Serum

Clinique : Turnaround Revitalizing Serum

สวัสดีครับ กลับมาที่งานดองกันอีกครั้ง 555+ จริงๆ Serum ตัวนี้หมูได้มาตั้งแต่ต้นปีแล้วล่ะ แต่ก็ใช้บ้างไม่ใช้บ้าง ช่วงนี้ Serum ต่างๆ เริ่มทยอยหมด ประกอบกับหมูได้เริ่มนโยบายใช้ของที่อยู่ในกรุให้หมดก่อนถึงจะซื้อใหม่ได้ เจ้าตัวนี้ให้ Feel ที่ดี ทาแล้วรู้สึกหน้านุ่มๆ ดีครับ นอกจากนั้นก็ยังใส่สารต่างๆ มามากมายทั้งให้ Antioxidant หลากหลาย รวมถึงสารต้านการระคายเคืองและเพิ่มความชุ่มชื้นครับ

ถ้าพูดถึงใน Line ของ Turn Around นั้น หมูเองก็มองว่ามันมีอะไรดีๆ อยู่หลายตัวเลยทีเดียว ทั้งนี้หมูเองเคยทำ Review Clinique : Turnaround™ Revitalizing Lotion ไว้แล้วและมันก็เป็นสูตรที่น่าประทับใจด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมมันไม่ดังเท่าไหร่เนาะ มาพูดถึงเจ้า Serum ตัวนี้กันดีกว่าครับ เจ้าตัวนี้เค้าได้ปรับปรุงสูตรมาอีกรอบหนึ่งจากสมัยปีประมาณ 2012 ครับ ชื่อของตัวเก่าจะใช้ชื่อว่า Clinique : Turnaround Concentrate Radiance Renewer ซึ่งก็เป็นสูตรที่ดีครับ เอาไว้เป็น Exfoliator ได้เพราะมี BHA และมีค่า pH ที่ BHA สามารถทำงานได้จริงครับ (ประมาณ pH 4)

turnaround-concentrate-radiance-renewer

พอมาถึงตัวใหม่ Clinique : Turnaround Revitalizing Serum นี้หมูมองสูตรออกเป็น 4 มุมมองสรุปๆ ได้ตามนี้นะครับ

1. การช่วยผลัดเซลล์ผิว

  • ในส่วนนี้มีความน่าสนใจที่เค้าได้ใช้ PHA และ BHA ที่ทำงานร่วมกันครับ จุดที่น่าสนใจคือ Polyhydroxy acids (PHAs) เพราะตัวมันเองจะให้ผลเหมือน AHA เพียงแต่ว่ามันจะไม่ระคายเคืองผิวเท่า AHAs ครับ นอกจากนี้ PHAs ยังมีความสามารถในการเสริมเรื่องของความชุ่มชื้นได้ดีกว่า AHAs อีกด้วยการใช้ PHAs ร่วมกับการรักษาอื่นๆ เช่น Laser หรือการใช้ PHAs ร่วมกับ retinyl acetate (Vitamin A) จะส่งผลให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เพราะผิวจะฟูและเรียบเนียนมากขึ้นก็จะยิ่งขยายผลของการรักษาได้ดี

2. สาร Antioxidant ทั้งหลาย

  • ก็เป็นที่ขึ้นชื่อของ Clinique เค้าครับ เพราะเวลาอ่านสารของเค้าที่ไรก็จะเห็นการใส่ Antioxidant ที่หลากหลายมากๆ หลักๆ ที่ได้ก็จะเป็น Antioxidant ลดอาการระคายเคือง ต้านเชื้อแบคทีเรียได้ รวมถึงเพิ่มความชุ่มชื้นได้อีกด้วย ที่เด่นๆ ก็จะมี
  • รากของต้นหม่อนที่มีความสามารถในการยับยั้ง Tyrosinase สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสี รายละเอียดไปอ่านกันเองในส่วนเรียงสารด้านล่างนะครับ
  • สารสกัดจากข้าวสาลีที่มี Vitamin E สูง เป็น Antioxidant ที่ดี แต่เจอข้อมูลเพิ่มเติมจากใน Paula’s Choice บอกว่ามันมีคุณสมบัติทำให้ผิวมีความอ่อนนุ่มมากขึ้น

3. สารที่เสริมในเรื่องของความชุ่มชื้นผิว

  • จุดนี้ก็มีความน่าสนใจจาก Product เช่นกันครับเค้าได้เอา ยีสต์ (ไม่รู้ว่าเหมือน SK-II หรือเปล่านะ) มาเสริมการทำงานคู่กับ Sodium Hyaluronate, Acetyl Glucosamine กับ Squalane ก็ถือว่าจัดเต็มกันมาจริงๆ

4. สารประกอบในการสร้างเนื้อครีม

  • ส่วนนี้ก็เป็นจุดชูโรงของ Product ชิ้นนี้เช่นกันนะครับ เพราะว่าเค้าทำให้เนื้อ Serum จาก Polymer ต่างๆ โดยเนื้อที่ออกมานั้นจะมีความเรียบลื่นกึ่งกำมะหยี่ ทาแล้วรู้สึกหน้าเนียนๆนุ่มๆ ม๊าก

ความรู้สึกในภาพรวม และการใช้งาน

เจ้า Serum ตัวนี้หมูได้ใช้มาซักพักแล้วครับ ก็ต้องบอกว่าสิ่งแรกที่ชอบคือตอนอ่านสารเพราะมันไม่เพียงแค่ช่วย Exfoliate ผิวเพื่อให้ผิวดูกระจ่างขึ้น มันยังใส่สาร Antioxidant ที่ดีๆ มาหลายตัวมากแบบเกินเลย (ถึงแม้ว่าบางตัวจะใส่มาแบบดีดๆ ก็ตาม) แต่จุดที่ทำให้ชอบมากขึ้นคือเนื้อสัมผัสของมันครับพอทาลงบนผิวแล้วมันให้ความรู้สึกหน้านุ่มๆ ได้ทันทีเลย

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  1. สามารถ Exfoliate ผิวได้จริง มีค่า pH ที่สามารถทำได้ โดยใช้กรด PHA ที่อ่อนโยนมากกว่า AHA
  2. มีสารบำรุงที่ดีหลากหลาย
  3. เนื้อสัมผัสที่ดี
  4. ไม่มีน้ำหอม / Packaging ทึบแสง

ข้อเสีย

  1. ไม่มี

ราคา 2,100-2,800 บาท/30-50ml

ขอบคุณที่ติดตามกันครับ อย่าลืมไปตามต่อกันในเพจนะคับ :livelymoo ครับ:)


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่านก็ข้ามเลยครับ

เนื้อสัมผัส

clinique-turnaround-revitalizing-serum-1

เนื้อ Serum มีสีขาวขุ่นๆ เกาะตัวกันระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับเหลว

clinique-turnaround-revitalizing-serum-2

เกลี่ยครั้งแรกเนื้อก็จะเคลื่อบไปตามผิวได้ง่าย แต่ก็ยังเกาะตัวกันอยู่

clinique-turnaround-revitalizing-serum-3

เมื่อเกลี่ยคนทั่วแล้วจะรู้สึกเนื้อ Serum เคลื่อบผิวได้เป็นอย่างดี แถมยังทำให้เรารู้สึกว่าผิวเรามีความนุ่มขึ้นอีกด้วย

