Serum

delicate : High Potency VC Serum

สวัสดีครับเรามาต่อจากตอนที่แล้วคือรายละเอียดของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum กันนะครับ ตัวถัดมาที่จะเอามาอธิบายคือตัว Serum ที่เข้มข้นที่สุดใน Products 3 ชิ้นที่หมูทำออกมาเลยล่ะครับ

ความเป็นมา

เดลิเคท (delicate) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เกิดจากความสงสัยของเด็กคนหนึ่ง (ใช่.. เค้าเคยเป็นเด็ก 😂) ว่าทำไมครีมต่างๆนั้นประกอบไปด้วยสารอะไรบ้างนะ ถึงสามารถช่วยให้ผิวของคนเราชุ่มชื้นขึ้น ขาวขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้ริ้วรอยสามารถตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เด็กน้อยได้เริ่มออกเดินทางในโลกของสารประกอบต่างๆจาก งานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมากมาย[1][2]

delicate เป็นความตั้งใจอย่างสูงของหมูเองที่อยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงได้ผลจากการใช้งานจริง โดยสารที่นำมาเลือกใช้นั้นจะถูกคัดเลือกมาจากผลทางการวิจัยต่างๆที่เชื่อถือได้ตามหลักของเหตุและผล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป


[1] อ้างอิงจากเวบไซต์ Pubmed ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเปิดเผย และ Journal ทางการแพทย์ต่างๆที่เป็นงานวิจัยที่ถูกพิจารณาก่อนนำมาตีพิมพ์ ซึ่งงานวิจัยบางชี้นจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อเข้าไปอ่านได้
[2] ด้วยความที่เป็นคนสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ส่งผลให้การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้ที่ผ่านมากลายเป็นส่วนหนึ่งในใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้เห็นช่องว่างของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ skincare ยังมีอีกมาก จึงตัดสินใจเปิด Facebook Page ชื่อว่า livelymoo เมื่อต้นปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภค “คิดก่อนซื้อ” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริโภคเอง

The Review

เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า delicate : High Potency VC Serum นี้หมูมีความตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อมาเป็น Booster ตัวจัดเต็ม เร่งผิวใส ของทาง Brand เรา หากใครที่หน้าดูไม่กระจ่างใสขอให้ได้ลองตัวนี้ครับ วิธีใช้ก็ง่ายๆ ลงทั่วหน้าและใต้ตาได้ทั้งเช้าเย็น อยากให้ใช้ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไปนะครับ ไม่ควรขาดช่วง เห็นผลรู้เรื่องครับ (แต่ต้องทากันแดดให้ถูกต้องด้วยนะครับ 2 ข้อนิ้วมือเฉพาะหน้าไม่รวมคอ ทาทับทุก 3-4 ชม. เนาะ จริงๅ ต้อง 2 ชม. แต่ถ้านั่งใน Office ก็ลดความถี่ลงหน่อยได้)

เจ้าตัวนี้เฉพาะสาร Active หลักก็ 19% แล้วนะครับ เดี๊ยวลองไปอ่านกันที่ด้านล่างนะครับว่าเราใส่ Vitamin อะไรเข้ามาบ้าง ตัวนี้ใส่สารไม่ได้ซับซ้อน แต่ใส่หนัก ใส่ชนิดเข้มข้นเลยทีเดียวเชียวล่ะ อารมณ์ว่าไม่ต้ององค์ประกอบเยอะหมัดตรงแรงๆใส่เจ้าพวกเมลานินกันไปเลย

ตัวนี้อยากให้นำไปใช้ร่วมกับตัว delicate : Skin Illuminator Brightening Serum นะครับ เพราะมันจะช่วยเร่งให้ผิวมีความสว่างใสในขณะที่ตัว delicate : Skin Illuminator Brightening Serum จะช่วยปรับองค์รวมของสีผิวให้สม่ำเสมอ เพิ่มความอุ้มน้ำ และเป็นสาร Antioxidant ดีๆช่วยเสริมการทำงานซึ่งกันและกันครับ

