกุลของครีมที่ทำเสร็จขึ้นมาแล้วผ่านกล้องที่มีความละเอียดสูงมากๆ ซึ่ง Atopalm ก็สามารถตอบโจทย์ที่หมูสงสัยได้ เพราะว่าหมูไปเจอข้อมูลจาก website ของ Atopalm เองเลยว่าเค้าได้เทสแล้วว่าครีมของเค้ามีขนาดโมเลกุลที่เล็กจริงอะไรจริงนะจ๊ะ ตรงนี้หมูเอา Youtube ที่เป็นการเทสเจ้า Atopalm : Concentrated Intensive Cream ที่กำลังจะรีวิวให้อ่านกันนี้มาให้ได้ดูกันเลย

นอกจากเรื่องของความสามารถในการซึมเข้าผิวได้ดีแล้ว ใน Line ของ Atopalm ทั้งหมดที่เป็นขวดสีแดงขาว (ตอนนี้ที่เกาหลีเค้ามี Line สีฟ้าออกมาใหม่ แต่ยังไม่ได้เข้าไทยอย่างเป็นทางการนะครับ) หมูจะชอบเจ้า Atopalm : Concentrated Intensive Cream ตัวนี้มากที่สุดเพราะมันเป็นตัว TOP ที่สุดของรุ่นแล้วครับ มันแตกต่างกับรุ่นแบบกระปุก (Atoplam : Intensive Moisturizing Cream) ตรงที่มีการใส่ Grape Seed Oil มามากกว่า มีการเติม Squalane เข้ามาลำดับต้นๆ และนอกจากนี้ก็ยังมีการเติม Cholesterol ที่เป็นส่วนประกอบของ Skin Barrier เข้ามาให้สูตรมีการทำงานที่ดีมากขึ้น เป็นการผสานของ Cholesterol : Essential Fatty Acid : Non Essential Fatty Acid : Ceramide ครับ เท่าที่หมูเห็นข้อมูลใน Paper ศึกษามา เค้าจะมีการสลับสัดส่วนของสาร 4 ตัวนี้ รวมถึงการทดสอบสารแค่บางคู่ หรือคู่ 3 แต่สุดท้ายก็ไปพบว่าสูตร 3 : 1 : 1 : 1 เป็นสูตรที่สามารถรักษาน้ำในผิวของคนเราได้สูงที่สุดครับ

Source : Optimal ratios of topical stratum corneum lipids improve barrier recovery in chronologically aged skin.

อย่างไรก็ตามถ้าดูจากการเรียงสารมาแล้วเจ้าตัวนี้ก็คงไม่ได้ตามสัดส่วนที่ว่ามาตามด้านบน (3 : 1 : 1 : 1) นะครับ เพียงแต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ใส่อะไรมาเลย แต่ว่า… ตั้งแต่อ่านสารมาทั้งหมดนี้ก็ยังสงสัยว่าในสูตรไม่ได้มีการใส่ Ceramide มานี่หว่า หมูก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาให้นะครับว่าทาง Atopalm เองก็ได้ใช้ Ceramides ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของทาง NeoPharm ไว้แล้วล่ะ อันนี้ก็เป็นเรื่องของ Patent ไปเนาะ งานวิจัยภายนอกก็จะหาไม่ได้เพราะสูตรคงเป็นความลับทางการค้าของเค้าครับ

real_mleimage2

สรุปภาพรวม

เจ้าตัวนี้หมูเห็นขายในไทยหลายแหล่งนะครับ ราคาก็ราวๆ 850 – 950 บาท/80ml แต่ก็จะมีขนาด 30ml ด้วย ราคาก็จะแพงกว่าขนาดใหญ่เมื่อเทียบต่อหน่วยแล้วนะครับ ลองไปหากันดู

สารโดยรวมของเจ้า Atopalm : Concentrated Intensive Cream ตัวนี้ถือว่าได้ใจหมูไปเลยครับ โดยหมูขอให้เหตุผลตามนี้นะครับ