รายละเอียดสาร

  1. Water
  2. Cyclopentasiloxane
    • เจ้าตัวนี้เป็น Silicone แบบเบาบางครับ มันจะเบากว่า Dimethicone ทั้งนี้คนที่มีผิวมันจะเหมาะกับ Silicone ตัวนี้มากกว่า (แม้ว่า Dimethicone จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ แถมยังทำให้ Product มีความ Silky Smoth ทั้งนี้ไม่มี Primer ตัวไหนที่ไม่ใส่ Silicone หรอกครับ เป็นไปได้ยากหรือแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป)
  3. Dimethicone
  4. Polysilicone-11
  5. Lactobionic Acid
    • ตัวนี้คือ New Gen ของ AHA ซึ่งเรียกว่า Polyhydroxy acids (PHAs) โดยตัวมันเองจะให้ผลเหมือน AHA เพียงแต่ว่ามันจะไม่ระคายเคืองผิวเท่า AHAs นอกจากนี้ PHAs ยังมีความสามารถในการเสริมเรื่องของความชุ่มชื้นได้ดีกว่า AHAs อีกด้วย
    • การใช้ PHAs ร่วมกับการรักษาอื่นๆ เช่น Laser หรือ
    • การใช้ PHAs ร่วมกับ retinyl acetate (Vitamin A) จะส่งผลให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เพราะผิวจะฟูและเรียบเนียนมากขึ้นก็จะยิ่งขยายผลของการรักษาได้ดี
  6. Morus Nigra (Mulberry) Root Extract
    • mulberry

      Credit : Pinterest

    • รากของต้นหม่อน ตัวนี้ข้อมูลเจอไม่ค่อยมาก แต่อ่านเจอว่าสารสกัดจากหม่อนมีความสามารถในการยับยั้ง Tyrosinase ได้ ซึ่งนั้นก็หมายถึงคุณสมบัติในการเป็น Whitening
  7. Scutellaria Baicalensis Root Extract
  8. Castanea Sativa (Chestnut) Seed Extract
    • Chestnuts.jpg

      Credit : wikipedia

    • เอาตรงๆ ตัวนี้หาข้อมูลไม่เจอใน Pubmed เจอแต่ใน Paula’s Choice Dictionary ซึ่งเขียนแค่ว่า Good เฉยๆ
    • จะไปเจอในเรื่องของสารสกัดจากเปลือกไม้ของมันมากกว่าว่าเป็น Antioxidant ได้นะครับ
  9. Salvia Sclarea (Clary) Extract
  10. Vitis Vinifera (Grape) Fruit Extract
    • Grape.jpg

      Credit : urbol.com

    • ในองุ่นนั้นจะมี Flavoniod เป็นส่วนประกอบหลักๆ อยู่ที่เปลือก (Epidermal layer) ซึ่งสารสกัดจากองุ่นนี้ก็จะมีความสามารถเป็น Antioxidant Antimicrobial (ยับยั้งแบคทีเรีย) Anti-Inflammatory (ผิวหนังอักเสบ)
  11. Triticum Vulgare (Wheat) Germ Extract
  12. Hordeum Vulgare (Barley) Extract
    • uageneticist

