Author: livelymoo

Platinum Label : Moist Cream

กลับมาในหมวดของ Body อีกครั้งนะครับ หมูคาดว่ามันน่าจะเอามาทาหน้าได้ด้วย (ส่วนผสมก็จะคล้ายกลุ่ม Cilabo ได้ซัก 25% – 33% อยู่) แต่เนื่องจากรูปแบบมาเป็นกระปุกขนาดใหญ่ รวมถึงราคาที่เปิดตัวมาตอน SALE ก็ไม่ได้แรงเลยทำให้รู้สึกว่าตัวนี้สามารถเอามาทาตัวได้นะ ในเรื่องของความชื่นชอบก็สูสีกับ La Roche-Posay : Lipikar Fluide อยู่ (แต่ใจโอนเอียงมาทาง Platinum Label มากกว่า 555) มาอธิบายถึงสารประกอบกันก่อนดีกว่า ตัวนี้มันมีความน่าสนใจจากสารทั้งหมด 3 ส่วนนะครับ 1. สารประกอบที่เน้นบำรุง Skin Barrier นั่นคือสารที่ชื่อทางการค้าว่า SK-influx® ครับ ตัวนี้เค้ามาแบบจัดเต็มมากในเรื่องของสารประกอบที่ใส่เข้ามารวมกัน และหมูว่าผู้ผลิตทางญี่ปุ่นหลายๆราย ก็ได้นำมาใช้กันนะครับ ทำไมหมูถึงเน้นย้ำเรื่องการรักษา Skin Barrier มาตลอด? อันนี้ก็อยากจะบอกจากประสบการณ์ส่วนตัวเลย พบว่าส่วนใหญ่แล้วคนที่ Skin Barrier ไม่ดีนั้นจะเป็นโรคทางผิวหนังค่อนข้างมาก เป็นผื่นง่าย เป็นผดก็ง่าย สาเหตุจากผิวที่กักเก็บน้ำได้ไม่ดี ซึ่งทางวิชาการเค้าจะมีศัพท์ที่เรียกว่า TEWL (transepidermal water loss จำไว้หน่อยก็ดีครับเพราะใช้กันบ่อยมากๆ) ในกรณีที่อัตรา TEWL นี้มีค่าสูง จะแปลว่าผิวกักเก็บน้ำได้ไม่ดีนะ และผลพวงที่ตามมาคือผิวจะแก่ไวขึ้นมาก (สำคัญ) และส่งผลให้ผิวไม่แข็งแรงจนเป็นโรคผิวหนังบลาๆ เยอะไปหมด สรุปสั้นๆ ก็คือหากเราสามารถทำให้ชั้น Lipid ผิวแข็งแรงได้ มี Barrier ที่ดี ความชุ่มชื้นก็จะถูกกักเก็บใต้ชั้นผิวได้ดีขึ้น และทำให้โอกาสในการเกิดโรคทางผิวหนังลดลงไปด้วยนั้นเอง (ผิวก็จะแก่ช้าลงไปด้วย) Credit Photo : https://www.rosaceahelp.ca SK-influx® : สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของสารนี้ หากไม่สนใจข้ามไปใต้บรรทัดล่างนะครับ แล้วเจ้า SK-influx® นี้มันดียังไงล่ะ? ก็ต้องขอบอกเลยนะครับว่า สารประกอบที่มีอยู่ในเจ้า SK-influx® นั้นล้วนแล้วแต่ใส่มาเพื่อเสริมสร้าง Skin Barrier แบบอัดหนักจัดเต็มทั้งนั้นครับ เนื่องจากมันมีส่วนผสมของทั้ง Ceramide, Choresterol และ Fatty Acid ซึ่งเป็นสารที่เสริม Skin Barrier ทั้งสิ้น ในจุดนี้ถ้าหลายๆท่านลำไยอยากรู้ลึกลงไปอีก มันจะมี Ratio หรืออัตราส่วนของ 3 ตัวนี้ ที่เป็น Golden Ratio ในเรื่องของการรักษาน้ำในผิวที่ดีที่สุดอยู่ โดยจะมีงานวิจัยตัวหนึ่งที่เค้าเอา 3 ตัวนี้มาใส่เป็นสัดส่วนต่างๆกัน เช่น 1 / 1 / 1 หรือ 1.5 / 0 / 0 แล้วทดลองไปเรื่อยๆ จนมาพบว่าเฮ้ย 3 / 1 / 1 นี้แหล่ะดีที่สุด เพราะมันทำให้ TEWL ลดลงไปต่ำได้มากที่สุด ช่วยให้ผิวกักเก็บน้ำได้ดีที่สุด (Source : Man MQ, et al. J Invest Dermatol 1996;106:1096-1101) คือหมูน่ะไม่รู้หรอกว่า