Grapeseed-oil-benefits

  1. ส่วนผสมดี เพราะว่าน้อยนักที่จะหา Brand ในท้องตลาดที่ได้มีการใส่ Grape Seed Oil มาในปริมาณมากขนาดนี้ เพราะว่า Grape Seed Oil มีราคาสูงเมื่อเทียบกับ Oil จากพืชชนิดอื่นๆ นอกจากนี้เจ้า Grape Seed Oil ยังมีปริมาณของ Linoleic Acid ที่สูงถึง 70% เลยทีเดียว หาสูงแบบนี้ในพืชตัวอื่นๆ แทบไม่ได้แล้วครับ
  2. มีการใส่ Squalane เข้ามาเพิ่มจากสูตร Intensive Moisturizing Cream ซึ่งมันเป็นสารงานผิวที่ขึ้นมาอยู่ในลำดับต้นๆ ซึ่งเจ้าตัวนี้เป็นสารที่มีอยุ่ในชั้นผิวของคนเรา ช่วยให้ผิวแข็งแรงครับ
  3. มีการเติม Vitamin B3, Vitamin B5 และ Cholesterol เข้ามาเพิ่มจากสูตร Intensive Moisturizing Cream ที่จะช่วยเสริมการทำงานของผิวทั้งในเรื่องของการเป็น Whitening และการ Sooth ผิว
  4. มีการเติมสารที่ช่วยลดการระคายเคืองแบบจัดเต็มมาถึง 3 ตัวนั้นคือ Portulaca Oleracea กับ Bisabolol และ Allantoin ซึ่งหมูเองจะเห็นไม่มากนะครับใน Skincare ของ Counter Brand ที่จะใส่สารสองตัวหลังนี้มาให้พร้อมๆกัน

สรุปข้อดี/ข้อเสีย

ข้อดี

  1. เป็น Skincare ที่ถือว่าใส่ส่วนผสมมาได้ประทับใจมากครับ Grape Seed Oil, Squalane, Olive Oil และน้ำมันเมล็ดชา ที่เป็น Antioxidant ชั้นดี เสริมการทำงานของผิว และ Skin Barrier ทำให้มีชั้นผิวที่แข็งแรงมากขึ้น เก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ลดอาการระคายเคืองและทำให้ผิวสามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  2. มีการเติมสารดีๆ ขึ้นมาจากสูตรพื้นฐานทั้ง Vitamin B3, Vitamin B5 และ Cholesterol
  3. มีสารลดการระคายเคืองที่จับคู่มาได้น่าสนใจ ถึงไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็น้อยนักที่จะมีคนใส่มาพร้อมกัน คือ Bisabolol และ Allantoin (จริงๆ ในสูตรก็ใส่เจ้าสารสกัดจากผักเบี้ยใหญ่ลดการระคายเคืองมาด้วยนะ)
  4. คุณภาพดีงามและราคาถูก
  5. Packaging สูญญากาศ และป้องกันแสงแดด

ข้อเสีย

  1. ไม่มี

ขอบคุณที่ติดตามกันครับ อย่าลืมไปตามต่อกันในเพจนะคับ : livelymoo ครับ:)


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่านก็ข้ามเลยครับ

เนื้อสัมผัส

Atopalm Concentrated Intensive Cream 1.jpg

เนื้อครีมสีขาว มีกลิ่นลาเวนเด้อแบบจางมากๆ มากจนแทบจะไม่มี ไปอ่านกันนะครับว่า Lavender มีผลดีอย่างไรบ้างกับผิว เขียนไว้ที่ด้านล่างให้แล้ว จุดนี้ต้องขอลบความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Lavender ที่หลายๆ คนถูกป้าพอลล่าใส่ความเข้าใจผิดๆ มาให้

Atopalm Concentrated Intensive Cream 2

เนื้อครีมที่ดูเหมือนจับตัวเป็นก้อนที่มีความหนัก แท้จริงแล้วกลับเบามากในระดับหนึ่งเลยนะครับ แตะไปเบาๆ ก็กระจายตัวได้ดีเนื้อนุ่มครับ

Atopalm Concentrated Intensive Cream 3.jpg

เกลี่ยเสร็จแล้วรู้สึกถึงความชุ่มชื้นขึ้นมาทันทีครับ คนที่มีผิวมันก็สามารถใช้ได้

 