      Credit Photo : vimeksim.com

    • เป็นสารสกัดจากเมล็ดข้าวบาร์เลย์ ซึ่งข้าวบาร์เลย์นั้น นอกจากจะเอามาหมักเป็นเบียได้แล้ว มันก็ยังสามารถนำมาสกัดแล้วใส่ใน Skincare ได้ด้วยนะครับ ตัวนี้จากการแอบส่องเวบของป้าพอลล่าบอกว่ามันยังไม่เคยมีการทดสอบในคนนะครับ แต่ตัวมันเองเป็นสาร Antioxidant อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเคยมีงานวิจัยกับสัตว์ครับว่าสารสกัดตัวนี้สามารถช่วยลดอาการอักเสบของผัวหนังได้ ก็ถือว่าเป็นแนวของการรักษาผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ไปครับ
    • ไปเจอการศึกษาในหนู แต่อันนี้เป็นเรื่องของการทานนะครับ เห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอามาให้อ่านกัน เค้าพบว่าสารสกัดของข้าวบาร์เลย์เองก็มีคุณสมบัติในการลดอัตราการเกิดปฏิกิริยาระหว่างไขมันกับออกซิเจน (Peroxidation) ซึ่งจะได้ Products ที่อาจเป็นสาเหตุในการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ
    • โอกาสระคายเคืองต่ำครับ
  13. Laminaria Saccharina Extract
  14. Polygonum Cuspidatum Root Extract
  15. Oryza Sativa (Rice) Bran Extract
    • สารสกัดจากข้าวตัวนี้มีคุณสมบัติเป็น Anti-Aging ครับ มันเป็น Antioxidant แถมในสารสกัดจากข้าวยังมีสารดีๆ อย่างเช่น ferulic acid (F), γ-oryzanol (O), and phytic acid (P) อีกด้วย
    • นอกจากนี้สารสกัดจากข้าวยังสามารถช่วยในเรื่องของการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
  16. Padina Pavonica Thallus Extract
    • เป็น Brown Algae ชนิดหนึ่งครับ ในเวบของ Paula ก็จะบอกว่ามันเป็น Antioxidant แต่ถ้าไปหาอ่านใน Pubmed ก็จะเจอว่ามันมีความสามารถในการต้านแบคทีเรียได้ด้วย
  17. Saccharomyces Lysate Extract
    • นี้เป็นสารสกัดจากยีสต์อันโด่งดัง SK-II ครับ ซึ่งมันก็ยังไม่ได้มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ครับ แต่ก็ไปเจอข้อมูลใน Pubmed มาจนได้ เค้าบอกว่ามันช่วยเรื่อง oxidative stress (ต้านอนุมูลอิสระ) และช่วยเรื่องความชุ่มชื้นของผิว ซึ่งเค้าก็ทดลองประสิทธิภาพโดยเทียบ 4 สูตร เป็น
      • 1.เบสเปล่า
      • 2.เบส+ Vitamin A C และ E
      • 3. เบส + SCE
      • 4. เบส + Vitamin ACE + SCE
    • แล้วตรวจผลวันที่ 3, 15 และ 30 วัน พบว่าเจ้า SCE สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น และเพิ่ม Texture ของผิวได้มากกว่าสูตรอื่นๆ อย่างชัดเจน
  18. Acetyl Glucosamine
    • เป็นคู่หูของ Vitamin B3 ครับ มีงานวิจัยว่า Vitamin B3 4% + Acetyl Glucosamine 2% สามารถลด จุดด่างดำบนใบหน้า (Facial Spot) และ Hyperpigment ได้อย่างมีนัยสำคัญ (เป็นการทดสอบในหญิงอายุ 40-60ปี ระยะเวลาการทดสอบ 10 สัปดาห์)
    • ข้อมูลจาก Pubmed บอกว่ามันมีคุณสมบัติหลากหลายทั้งในเรื่องของการเสริมการสร้าง Hyaluronic รวมถึงช่วยในเรื่องของการสมานแผล ป้องกันการระคายเคือง และช่วยลดริ้วรอย
  19. Caffeine
    • พูดถึงสารตัวนี้ก็มักจะนึกถึงกาแฟเป็นหลัก ซึ่งก็เป็นส่วนที่หมูสงสัยมานานว่าคาเฟอีนนี้สามารถช่วยให้ผิวกระชับ ลด Cellulite ได้จริงหรือไม่ตามที่เราได้รับรู้ผ่านโฆษณาต่างๆ หมูไปเจอ Research เรื่องการซึมผ่านผิวหนังของคาเฟอีนมาก็พบว่ามันซึมได้จริงนะครับ
    • ไปเจอ Report ว่า Caffeine สามารถลดผลกระทบของ UV กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดได้ รวมถึงมันยังไปยับยั้งการทำงานของ 5-α-reductase activity จึงส่งผลให้ผมไม่หลุดร่วงครับ
    • เจออีก Report ว่า Caffeine ช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำในผู้ชายได้
  20. Cholesterol
    • เป็นส่วนประกอบของชั้นผิวเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ
  21. Squalane
    • ในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ที่คงตัว (Saturated) แทน ซึ่งก็คือ Squalane ครับ
    • คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ
  22. Pantethine
    • ตัวนี้เป็น Derivative ของ Vitamin B5 หรือเรียกอีกชื่อว่า Pantothenic Acid ซึ่งจะช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นของผิว
  23. PEG-10 Dimethicone
  24. Salicylic Acid
    • ตัวนี้เป็น Chemical Exfoliate ช่วยให้ผิวเราผลัดได้ดีขึ้น ลดอาการอุดตัน เรียกกันย่อๆ BHA (β-hydroxy acid)