SK-influx® เค้าใช้ Ratio ไหน (จริงๆ ถ้าบ้ามากๆอาจจะต้องไปค้น MSDS/ COA ซึ่งเป็นเอกสารรายละเอียดก็จะพบสัดส่วน แต่เท่านี้คงต้องพอก่อน เริ่มเยอะลำไยไปมากแล้ว) เจ้า SK-influx® ที่เค้าขายๆกันในโลกเท่าที่หมูเห็นจะมี 2 Versions นะครับ (สังเกตุที่ตัว “V” ท้ายชื่อ SK-influx®) คือแบบที่มีและไม่มี paraben … จุดนี้หมูเคยหาข้อมูลมาให้แล้วนะว่า paraben นั้นก็ยังปลอดภัยปกติดี ทาง US FDA …

Komenuka Bijin : Essence Whitening Serum with Rice Bran

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งหลังจากที่สะสางงาน (บางส่วน) ออกไปได้บ้าง รู้สึกว่าได้ดองเค็มงานมาระยะหนึ่งจนได้ที่แล้วจึงนำมาส่งถือมือให้ได้อ่านกันล่ะ จริงๆงานตัวนี้เป็นงานที่ทางผู้นำเข้าเค้ามาติดต่อนะครับ ซึ่งไม่มีค่าจ้างใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือทางผู้นำเข้าได้นำสารประกอบทั้งหมด รวมถึงข้อมูล Packaging แหล่งผลิตอะไรต่างๆเข้ามาให้เราได้พิจารณาก่อน เราเห็นว่าโดยรวมแล้วก็น่าเอามาแนะนำก็เลยรับเอามาเขียนให้ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราเองก็ไปหาข้อมูลมาเองส่วนตัวเพื่อมายันกับสิ่งที่เค้าให้ข้อมูลเรามา จนได้คำตอบที่พอใจด้วย ก็จึงได้เอามานำเสนอกัน (เห็นมะไม่ใช่หายไปเลย เค้าก็ทำงานให้แบบลับๆนะ 555+) ถึงขนาดที่ว่าตอนหาข้อมูลนี้ถึงกับต้องเอา App Translate มานั่งแปลสารบางตัวช่วยเพิ่มเพื่อสอบยันข้อมูลเลยทีเดียว เอาล่ะ! ไม่รอช้า มาพูดถึงตัว Product กันเลยดีกว่า สรุปคือเจ้าตัวนี้หมูเองก็ได้ใช้มาเป็นเดือนแล้วล่ะครับก็ไม่ได้แพ้อะไรนะ ให้ความชุ่มชื้นได้ดี แต่ถ้าเป็นคนผิวแฟ้งก็ต้องหาครีมมาทาเสริมนะครับ ส่วนสารประกอบที่อยู่ข้างในว่ามันมีอะไรดีบ้างครับ เดี๊ยวไปอ่านกันครับ ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วหมูใช้เจ้าตัวนี้เป็น Pre Serum นะ คือชอบอยู่ เพราะเนื้อของเค้ามีความเบาบาง ทาง่าย แห้งไว้ ทิ้งความชุ่มชื้นไว้ได้ดี ใครเบื่อๆตัวที่ใช้อยู่ก็มาลองเจ้าตัวนี้ดูบ้างก็ได้นะ สารประกอบโดยรวมแบ่งออกมาได้ดังนี้ครับ 1. สารที่เน้นการให้ความชุ่มชื้น ประกอบไปด้วย Sodium Hyaluronate และ Water-soluble Collagen ก็เป็นที่ขึ้นชื่อกันมานานแล้วสำหรับตัวไฮยานะครับว่ามันช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นได้จริง แล้วก็สามารถช่วยให้ผิวฟูขึ้นได้บางส่วน ส่วนเจ้า Collagen นั้นจากการหาข้อมูลมาก็ยังไม่เจอว่ามันจะทำงานอะไรได้นอกจากเคลือบผิวไว้เพื่อให้ความชุ่มชื้นครับ 2. สารที่ทำงานเป็น Whitening ประกอบไปด้วย สารสกัดจาก Mulberry และ รากชะเอม สารสกัดสองตัวนี้ทำหน้าที่ยับยั้ง Tyrosinase ได้อยู่แล้วครับ ไม่มีข้อกังขา โดยที่เจ้ารากชะเอมนั้นจะมีข้อดีเพิ่มมาอีกข้อคือเรื่องของการ Sooth (ปลอบประโลม) ผิวของเรานั้นเอง 3. สารที่ช่วย Re-texturing ผิว คือออกแนวเสริมการสร้าง Collagen ให้ Texture ของผิวดูละเอียดดูฟูขึ้น (ซึ่งข้อนี้เป็นข้อที่หมูหวังผลกับเจ้าเซรั่มตัวนี้ไว้ครับ) ประกอบไปด้วย สารสกัดจากจมูกข้าว, Hydrolized Yeast และ Water-soluble Placenta, ในส่วนนี้เองก็จะมีตัวที่มีความสามารถที่จะช่วยสมานแผลนั้นคือสารสกัดที่ได้จากยีสต์และรกครับ เจ้าสองตัวนี้ก็มีวิจัยที่อ่านเจอมาว่ามันช่วยลดขนาดของปากแผลได้ไวขึ้น แม้ว่าในส่วนของ Placenta หรือสารสกัดจากรกเค้าเองก็ยังไม่เข้าใจกันว่ากลไกการทำงานมันไปเริ่มยังไงอะไรตรงไหน แต่สิ่งที่พบเจอคือปลายทางที่ปากแผลเล็กลง สาร Growth Factor ตัวสำคัญมีปริมาณเพิ่มขึ้นครับ ถัดมาก็เป็นตัวขายของทาง Brand มันก็คือจมกข้าวครับมีคุณสมบัติเป็น Anti-Aging ครับ มันเป็น Antioxidant แถมในสารสกัดจากข้าวยังมีสารดีๆ อย่างเช่น ferulic acid (F), γ-oryzanol (O), and phytic acid (P) อีกด้วย เมื่อพูดถึง Ferulic Acid มาก็จะทำให้นึกถึงการรีวิวงานชิ้นทีผ่านมาตัวหนึ่งก็คือ Dr Dennis Gross : Ferulic + Retinol Eye Cream ซึ่งมีเจ้า Ferulic Acid ในรูปแบบที่ใส่มาจังๆเลย ซึ่งเจ้า Ferulic นี้ก็มีความดีงามไม่น้อยเลยทีเดียวนะครับ เป็น Super Antioxidant ช่วยลด Lipid peroxidation (การที่ออกซิเจนทำปฏิกริยากับไขมันออกมาเป็นของเสีย และทำให้โปรตีนเปลี่ยนเป็นสีอมเหลือง) ได้อีกด้วย โดยรวมๆแล้วก็โอเคครับ แต่อย่าไปหวังเรื่องช่วยหลุมสิว (หลุมสิวให้ไปเลเซอร์ไม่ใช่ทาครีม!!! ไม่มีครีมอะไรช่วยเรื่องนี้!!! พูดรอบที่ล้านแปด) สรุปข้อดี/ข้อเสีย ข้อดี ใช้สารประกอบเรียบง่าย แต่ก็ให้ผลที่ชัดเจนมาช้านานในเรื่อง Whitening และการสมานแผล เหมาะสำหรับการใช้เป็น Pre Serum เน้นความชุ่มชื้น และมี Antioxidant ที่ดี Packaging ทึบแสง ไม่มีสีและน้ำหอม ข้อเสีย ไม่มี (ถ้ามีก็เป็นเรื่องที่คิดเองส่วนตัวว่า Packaging เชยระเบิด) ราคาประมาณ 1,490 บาท/40ml (แต่เห็นมีโปรใน Lazada อะ ลองไปกดดูกันเอง) [Sponsored Item] …

delicate : 2% Water Soluble BHA Exfoliate Toner

สวัสดีครับเรามาต่อจากตอนที่แล้วคือรายละเอียดของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum และ delicate : High Potency VC Serum กันนะครับ ตัวถัดมาที่จะเอามาอธิบายคือตัว BHA Toner นะครับ เป็นตัวที่หมูตั้งใจทำออกมามากๆ เพราะหมูเห็นจุดอ่อนของ BHA ในท้องตลาดคือจะมีกลิ่นฉุนรวมถึงทาแล้วหน้ามันเลื่อม บทจะทาทิ้งไว้ 15 นาทีก็ยังทิ้งความมันก่อนลงครีมตัวอื่นๆ ใช้แล้วหงุดหงิดผิวตัวเองอยู่เหมือนกัน เลยเป็นที่มาของเจ้า delicate : 2% Water Soluble BHA Exfoliate Toner ตัวนี้ครับ The Review