รายละเอียดส่วนผสม

  1. AQUA
  2. GLYCERIN
    • ให้ความชุ่มชื้นโดยดูดน้ำจากในอากาศเข้าผิว (Humectant)
  3. CETEARYL ALCOHOL
    • Thickener
  4. SORBITAN STEARATE
    • ตัวประสานน้ำและน้ำมัน เป็น Emulsifier
  5. GLYCERYL STEARATE
    • Emulsifier
  6. STEARIC ACID
    • เป็น Non Essential Fatty Acid (Non-EFA) ซึ่งถ้าใส่ในอัตราส่วนที่ดีมาพร้อมกับ EFA, Cholesterol และ Ceramide ก็จะช่วยรักษาอัตราการสูญเสียน้ำของผิวให้อยู่ได้ในระดับที่ต่ำ เสริมการทำงานของ Skin Barrier ไป
  7. SQUALANE
    • ในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ที่คงตัว (Saturated) แทน ซึ่งก็คือ Squalane ครับ
    • คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ
  8. VITIS VINIFERA (GRAPE) SEED OIL
    • ตัวนี้คุณสมบัติล้นหลามครับ ทั้งในเรื่องของการเป็น Antioxidant ชั้นดี และ มีความสามารถในการสมานแผล
    • นอกจากนี้ Grape Seed Oil ยังมีสัดส่วนของ Linoleic Acid (Omega 6) ที่เป็น Essential Fatty Acid อยู่ในปริมาณที่มากสูงถึง 70% เลยทีเดียว
    • สิ่งที่ค้นพบเพิ่มเติมคือเจ้า LA นี้มีคุณสมบัติในการเป็น Whitening ช่วยในเรื่องของ Hyperpigment skin ที่มาจากการกระตุ้นของ UV ได้ด้วย ทีนี้ถ้ามีการทำให้มันอยู่ในรูปของ Liposome ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพของมันได้อีกในความเข้มข้นของ LA ที่น้อยลง
  9. DIMETHICONE
  10. HYDROGENATED VEGETABLE OIL
  11. OLEA EUROPAEA (OLIVE) FRUIT OIL
    • Olive oil

      credit : static.naturallycurly.com

    • มี Report เรื่องการช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกจาก UVB แต่เป็นการทดลองกับหนูนะครับ [Source :http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/11062172]
    • มี Report ว่าการใช้เจ้าตัวนี้เดี่ยวๆ จะไปทำลาย Skin Barrier นะครับ โดยเค้ามีการทดลองเทียบกับ Sunflower Seed Oil ดังนั้นห้ามใช้น้ำมันมะกอกเดี่ยวๆ กับเด็กเล็กนะครับ [Source :http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22995032]
    • ดังนั้นการใช้งานของน้ำมันมะกอกก็จะเป็นการใช้ในปริมาณไม่มาก และใช้ร่วมกับส่วนผสมอื่นๆ ส่วนประกอบหลักๆ ของน้ำมันมะกอกจะเป็น Oleic Acid ซึ่งมีสูงมาก 50-80% เลยทีเดียวครับ
    • มีคุณสมบัติ Occlusive
  12. POLYGLYCERYL-10 DISTEARATE
  13. PORTULACA OLERACEA EXTRACT
    • Portulaca Oleracea Extract

