Vitamin
Comments 6

Vitamin C (1)

Vitamin C

ในส่วนของ Vitamin C นั้น ก็ต้องขอบอกว่าหมูเองก็เป็นแฟนตัวยงมากๆ จริงๆ แล้ว Vitamin C เป็นอะไรที่ราคาไม่ได้แพงมาก และช่วยให้เราผิวขาวใสขึ้นได้จริงๆ ครับ จากเมื่อก่อนที่หมูเองไม่มีความรู้ในเรื่องของสารประกอบเอง เรามักจะได้ยินการนำ Vitamin C ผง มาผสมกับ Serum หรือ Cream ต่างๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนยี่ห้อที่ดังมากๆ ก็ไม่พ้น Philosophy (ปัจจุบันคงเลิกขายไปแล้วมั๊ง) แต่สมัยนี้เค้าก็จะไปนิยม Magnesium Ascorbyl Phosphate (MAP) Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP) หรือ ตัวที่ฮิตมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพราะว่าผิวสามารถนำไปใช้งานได้ทันทีมีความเสถียรสูงอย่างเช่น 3-O-Ethyl Ascorbate (EAC)

 

o-GMO-ORANGES-facebook.jpg

credit : huffingtonpost.co.uk

โดยทั่วไปแล้วในแง่ของการใช้งานก็ต้องขอบอกว่า Vitamin C เองก็มีข้อเสียคือมันทำให้หมอนของเราเหลืองครับ เกิดจากการที่เวลาที่มัน Oxidize หรือเริ่มเสื่อมลง (ไม่เสถียร) สีของมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาล ประสิทธิภาพก็จะลดลงตามไปด้วยนั้นล่ะครับ

หลายคนมั๊กจะมีคำถามว่าจำเป็นไหมที่ Vitamin C จะเสถียรที่ PH ต่ำๆ เท่านั้น หรือเราควรใช้ Vitamin C รูปแบบไหนที่จะได้ผลมากที่สุด ตรงนี้ก็ต้องขอบอกว่า Vitamin C ไม่ได้จำเป็นจะต้องอยู่ในรูปของกรดเท่านั้น อยู่เป็นแบบด่างก็ได้ (Alkaline) เช่นพวก Mineral Ascorbates อย่าง Sodium Ascorbate, Calcium Ascorbate, Magnesium Ascorbate, Potassium Ascorbate เป็นต้น

1. Ascorbic Acid (AA)

620px-L-Ascorbic_acid.svg.png

Credit : wikipedia.org

ตัวนี้คือ Vitamin C พื้นฐานตั้งต้นตัวแรกสุดครับ ถ้าไม่นับเรื่องความเสถียรต่ำ คุณสมบัติของมันก็ถือได้ว่าดีที่สุดแล้วล่ะ เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วในการทดสอบกับคน (Human in vivo) พบว่าแทรกซึมเข้าสู่ผิวไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ต่างๆ ได้ ปกป้องผิวจาก UV ลดปริมาณเม็ดสี เป็น Antioxidant และ เพิ่มปริมาณ Collagen ในชั้นผิวของเราได้ ข้อแม้คือมันจะมีความเสถียรที่ค่า PH 3.5 และต้องอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีน้ำเลย (Anhydrous Systems) ดังนั้นการใช้งานของเจ้าตัวนี้จึงมีข้อจำกัดสูง ส่งผลให้มีการคิดค้นหา Vitamin C Derivative ในรูปแบบอื่นๆ ตามมาทั้งแบบที่ละลายในน้ำมัน หรือแบบที่ไม่ต้องใช้ความเป็นกรดในการคงความเสถียร

ทีนี้หลายๆ ท่านก็อาจจะเคยได้ยินคำว่า L-Ascorbic Acid และ D-Ascorbic Acid ซึ่งก็จะมาบอกว่าทั้ง 2 ตัวนี้ก็เป็น AA นั้นล่ะครับ เพราะ AA จะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ แบบ L และ D ครับ ต่างกันที่การจัดเรียงโมเลกุล โดยแบบ D จะมาจากการสังเคราะห์นะครับ ไม่สามารถเจอได้ในธรรมชาติ อย่างในผักผลไม้ต่างๆ ครับ (จากการนั่งอ่านข้อมูลโดยทั่วไปก็จะมีการ Recommend ให้ใช้แบบ L จะดีกว่าครับ)

มีงานวิจัยว่าการใช้งาน AA และ MAP (Vitamin C อีกรูปแบบอธิบายด้านล่าง) เพียง 2% ก็ทำให้ผิวหนังเราเสริมสร้างขึ้นมาได้แล้วครับ ทดสอบโดยความหนาของชั้น Epidermal ครับ