ในส่วนของสารประกอบหลักๆ คือ Vitamin 3 ชนิดจะขออธิบายตามนี้นะครับ

I) Vitamin C (AA2G™) 10%

หากพูดถึง Vitamin ที่เน้นให้ดูผิวหน้าสดขึ้น ช่วยให้ผิวดูใสขึ้น หนีไม่พ้น Vitamin C ครับ (Vitamin B3 ช่วยให้ขาวจริง แต่ไม่ได้ช่วยให้ดูมีผิวดูสดขึ้น ดูใสขึ้นคับ) แต่รูปแบบของ Vitamin C ที่หมูได้เลือกมาใส่ใน Serum ตัวนี้จะไม่ใช่ Vitamin C ใน Form พื้นฐานที่เรียกว่า Ascorbic Acid (AA) นะครับ ซึ่ง AA ตัวนี้ดีแต่ไม่เสถียรนะครับ มันจะสบายไปไวมากเมื่อโดนแดดและน้ำ แถมมันจะเสถียรที่ความเป็นกรดส่งผลให้เวลาทาลงผิวหน้าจะรู้สึกอุ่นๆและคันยิบๆ (ซึ่งเรื่องคันยิบๆส่วนตัวหมูรับได้นะ) อย่างไรก็ตามจากความที่ AA มันใช้ยากตามที่กล่าวมาหมูจึงพยายามหา Vitamin C ที่มีความเสถียรทนแดดทนน้ำ แถมไม่คันยิบๆ ก็เลยเลือก Ascorbyl Glucoside หรือที่เรียกว่า AA2G™ มาใช้ครับ

AA2G.png

จากประสบการณ์ในการอ่านสารที่ผ่านมาทำให้เรารับทราบมาตลอดว่า AA2G™ นั้นถูกคิดค้นมาโดยบริษัทญี่ปุ่นและเป็นลิขสิทธิ์ของเค้านะครับชื่อ Hayashibara International เค้าเอา AA แบบธรรมดามาจับโมเลกุลกับ Glucose ซึ่งส่งผลให้ได้โมเลกุลที่เถียรขึ้น เจ้า AA2G™ ทุกวันนี้งานวิจัยตีพิมพ์ยังไม่ได้มีมากมายนะครับ แต่ก็พอจะมีออกมาให้เห็นบ้าง เช่น การนำไปใช้ร่วมกับ Vitamin B3 โดยใช้เครื่องช่วยกระตุ้นการดูดซึมเข้าสู่ผิว แล้วก็พบว่ามันสามารถลด Hyperpigmentation (จุดด่างดำ) บนผิวของเรานั้นเอง นอกจากนี้เจ้า AA2G™ เป็นตัวที่ใช้กันแพร่หลายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ก. ไก่ ล้านตัว ทั้ง Skincare ของญี่ปุ่น และทางยุโรปไปถึงทาง US เช่น Fresh Algenist SK-II และอีกมากมายจนใช้คำว่าแทบจะทุก Brand ดังในโลกเลยก็ว่าได้ครับ พลิกไปอ่านสารเอะอะก็จะเจอ AA2G™ ตลอดๆ … แต่ทว่า เวลาที่เจอมันจะไปเจอในส่วนท้ายๆของสาร ซึ่งอาจจะไม่ได้ใส่มาเข้มข้นมากนัก ดังนั้นเราจึงตั้งใจใส่มาถึง 10% เพื่ออัดจัดหนักกับจุดด่างดำกันเลยทีเดียว

II) Vitamin B3 (Niacinamide) 4%

Vitamin B3.png

Niacinamide เป็นที่โด่งดังและใช้กันมาช้านานครับสรรพคุณของมันมากมาย แต่ Brand ต่างๆ ใส่มาถึง % ที่ได้ตามงานวิจัยหรือไม่นั้นก็ต้องไปพิจารณากันต่อไปครับ [เจ้าตัวนี้หมูก็ได้ใส่ไว้ใน delicate : Skin Illuminator Brightening Serum เช่นกันนะครับใส่ 4% เช่นกัน]