    • ไปเจอรายงานว่ามีการทดสอบ BHA ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 2% ไปจนถึง 12 % ในกลุ่มคนทดลอง 23 คน ซึ่งเค้าก็พบชัดเจนครับว่าเจ้า BHA มันไปช่วยลอกเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้วโดยการไปละลายกาวที่ยึดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้มันเสื่อมได้ไวขึ้น (กาวนั้นมีชื่อว่า intercellular cement material นะครับ) ยิ่งเข้มข้นก็ยิ่งสามารถช่วยไปสลายกาวนั้นได้ครับ
    • White-willow-bark-Salix-alba
    • ในความเป็นจริงแล้วเจ้า BHA นี้มีการใช้มาเนิ่นนานมากแล้วถึง 2000 ปี ครับ นั้นคือ Willow Bark นั้นเอง
    • นอกจากนี้เจ้า BHA ยังมีความสามารถในการช่วยลดการผลิต Sebum หรือไขมันบนหน้าได้อีกด้วย
  25. Glycerin
    • Humectant
  26. Ethylhexyl Glycerin
  27. DI-C12-18 Alkyl Dimonium Chloride
  28. Polysorbate 20
    • Emulsifier
  29. Isohexadecane
  30. Butylene Glycol
  31. Caprylyl Glycol
  32. Tocopheryl Acetate
    • Antioxidant
    • Vitamin E นั้นมีอยู่ทั้งหมด 8 Forms ครับ มีทั้ง Alpha Beta Gamme Delta เวิ้นกันไป โดยที่ตัวที่เป็น Active Form จะเรียกว่า Alpha-Tocopherol
    • อย่างไรก็ดี Vitamin E ก็สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้จาก Petroleum Product เราก็จะเรียกกันว่า Synthetic vitamin E ซึ่งพวกนี้จะมี “dl-” นำหน้าครับ
    • ส่วน Natural Vitamin E หรือ Vitamin E ที่มาจากธรรมชาตินั้นก็จะมี “d-” นำหน้ามา เช่น d-alpha tocopherol, d-alpha tocopheryl acetate หรือ d-alpha tocopheryl succinate
    • Natural Vitamin E จะดีกว่าแบบ Synthetic ในแง่ของการดูดซึม ทั้งนี้มีการวิจัยในญี่ปุ่นพบว่าจะต้องใช้ Vitamin E แบบสังเคราะห์ถึง 3 เท่าเมื่อเทียบความสามารถกับแบบ Natural
    • มีงานวิจัยที่สนับสนุนงานวิจัยด้านบน ว่าแบบ Natural นั้นถูกดูดซึมได้ดีกว่า
    • งานวิจัยของ Oregon State University พบว่าแบบ Synthetic สลายตัวไวกว่า Natural ถึง 3 เท่า
    • มีงานทดลองกับหนูครับบอกว่ามันช่วยเรื่องลดการผลิตเม็ดสี ลดการระคายเคืองที่เกิดจากการกระตุ้นจาก UV
    • มีความสามารถในการช่วยยืดอายุของน้ำมันจากพืชต่างๆ
  33. Polysorbate 80
  34. Sodium Hyaluronate
    • เจ้า HA เป็นตัวที่ทำหน้าที่หลักๆ ในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมันเป็น GAGs (Glycosaminoglycans) ชนิดหนึ่งที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
    • GAGs คือ โปรตีนที่มีโครงสร้างเป็นเส้นใยของเมทริกซ์ภายนอกเซลล์ (Extracellular Matrix) ซึ่งฝังอยู่ในเจลซึ่งเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่ประกอบด้วยหน่วยของไดแซคคาไรด์ที่ซ้ำกัน ซึ่งโมเลกุลหนึ่งในสองของไดแซคคาไรด์จะเป็น N-acetylglucosamine หรือN-acetylgalactosamine ซึ่งโมเลกุลนี้เป็น Acidic sugar (มีความเป็นกรด/มีประจุลบ)
    • GAGs เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย กล่าวคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ GAG ยังมีคุณสมบัติดูดน้ำจึงทำให้เนื้อเยื่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
    • ไปเจอ Report ในส่วนของความสามารถในการซึมเข้าสู้ผิวของ HA พบว่า HA ที่มีน้ำหนัก 20-300 kDa นั้นจะสามารถซึมลงไปในผิวได้ แต่พวกที่มีน้ำหนัก 1000-1400 kDa จะไม่สามารถ
    • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ Hyaluronic  Acid อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ
    • ไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
  35. Acrylamide/Sodium Acryloyldimethyltaurate Copolymer
    • ตัวนี้น่าจะมาจากสารที่มีชื่อทางการค้าว่า “SIMULGEL™ 600” เป็นสารที่เอาไว้สารเนื้อครีมแม้ว่าครีมนั้นจะมีค่า pH ที่ต่ำก็ตาม (โดยปกติแล้วสารสร้างเนื้อเจลจะไม่คงทนต่อ pH ที่ต่ำๆครับ สังเกตุว่าพวก Serum ที่มีความเป็นกรดสูงจะ Form ตัวให้มีเนื้อครีมสวยๆ ได้ยาก)
  36. Ammonium Acryloyldimethyltaurate/VP Copolymer
    • ตัวสร้างเนื้อครีม
  37. Glycyrrhetinic Acid
  38. Sodium Hydroxide
  39. Hexylene Glycol
  40. Disodium EDTA
    • ใส่เอาไว้จับประจุที่อาจจะไปส่งผลให้คุณสมบัติของสารบางตัวเสื่อม ซึ่งมักจะใส่กันที่ 0.01%
  41. Phenoxyethanol
    • สารกันเสีย
  42. Titanium Dioxide
  43. Iron Oxides
  44. Mica