สรุป

  • เสถียรที่ PH 3.5
  • ความเสถียรน้อย ต้องอาศัย PH และส่วนผสมต้องไม่มีน้ำ
  • สามารถซึมเข้าไปในผิวได้จริง (In Vivo)
  • เพิ่มปริมาณ Collagen ได้จริง (In Vivo)
  • ลดปริมาณเม็ดสีได้จริง (In Vivo)
  • เพิ่มความชุ่มชื้นของผิวได้ และลดการสูญเสียน้ำได้

Sources:

  1. Regulation of collagen synthesis by ascorbic acid.

  2. Protection against minocycline pigment formation by ascorbic acid (vitamin C).
  3. Histopathological, morphometric and stereological studies of ascorbic acid and magnesium ascorbyl phosphate in a skin care formulation.
  4. In vitro antioxidant activity and in vivo efficacy of topical formulations containing vitamin C and its derivatives studied by non-invasive methods

 

2. Ascorbyl Palmitate (AA-PAL)

137-66-6.gif

Credit : chemicalbook.com

ตัวนี้เป็น Vitamin C Ester (คือการนำ AA ไปเชื่อมกับ Fatty Acid ซึ่งในทีนี้คือ Palmitic Acid) หน้าที่สำคัญหลักๆของ AA-PAL จะเน้นไปในเรื่องของการเป็น Antioxidant เอาไว้จัดการกับอนุมูลอิสระ (Free Radical) จากการกระตุ้นโดนรังสี UV ซึ่งเจ้าอนุมูลอิสระเหล่านี้มีผลทำให้ผิวของเราแก่ลงครับ นอกจากนี้ตัวมันเองก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen ได้เช่นเดียวกัน

แต่ความเสถียรไม่เท่า MAP และ SAP ที่จะพูดต่อไปในข้างล่างครับ

สรุป

  • ความเสถียรขึ้นกับ PH ต้องต่ำ และไม่มีน้ำในส่วนผสมเหมือน AA
  • ซึมลงผิวได้แต่ขึ้นกับสูตรที่ใช้ทำครีม
  • กระตุ้นการสร้าง Collagen (ทดลองกับสัตว์)
  • ลดการทำร้ายผิวจาก UVB ได้ (ทดลองกับสัตว์)
  • ยังไม่เจอ Research เรื่องการช่วยลดเม็ดสี

Sources :

  1. Vitamin C derivative ascorbyl palmitate promotes ultraviolet-B-induced lipid peroxidation and cytotoxicity in keratinocytes.
  2. Skin protection against ultraviolet induced free radicals with ascorbyl palmitate in microemulsions.

3. Magnesium Ascorbyl Phosphate (MAP)

magnesium ascorbyl phosphate.png

Credit : google.com/patents/US20120189564

จากประสบการณ์ส่วนตัว หมูเองก็จะเห็นหลายๆ Brands ใหญ่ๆ เริ่มมีการใช้งานเจ้า MAP ในผลิตภัณฑ์มาในระยะเวลามากกว่า 5 ปีมานี้ครับ ซึ่งก็ขอยกตัวอย่างเช่น Habuki C Gel (6%) และ DrgL : Moisturizer All Skin Type ก็ใช้อยู่ในปริมาณที่มากใส่มาอันดับต้นๆ แต่ไม่บอกมาว่ากี่ % นะครับ ตัวนี้มีความเสถียรที่ PH 7 มีงานวิจัยกับคน (in vitro) พบว่ามันสามารถ Convert ตัวเองให้ไปเป็น Ascrobic Acid (AA) ได้ซึ่งก็แปลว่ามันสามารถให้ผลไปในทางเดียวกับ AA ได้ครับ

มีงานวิจัยการใช้งาน MAP 10% ว่าสามารถช่วยลดเม็ดสีได้จริงครับ

เคยมีการทดสอบความเสถียรของ MAP และ SAP (เป็น Vitamin C Derivative อีกตัวชื่อเต็มคือ Sodium Ascorbyl phosphate) เทียบกับ Ascorbyl Palmitate ครับ

จากการอ่านข้อมูลของ Paula’s Choice ก็พบว่าการใช้งานในปริมาณที่มากกว่า 5% ขึ้นไปสามารถรักษา Hyperpigmentation (รอยดำ) ได้ครับ ทั้งนี้ก็มี Research ในส่วนของการรักษาสิวหัวดำ หรือลดการอักเสบของสิวที่เกิดจาก P.Acne หรือรังสี UVB ว่าเจ้า MAP นี้ช่วยได้ระดับหนึ่งจากการที่ตัวมันเองก็เป็น Antioxidant ครับ (ตรงนี้อย่าเข้าใจผิดว่า Vitamin C เป็นตัวปกป้องแสงแดดนะครับ แต่เป็นตัวที่ไปจัดการกับกระบวนการ peroxidation ครับ)