เข้าเรื่องเลยคือสรุปสรรพคุณต่างๆจากงานวิจัยมีดังนี้นะครับ

  • รักษาฝ้า : Niacinamide 4% เทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Niacinamide ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย
  • DRP2011-379173.001.jpgDRP2011-379173.002.jpg
  • Niacinamide 4% รักษาอาการอักเสบของสิว ได้ดีกว่า Clindamycin 1% เทสโดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง
  • มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้จริงครับ
  • เป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง

III) Vitamin B5 (Panthenol) 5%

1200px-(R)-(+)-Panthenol_Structural_Formulae_V.1.svg.png

Vitamin B5 โด่งดังในหมู่ของ Vitamin ในด้านการ Sooth ผิวครับ ที่หมูเลือกมาใส่เพราะตัว VC นี้ หมูมีความตั้งใจอยากได้ใช้หลังล้างหน้าทันทีเพราะVit B5 ที่ 5% มันช่วยลดอาการระคายเคืองจากสารทำความสะอาดจากตัวล้างหน้า SLS SLES ด้วยครับ แต่ไม่เพียงเท่านี้ เพราะว่าในด้านการบำรุงนั้นเจ้า Vitamin B5 เองมีความสามารถในการเป็น Humectant ที่ช่วยดึงน้ำเข้าผิว และมีความสามารถในการช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier (ช่วยลด TEWL หรืออัตราการสูญเสียน้ำ) รวมถึงการเสริมการแบ่งตัวของ Fibroblasts ซึ่งเป็น Cell ที่ผลิต Collagen และ Elastin (จุดนี้หวังผลให้เข้ามาทำงานร่วมกับ AA2G™ นั้นเอง)

IV) รากชะเอมและSodium Hyaluronate

สองตัวนี้ใส่เข้ามาเพื่อเพิ่มเป็นตัวลดอาการระคายเคืองและช่วยเพิ่มน้ำให้แก่ผิวครับ เนื่องจากตัว VC หมูมีความตั้งใจให้ผู้ใช้นั้นลงเป็นตัวแรกหลังล้างหน้าครับ ล้างหน้าเสร็จก็เติมความชุ่มชื้นพร้อมการบำรุงจาก Vit C และ B3 ทันทีเลย ตัดขั้นตอนน้ำตบออกไปได้เลยสำหรับคนที่มีงบจำกัดล่ะ

สรุปภาพรวมการใช้งาน

Serum ตัวนี้ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อใช้งานเป็นขั้นตอนแรกหลังจากที่ล้างหน้าเสร็จครับ หากใครงบจำกัดก็สามารถตัดตัวน้ำตบออกไปได้เลยเพราะเราใส่ความชุ่มชื้นมาให้แล้วโดยมี Sodium Hyaluronate และ Panthenol เป็นตัวรักษาความชุ่มชื้นและลดอัตราการสูญเสียน้ำจากผิว แถมยังช่วยลดการระคายเคืองจากสารทำความสะอาดใบหน้าอีกด้วย

ในส่วนของการบำรุงเราได้อัด % ของ Vitamin ทั้ง 3 มาเพื่อประสานการทำงานกัน คือให้

  • AA2G™ + B3 ช่วยกันทำงานในเรื่องของการลดจุดด่างดำแบบเข้มข้น และ
  • AA2G™ + B5 ช่วยกันทำงานในส่วนของการ Boots Collagen นั้นเอง สรรพคุณไม่พูดซ้ำอธิบายข้างบนไปเต็มที่แล้วครับ