Ingredients : Water, Cyclopentasiloxane, Dimethicone, Polysilicone-11, Lactobionic Acid, Morus Nigra (Mulberry) Root Extract, Scutellaria Baicalensis Root Extract, Castanea Sativa (Chestnut) Seed Extract, Salvia Sclarea (Clary) Extract, Vitis Vinifera (Grape) Fruit Extract, Triticum Vulgare (Wheat) Germ Extract, Hordeum Vulgare (Barley) Extract, Laminaria Saccharina Extract, Polygonum Cuspidatum Root Extract, Oryza Sativa (Rice) Bran Extract, Padina Pavonica Thallus Extract, Saccharomyces Lysate Extract, Acetyl Glucosamine, Caffeine, Cholesterol, Squalane, Pantethine, PEG-10 Dimethicone, Salicylic Acid, Glycerin, Ethylhexyl Glycerin, DI-C12-18 Alkyl Dimonium Chloride, Polysorbate 20, Isohexadecane, Butylene Glycol, Caprylyl Glycol, Tocopheryl Acetate, Polysorbate 80, Sodium Hyaluronate, Acrylamide/Sodium Acryloyldimethyltaurate Copolymer, Ammonium Acryloyldimethyltaurate/VP Copolymer, Glycyrrhetinic Acid, Sodium Hydroxide, Hexylene Glycol, Disodium EDTA, Phenoxyethanol, Titanium Dioxide, Iron Oxides, Mica

Advertisements