      Credit : samunpri.com

    • สารสกัดจากผักเบี้ยใหญ่ มีคุณสมบัติด้านการลดการระคายเคือง นอกจากนี้ยังสามารถต่อต้านแบคทีเรียได้อีกด้วย
  14. DIHYDROXYISOPROPYL PALMOYLPALMAMIDE
  15. CAMELLIA SINENSIS SEED OIL
  16. NIACINAMIDE
    • สารครอบจักรวาล เป็นทั้ง Whitening และ Anti-Aging ไปอ่านกันได้ที่ LINK
  17. PANTHENOL
    • Vitamin B5 โด่งดังในหมู่ของ Vitamin ในด้านการ Sooth ผิวครับ เป็น Humectant ที่ช่วยดึงน้ำเข้าผิว มีความสามารถในการช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier (ช่วยลด TEWL หรืออัตราการสูญเสียน้ำ) รวมถึงการเสริมการแบ่งตัวของ Fibroblasts ซึ่งเป็น Cell ที่ผลิต Collagen และ Elastin เจ้าตัวนี้อยู่ใน Product ของ Paula Choice’s อยู่มากมายเลยครับ
  18. TOCOPHERYL ACETATE
    • Antioxidant
    • Vitamin E นั้นมีอยู่ทั้งหมด 8 Forms ครับ มีทั้ง Alpha Beta Gamme Delta เวิ้นกันไป โดยที่ตัวที่เป็น Active Form จะเรียกว่า Alpha-Tocopherol
    • อย่างไรก็ดี Vitamin E ก็สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้จาก Petroleum Product เราก็จะเรียกกันว่า Synthetic vitamin E ซึ่งพวกนี้จะมี “dl-” นำหน้าครับ
    • ส่วน Natural Vitamin E หรือ Vitamin E ที่มาจากธรรมชาตินั้นก็จะมี “d-” นำหน้ามา เช่น d-alpha tocopherol, d-alpha tocopheryl acetate หรือ d-alpha tocopheryl succinate
    • Natural Vitamin E จะดีกว่าแบบ Synthetic ในแง่ของการดูดซึม ทั้งนี้มีการวิจัยในญี่ปุ่นพบว่าจะต้องใช้ Vitamin E แบบสังเคราะห์ถึง 3 เท่าเมื่อเทียบความสามารถกับแบบ Natural
    • มีงานวิจัยที่สนับสนุนงานวิจัยด้านบน ว่าแบบ Natural นั้นถูกดูดซึมได้ดีกว่า
    • งานวิจัยของ Oregon State University พบว่าแบบ Synthetic สลายตัวไวกว่า Natural ถึง 3 เท่า
    • มีงานทดลองกับหนูครับบอกว่ามันช่วยเรื่องลดการผลิตเม็ดสี ลดการระคายเคืองที่เกิดจากการกระตุ้นจาก UV
    • มีความสามารถในการช่วยยืดอายุของน้ำมันจากพืชต่างๆ
  19. PHYTOSTEROLS
  20. BISABOLOL
    • ตัวนี้จะใส่มาเพื่อลดการระคายเคืองครับ ส่วนใหญ่ก็จะสกัดมาจาก Chamomile
    • มีรายงาน Support ว่ามันช่วยลดอาการผื่นอักเสบผิวหนังครับ [http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24894548]
    • นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกับคน 28 คน โดยให้ทาอยู่ 2 เดือนก็พบว่ามันเป็น Whitening ได้ด้วยล่ะ [http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20642768]
    • ส่วนใหญ่ใส่ไม่เกิน 1%
  21. SODIUM LACTATE
  22. 1,2-HEXANEDIOL
  23. CAPRYLYL GLYCOL
  24. CHOLESTEROL
    • เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำของผิว (Transepidermal water loss : TEWL) เสริมการทำงานของ Skin Barrier
    • หากใช้ร่วมกับ Ceramide ก็จะสามารถช่วยลดอาการผิวหนังอักเสบได้
  25. CARBOMER
    • สารก่อเนื้อ และเป็น Emulsifier
  26. ARGININE
    • มีงานวิจัยการใช้เจ้าตัวนี้ที่ 2.5% กับผู้ที่มีผิวหนังอักเสบเรื้อรัง (atopic dermatitis) พบว่าสามารถช่วยให้ผิวมีปริมาณ Urea ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ด้วย (อันนี้เดาเองว่ามันน่าจะมีผลช่วยให้ Skin Barrier แข็งแรงขึ้นครับ) [Source :http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/14749863]