ตามที่ได้เกริ่นไปข้างต้นถึงปัญหาในการใช้งานของ BHA ที่มีอยู่ในท้องตลาดที่มีกลิ่นค่อนข้างฉุนเล็กๆ มีสัมผัสหลังทาที่มันเลื่อม และแทบไม่ใส่สารบำรุงอะไรเพิ่มเติมเลย สาเหตุที่ทำให้ BHA ตามท้องตลาดนั้นมันเลื่อมนั้น เพราะว่า BHA ทั่วๆไปต้องใช้สารละลายพวก Glycol ในปริมาณมากมาช่วยละลายไม่งั้นมันจะตกผลึกครับ ซึ่งการใช้สาร Glycol จำนวนมากจะไม่เหมาะกับผิวแพ้อะไรง่ายๆ (และมันจะอุดตันในบางคน) หมูก็เลยพยายามจะหาวิธีปรับตัว Product … ก็ใช้เวลาอยู่นาน คือตอนแรกไปเจอแบบ Encapsulated BHA จากการที่หมูคอยติดตามนักวิจัยท่านหนึ่งที่ Base ใน New York ซึ่งหมูเห็นเค้าเคยพยายามทำ Encapsulated BHA ออกผลที่ออกมาคือมัน Break แปลว่ามัน cap ไม่อยู่แล้วเมื่อเจอน้ำมันก็จะตกตะกอนนั้นเอง (ต่อมาก็ค่อยมีเวบไซต์ขายสารเค้าเอาเจ้า Encapsulated BHA มาขาย เป็นแบบให้เราเอาไปผสมใช้ได้เอง ก็เลยเอามาลองแต่ก็ยังติดๆเรื่องสัมผัสอยู่หน่อยๆเพราะมันก็ยังมีความมันวาวอยู่บ้าง จนสุดท้ายมาเจอสารที่ชื่อว่า “BioGenic Sallic-210” ตามด้านล่างนี้นะครับ สารตัวนี้เป็น Technology เฉพาะของทางบริษัท Biogenics นะครับ เค้าได้ปรับโมเลกุลของ BHA โดยนำพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ต่างๆมาประกอบกันแล้วก็ให้ชื่อว่า “Oligomer Complex” และก็ได้นำเจ้าสารตัวนี้มาใช้เป็นผนังห่อหุ้มโมเลกุลของ BHA เอาไว้ล่ะ Hi-tech ถูกจริตดีครับ เห็นแล้วเราก็เลยไปคุยกับ RD แล้วนำมาทดสอบดู ตอนที่ทดลองใช้อยู่ครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันใช่!!! เนื้อเป็นน้ำๆเลย พอดมแล้วกลิ่นไม่ฉุนแถมหอมอ่อนๆเสียอีก ปล. เจ้า BioGenic Salic-210 มี Full Ingredient คือ [Salicylic Acid (and) Polydextrose (and) Dextrin (and) Amylopectin (and) Niacinamide] นะครับ I) BHA เมื่ออายุเรามากขึ้นผิวเราจะหมองลง หรือที่เรียกเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Dullness” นะครับ มันเกิดจากรอบการผลัดเซลล์ผิว (ขี้ไคล) ของคนเราจะยาวนานมากขึ้น โดย Milady’s Standard ตามด้านล่าง ก็จะพบว่ารอบการผลัดเซลล์ที่ปกตินั้นจะอยู่ในช่วงประมาณ 28 วันนะครับ แต่พออายุเรามากขึ้น ผิวของเราก็จะใช้เวลานานมากขึ้นในการหลุดลอกเซลล์ที่ตายแล้วออกไป ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของผิวที่อุกตัน หรือดูหมองคล้ำ ซึ่ง BHA ก็จะเข้ามาช่วยสลายกาวที่ยึดขี้ไคลนี้ให้สลายตัวได้ไวขึ้น ผิวของเราก็จะผลัดเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยนเหมือนยังเป็นวันรุ่นอยู่นั้นเอง Babies: 14 Days Teenagers: 21-28 Days Middle Age Persons: 28-42 Days Those 50 and Older: 42-84 Days มีความสามารถในการช่วยลดการผลิต Sebum หรือไขมันบนหน้าได้อีกด้วย นอกจากนี้ BHA ก็ยังยังช่วยให้รอยจากแผลสิว (Acne Lesion) ลดลงได้ …