ราคา 890 บาท/15ml

สามารถติดต่อสอบถามสินค้าได้ที่

LINE @ : @delicateskins

หรือกด http://line.me/ti/p/~@delicateskins

Facebook : delicateskins

IG : delicateskins


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

delicate Hight Potency VC Serum.jpg

เนื้อสัมผัสเป็นน้ำๆเลยครับ ไม่มีความหนืดหรือเกาะตัวใดๆเลย และเนื้อจาก Vitamin C AA2G นั้นมีความสามารถในการละลายน้ำสูงมากเมื่อทาลงผิวแล้วจึงไม่มีอาการหนึบๆที่ผิวเมื่อแห้งเหมือน Ascorbic Acid ทั่วไปครับ

delicate Hight Potency VC Serum 1.jpg

พยายามจะถ่ายตอนที่เนื้อ Serum พึ่งลงผิวใหม่ๆ แต่เนื้อจากมันเหลวมากไหลลงมาตามผิวเลยครับ

delicate Hight Potency VC Serum 2.jpg

เมื่อทาเสร็จแล้วสบายผิวมากครับ ไม่เหนอะหรือรู้สึกหนึบๆผิวเหมือน AA ทั่วไปครับ

อธิบายสาร

  1. Water (Aqua)
  2. Ascorbyl Glucoside
    • mfcd23701380-large
    • Credit Photo : http://www.sigmaaldrich.com
    • เป็น Vitamin C ที่เกิดจากการรวมกันของ L-Ascorbic Acid และ Glucose ซึ่งเมื่อแตกตัวออกมาก็จะกลายเป็น Ascorbic Acid (AA) แล้วก็จะมี Function การทำงานเหมือน AA เช่นเป็น Antioxidant กระตุ้นการสร้าง Collagen และยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานิน
    • AA-2G มีความเสถียรมากกว่า AA จากผลการศึกษาของ Hayashibara International (เจ้าของลิขสิทธิ์ของสารตัวนี้) พบว่ามันมีความเสถียรไม่ว่าจะเจอต่อความร้อน แสง หรือการทำปฎิกิริยากับ Oxygen และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามันยังสามารถดูดซึมได้ยาวนานมากขึ้นด้วย
    • มีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์ แต่การศึกษานี้ใช้ Ultrasound เข้ามาช่วยให้สารซึมเข้าสู่ผิวลงไปลึกกว่าแค่การทา
    • มีการศึกษานำ AA-2G ใช้ร่วมกับ Malic Acid และการทาครีมกันแดดเป็นระยะเวลากว่าเกือบ 2 ปี (นานไปมะ) บอกว่า AA-2G สามารถช่วยลดฝ้าได้อย่างเห็นได้ชัด (ตรงนี้มองว่าการทากันแดดระยะเวลา 2 ปีอย่างเดียวก็ช่วยได้เยอะแล้วล่ะ)สรุป
      1. มีความเสถียรมากกว่า AA
      2. สามารถผสมกับน้ำได้
      3. สามารถดูดซึมลงผิวได้ (In Vitro)
      4. ลดเม็ดสี (In Vitro)
      5. กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro)
      6. มีผลการศึกษาว่าช่วยป้องกัน UV แต่ไม่เท่า SAP (In Vivo)

      Sources :