สรุป

  • PH 7
  • มีความเสถียร
  • เสริมสร้าง Collagen
  • ช่วยเรื่อง Skin Barrier ได้เพราะมันลดอัตราการสูญเสียน้ำในผิว (Transepidermal Water Loss : TEWL) ได้ครับ
  • ช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้จริง และรักษารอยดำได้ระดับหนึ่ง
  • ซึมลงผิวได้ (Ex vivo animal testing)
  • ลดการอักเสบ
  • เป็น Antioxidant ซึ่งก็เป็นการช่วยปกป้องผิวจากการ Oxidation และรังสี UV นั้นเอง
  • มีการค้นพบว่ามันสามารถ Convert ไปเป็น AA ได้

Sources:

  1. Stability of vitamin C derivatives in topical formulations containing lipoic acid, vitamins A and E.
  2. Effects of Magnesium Ascorbyl Phosphate on the Expression of Inflammatory Biomarkers after Treatment of Cultured Sebocytes with Propionibacterium acnes or Ultraviolet B Radiation
  3. In vitro antioxidant activity and in vivo efficacy of topical formulations containing vitamin C and its derivatives studied by non-invasive methods.
  4. Inhibitory effect of magnesium L-ascorbyl-2-phosphate (VC-PMG) on melanogenesis in vitro and in vivo.
  5. http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/magnesium-ascorbyl-phosphate

4. Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP)

เข้าเรื่องของ SAP ส่วนใหญ่จากประสบการณ์ที่ได้อ่าน Paper (มาบ้าง) จะพบว่าตัวนี้มีความสามารถไปในด้านของการรักษาสิว ทั้งนี้ก็ไปเจอข้อมูลใน Pubmed ว่า SAP ปริมาณ 1% มีความสามารถที่ดีในการจัดการพวกแบคทีเรียได้ นอกจากนี้ก็ยังมีการเทสกับคน (in Vivo) ว่ามันสามารถช่วยป้องกันการทำร้าย Sebum ในชั้นผิวเราจาก UVA ได้อีกด้วย สุดท้ายคือมีการเทส SAP 5% กับคน 60 คนอยู่ 12 สัปดาห์ พบว่า SAP มีความสามารถในการรักษาสิวที่ดีมากๆ ครับ

เคยอ่านเจองานวิจัยของคนไทยนี้ล่ะครับ ใช้ SAP 5% + Vitamin A (Retinol) 1% พบว่ามันให้ผลการรักษาสิวที่ดีกว่าใช้ SAP และ Retinol แยกกันครับ

สรุป

  • PH 7
  • มีความเสถียรมากกว่า AA-PAL AA และ MAP
  • สามารถปกป้องผิวจาก UV ได้แต่ไม่เท่า AA
  • สามารถกระตุ้นการสร้าง Collagen ได้แต่ไม่เท่า MAP
  • ยังไม่มีรายงานว่ามัน Convert ไปเป็น AA ได้เหมือน MAP

Sources :

  1. Stability of ascorbyl palmitate in topical microemulsions
  2. Sodium ascorbyl phosphate shows in vitro and in vivo efficacy in the prevention and treatment of acne vulgaris.
  3. Application of l-Ascorbic Acid and its Derivatives
    (Sodium Ascorbyl Phosphate and Magnesium Ascorbyl Phosphate) in
    Topical Cosmetic Formulations: Stability Studies
  4. Investigation of liposomes as carriers of sodium ascorbyl phosphate for cutaneous photoprotection.
  5. Differential susceptibility of epidermal keratinocytes and neuroblastoma cells to cytotoxicity of ultraviolet-B light irradiation prevented by the oxygen radical-scavenger ascorbate-2-phosphate but not by ascorbate.

อ่าน Vitamin c ตอนที่ 2 ต่อ ได้ที่นี้ >>> Vitamin C (2)

Advertisements

6 Comments

  1. Pingback: HABA : VC Lotion | livelymoo

  2. Pingback: SABAINANG : Rejuvenation White Essence | livelymoo

  3. Pingback: Dr Ci labo : VC 100 Essence Lotion | livelymoo

  4. Pingback: Sabainang : Eye Cream | livelymoo

  5. Pingback: Dr Dennis Gross : Ferulic + Retinol Eye Cream | livelymoo

  6. Pingback: Dr Dennis Gross : Ferulic + Retinol Eye Cream – Livelymoo

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s