delicate : High Potency VC Serum

สวัสดีครับเรามาต่อจากตอนที่แล้วคือรายละเอียดของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum กันนะครับ ตัวถัดมาที่จะเอามาอธิบายคือตัว Serum ที่เข้มข้นที่สุดใน Products 3 ชิ้นที่หมูทำออกมาเลยล่ะครับ ความเป็นมา เดลิเคท (delicate) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เกิดจากความสงสัยของเด็กคนหนึ่ง (ใช่.. เค้าเคยเป็นเด็ก ) ว่าทำไมครีมต่างๆนั้นประกอบไปด้วยสารอะไรบ้างนะ ถึงสามารถช่วยให้ผิวของคนเราชุ่มชื้นขึ้น ขาวขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้ริ้วรอยสามารถตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เด็กน้อยได้เริ่มออกเดินทางในโลกของสารประกอบต่างๆจาก งานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมากมาย[1][2] delicate เป็นความตั้งใจอย่างสูงของหมูเองที่อยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงได้ผลจากการใช้งานจริง โดยสารที่นำมาเลือกใช้นั้นจะถูกคัดเลือกมาจากผลทางการวิจัยต่างๆที่เชื่อถือได้ตามหลักของเหตุและผล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป [1] อ้างอิงจากเวบไซต์ Pubmed ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเปิดเผย และ Journal ทางการแพทย์ต่างๆที่เป็นงานวิจัยที่ถูกพิจารณาก่อนนำมาตีพิมพ์ ซึ่งงานวิจัยบางชี้นจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อเข้าไปอ่านได้ [2] ด้วยความที่เป็นคนสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ส่งผลให้การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้ที่ผ่านมากลายเป็นส่วนหนึ่งในใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้เห็นช่องว่างของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ skincare ยังมีอีกมาก จึงตัดสินใจเปิด Facebook Page ชื่อว่า livelymoo เมื่อต้นปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภค “คิดก่อนซื้อ” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริโภคเอง The Review เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า delicate : High Potency VC Serum นี้หมูมีความตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อมาเป็น Booster ตัวจัดเต็ม เร่งผิวใส ของทาง Brand เรา หากใครที่หน้าดูไม่กระจ่างใสขอให้ได้ลองตัวนี้ครับ วิธีใช้ก็ง่ายๆ ลงทั่วหน้าและใต้ตาได้ทั้งเช้าเย็น อยากให้ใช้ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไปนะครับ ไม่ควรขาดช่วง เห็นผลรู้เรื่องครับ (แต่ต้องทากันแดดให้ถูกต้องด้วยนะครับ 2 ข้อนิ้วมือเฉพาะหน้าไม่รวมคอ ทาทับทุก 