      1. Ultrasound enhanced skin-lightening effect of vitamin C and niacinamide.
      2. Successful short-term and long-term treatment of melasma and postinflammatory hyperpigmentation using vitamin C with a full-face iontophoresis mask and a mandelic/malic acid skin care regimen.
  3. Panthenol
    • 1200px-(R)-(+)-Panthenol_Structural_Formulae_V.1.svg.png
    • Credit Photo : wikimedia.org
    • Vitamin B5 โด่งดังในหมู่ของ Vitamin ในด้านการ Sooth ผิวครับ เป็น Humectant ที่ช่วยดึงน้ำเข้าผิว มีความสามารถในการช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier (ช่วยลด TEWL หรืออัตราการสูญเสียน้ำ) รวมถึงการเสริมการแบ่งตัวของ Fibroblasts ซึ่งเป็น Cell ที่ผลิต Collagen และ Elastin
  4. Niacinamide
    • เจ้า Vitamin B3 นี้เป็นเหมือนวิตามินครอบจักรวาลจริงๆ ครับ มีชื่อเรียกอีก 2-3 ชื่อครับ คือ Niacinamide, Nicotinamide และ nicotinic amide ซึ่งเรามักจะเห็นว่ามีการนำมาใส่ในเครื่องสำอางค์กันเยอะมากๆ ครับ เอะอะก็โยนลงไป เพราะว่ามันเองมีความปลอดภัยสูงครับลักษณะของมันจะเป็นผงสีขาว สามารถละลายน้ำได้Vitamin B3 2.pngเรามาดูงานวิจัยของ Vitmin B3 กันบ้างว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างครับ 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วยDRP2011-379173.001.jpgDRP2011-379173.002.jpg2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7657446]3. มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16766489]4. Dose ในการใช้ Vitamin B3 Max Dose โดยไม่รู้สึกระคายเคืองผิวมี Limit อยู่ที่ 10% ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16596767]5. นอกจากนี้ B3 ยังเป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง (Source : http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/niacinamide)
  5. Caprylhydroxamic Acid
    • Preservative เป็นสารกันเสียชนิดหนึ่งครับเรียกสั้นๆว่า CHA และยังเป็น Chelating Agent ด้วย
    • EWG 1 = อ่อนโยนครับ
  6. 1,2-Hexanediol
    • เป็น Glycol ชนิดหนึ่งเป็น Humectant และมีคุณสมบัติในเรื่องของการเป็นสารกันเสียเพราะมันสามารถยับยั้งแบคทีเรียและยีสต์
    • มีการทำ Patch Test ที่ความเข้มข้น 15% ครับ ซึ่งก็พบว่ามันอ่อนโยนครับ
  7. Sodium Hyaluronate
    • pl8395140-remark.jpg
    • Credit Photo : http://www.hyaluronicaciddermalfiller.com
    • เจ้า HA (Hyaluronic Acid) เป็นตัวที่ทำหน้าที่หลักๆ ในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมันเป็น GAGs (Glycosaminoglycans) ชนิดหนึ่งที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
    • GAGs คือ โปรตีนที่มีโครงสร้างเป็นเส้นใยของเมทริกซ์ภายนอกเซลล์ (Extracellular Matrix) ซึ่งฝังอยู่ในเจล และเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่ประกอบด้วยหน่วยของไดแซคคาไรด์ที่ซ้ำกัน โมเลกุลหนึ่งในสองของไดแซคคาไรด์จะเป็น N-acetylglucosamine หรือ N-acetylgalactosamine โดยโมเลกุลนี้จะมีความเป็น Acidic sugar (มีความเป็นกรด/มีประจุลบ)
    • GAGs เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย กล่าวคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ GAG ยังมีคุณสมบัติดูดน้ำจึงทำให้เนื้อเยื่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
    • ไปเจอ Report ในส่วนของความสามารถในการซึมเข้าสู้ผิวของ HA พบว่า HA ที่มีน้ำหนัก 20-300 kDa นั้นจะสามารถซึมลงไปในผิวได้ แต่พวกที่มีน้ำหนัก 1000-1400 kDa จะไม่สามารถ
    • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ Hyaluronic  Acid อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ
    • SODIUM HYALURONATE เป็น HA ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า HA ทั่วๆ ไป
    • ไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
  8. Dipotassium Glycyrrhizinate
  9. Disodium EDTA
    • Chelating Agent สารจับประจุที่ทำให้ครีมเสื่อม
  10. Butylene Glycol
    • Slip Agent ตัวช่วยทำละลาย และให้ความชุ่มชื้น

Ingredients : Water (Aqua) • Ascorbyl Glucoside (vitamin C/antioxidant) • Panthenol (skin replenishing/soothing) • Niacinamide (vitamin B3/antioxidants/skin-restoring/whitening) • Caprylhydroxamic Acid (preservative) • 1,2-Hexanediol (hydration) • Sodium Hyaluronate (antioxidant/hydration) • Dipotassium Glycyrrhizinate (soothing agent) • Disodium EDTA (chelating agent) • Butylene Glycol (hydration)

Advertisements

1 Comment

  1. Pingback: delicate : 2% Water Soluble BHA Exfoliate Toner | livelymoo

Comments are closed.