  27. ALLANTOIN
    • ช่วยลดการระคายเคือง และช่วยในเรื่องของการรักษาบาดแผล กระตุ้น fibroblastic proliferation (ใครไม่เข้าใจศพท์กดอ่านที่นี้ LINK)
  28. XANTHAN GUM
  29. TROPOLONE
  30. LAVENDULA ANGUSTIFOLIA (LAVENDER) OIL
    • เป็น Essential Oil มีผลการวิจัยออกมาว่ามันมีคุณสมบัติในการยับยั้งแบคทีเรีย และเชื้อราได้ด้วย ทั้งนี้ในด้าน Aromatherapy เองก็จะให้คุณสมบัติในเรื่องของการลดความเครียด อาการปวดหัว ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ๆ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน [http://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S2221169115001033]
    • มาถึงตรงนี้หลายๆ คนที่ชอบเข้าไปอ่านเวบของป้าพอลล่า ที่มีจุดยืนว่า Skin Care นั้นไม่มีที่ยืนสำหรับน้ำหอมเลย ลองมาอ่านข้อมูลแย้งจาก Website นี้ดูกันครับ [http://roberttisserand.com/2011/08/lavender-oil-skin-savior-or-skin-irritant/] จะพบว่ามีการทดสอบ Lavender Oil มากมายที่มีส่งผลประโยชน์ให้กับผิวได้ เช่น
      • มีการทดสอบที่ความเข้มข้น  0.1%, 1.0%, 10% or 100% บนผิวหนังของหนู ซึ่งก็ไม่ได้พบว่ามันก่อให้เกิดผลร้ายหรือผิดปกติแต่อย่างใด
      • มีการทดสอบกับผู้หญิงที่พึ่งคลอดจำนวน 120 ราย พบบว่าการหยด Lavender Oil เพียงไม่กี่หยดในอ่างอาบน้ำช่วยลดรอยแดงจากแผลบริเวณฝีเย็บได้อย่างชัดเจน
      • Lavender Oil มีคุณสมบัติกลางๆ ในด้านการยับยั้งเชื้อ P.Acne
      • ช่วยเสริมการทำงานของสารกันเสียอื่นๆ ได้เพราะตัวมันเองมีคุณสมบัติในการต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
      • มีฤทธิ์ในการช่วยระงับอาการปวด
      • ในตอนท้ายผู้เขียนก็ยังมีการ Bluff เล็กน้อยในเรื่องของความรู้ในด้านนี้ของป้าพอลล่าว่า ป้าแกสับสนระหว่าง phototoxicity and photoallergy รึปล่าวจ๊ะ? ก็ขอให้ลองเข้าไปอ่านใน Website ดูพิจารณาเป็นทางเลือกครับ เพราะอาจจะทำให้มีความเข้าใจใน Lavender Oil ในอีกแง่มุมมากขึ้น
    • Safety Score (1) คือปลอดภัยสูง
  31. SODIUM HYALURONATE
    • ตัวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว แต่จะซึมลึกเข้าผิวได้มากน้อยเพียงใดนั้นอยู่ที่ขนาดของโมเลกุลครับ นอกจากนี้มันเองก็ยังมี Profile ในเรื่องของการเป็นกลไกหนึ่งของ Skin Aging ด้วย
    • มีการศึกษาว่าครีมที่มี HA ผสมอยู่ 0.1% นั้นสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้แก่ผิวได้จริง นอกจากนี้หากใช้ HA ที่เป็น Low Molecule หรือที่มีขนาดเล็กน้ำหนักเบาก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการลดริ้วรอย

 

Ingredients : AQUA, GLYCERIN, CETEARYL ALCOHOL, SORBITAN STEARATE, GLYCERYL STEARATE, STEARIC ACID, SQUALANE, VITIS VINIFERA (GRAPE) SEED OIL, DIMETHICONE, HYDROGENATED VEGETABLE OIL, OLEA EUROPAEA (OLIVE) FRUIT OIL, POLYGLYCERYL-10 DISTEARATE, PORTULACA OLERACEA EXTRACT, DIHYDROXYISOPROPYL PALMOYLPALMAMIDE, CAMELLIA SINENSIS SEED OIL, NIACINAMIDE, PANTHENOL, TOCOPHERYL ACETATE, PHYTOSTEROLS, BISABOLOL, SODIUM LACTATE, 1,2-HEXANEDIOL, CAPRYLYL GLYCOL, CHOLESTEROL, CARBOMER, ARGININE, ALLANTOIN, XANTHAN GUM, TROPOLONE, LAVENDULA ANGUSTIFOLIA (LAVENDER) OIL, SODIUM HYALURONATE

Advertisements