3-4 ชม. เนาะ จริงๅ ต้อง 2 ชม. แต่ถ้านั่งใน Office ก็ลดความถี่ลงหน่อยได้) เจ้าตัวนี้เฉพาะสาร Active หลักก็ 19% แล้วนะครับ เดี๊ยวลองไปอ่านกันที่ด้านล่างนะครับว่าเราใส่ Vitamin อะไรเข้ามาบ้าง ตัวนี้ใส่สารไม่ได้ซับซ้อน แต่ใส่หนัก ใส่ชนิดเข้มข้นเลยทีเดียวเชียวล่ะ อารมณ์ว่าไม่ต้ององค์ประกอบเยอะหมัดตรงแรงๆใส่เจ้าพวกเมลานินกันไปเลย ตัวนี้อยากให้นำไปใช้ร่วมกับตัว delicate : Skin Illuminator Brightening Serum นะครับ เพราะมันจะช่วยเร่งให้ผิวมีความสว่างใสในขณะที่ตัว delicate : Skin Illuminator Brightening Serum จะช่วยปรับองค์รวมของสีผิวให้สม่ำเสมอ เพิ่มความอุ้มน้ำ และเป็นสาร Antioxidant ดีๆช่วยเสริมการทำงานซึ่งกันและกันครับ ในส่วนของสารประกอบหลักๆ คือ Vitamin 3 ชนิดจะขออธิบายตามนี้นะครับ I) Vitamin C (AA2G™) 10% หากพูดถึง Vitamin ที่เน้นให้ดูผิวหน้าสดขึ้น ช่วยให้ผิวดูใสขึ้น หนีไม่พ้น Vitamin C ครับ (Vitamin B3 ช่วยให้ขาวจริง แต่ไม่ได้ช่วยให้ดูมีผิวดูสดขึ้น ดูใสขึ้นคับ) แต่รูปแบบของ Vitamin C ที่หมูได้เลือกมาใส่ใน Serum ตัวนี้จะไม่ใช่ Vitamin C ใน Form พื้นฐานที่เรียกว่า Ascorbic Acid (AA) นะครับ ซึ่ง AA ตัวนี้ดีแต่ไม่เสถียรนะครับ มันจะสบายไปไวมากเมื่อโดนแดดและน้ำ แถมมันจะเสถียรที่ความเป็นกรดส่งผลให้เวลาทาลงผิวหน้าจะรู้สึกอุ่นๆและคันยิบๆ (ซึ่งเรื่องคันยิบๆส่วนตัวหมูรับได้นะ) อย่างไรก็ตามจากความที่ AA มันใช้ยากตามที่กล่าวมาหมูจึงพยายามหา Vitamin C ที่มีความเสถียรทนแดดทนน้ำ แถมไม่คันยิบๆ …

delicate : Skin Illuminator Brightening Serum

สวัสดีครับ ไหนๆก็ไหนๆแล้วมีคน Request อยากขอดูแตกสารของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum ครับ อันนี้เป็นลูกรักตัวแรกที่หมูทำออกมานะครับ แล้วจะบอกว่าทำไมถึงมาทำ Skin Care ตัวนี้ครับ ความเป็นมา เดลิเคท (delicate) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เกิดจากความสงสัยของเด็กคนหนึ่ง (ใช่.. เค้าเคยเป็นเด็ก 😂) ว่าทำไมครีมต่างๆนั้นประกอบไปด้วยสารอะไรบ้างนะ ถึงสามารถช่วยให้ผิวของคนเราชุ่มชื้นขึ้น ขาวขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้ริ้วรอยสามารถตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เด็กน้อยได้เริ่มออกเดินทางในโลกของสารประกอบต่างๆจาก งานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมากมาย[1][2] delicate เป็นความตั้งใจอย่างสูงของหมูเองที่อยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงได้ผลจากการใช้งานจริง โดยสารที่นำมาเลือกใช้นั้นจะถูกคัดเลือกมาจากผลทางการวิจัยต่างๆที่เชื่อถือได้ตามหลักของเหตุและผล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป [1] อ้างอิงจากเวบไซต์ Pubmed ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเปิดเผย และ Journal ทางการแพทย์ต่างๆที่เป็นงานวิจัยที่ถูกพิจารณาก่อนนำมาตีพิมพ์ ซึ่งงานวิจัยบางชี้นจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อเข้าไปอ่านได้ [2] ด้วยความที่เป็นคนสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ส่งผลให้การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้ที่ผ่านมากลายเป็นส่วนหนึ่งในใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้เห็นช่องว่างของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ skincare ยังมีอีกมาก จึงตัดสินใจเปิด Facebook Page ชื่อว่า livelymoo เมื่อต้นปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภค “คิดก่อนซื้อ” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริโภคเอง The Review เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum นี้หมูมีความตั้งใจทำขึ้นมาให้เป็น Daily Skin Care เพื่อใช้ทั้งเช้า/เย็น และเป็น Unisex Skin Care ที่ใช้ได้ทั้งชาย/หญิงไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ สรุปคือเป็น Skin Care ที่ควรจะมีทุกบ้านครับ เพราะ เป็น Skin Care พื้นฐานที่ใครๆก็ควรใช้เพื่อปรับ Skin Tone ในภาพรวม ลดรอยแดงรอยดำ ให้สีผิวดูเรียบเนียนเท่ากันทั้งใบหน้า เป็น Skin Care ที่อ่อนโยนไม่ได้ผสมสีและน้ำหอมใดๆ เบสที่ใช้นั้นเป็นเบสของ Eye Cream ครับ เป็น Oil in Water Emulsion จึงสามารถใช้บำรุงได้ทั่วหน้าและบริเวณรอบดวงตา (คือตั้งใจทำมากจริงๆ) สารประกอบที่ใช้ก็เป็นสารประกอบที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนทุกตัว เรียบง่าย ทรงพลัง และชัดเจนในวัตถุประสงค์ของการใส่เข้ามา ในส่วนของสารประกอบนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักๆ ดังนี้ I) สาร Whitening ประกอบด้วย Niacinamide 4% : สารตัวนี้เป็นที่โด่งดังและใช้กันมาช้านานครับสรรพคุณของมันมากมาย แต่ Brand ต่างๆ ใส่มาถึง % ที่ได้ตามงานวิจัยหรือไม่นั้นก็ต้องไปพิจารณากันต่อไปครับ สรุปจากงานวิจัยมีดังนี้นะครับ รักษาฝ้า : Niacinamide 4% เทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Niacinamide ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย Niacinamide 4% รักษาอาการอักเสบของสิว ได้ดีกว่า Clindamycin 1% เทสโดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง …

Kiehl’s : Powerful-Strength Line-Reducing Eye-Brightening Concentrate

สวัสดีครับ วันนี้หมูเอา Kiehl’s มารีวิวบ้างนะครับ จริงๆแล้วหมูเองใช้ Products ของทาง Kiehl’s มาก็ระดับหนึ่งนะครับ ไม่ถึงกับได้ลองทุกตัวแต่ก็ถือว่าได้สัมผัสมาหลายตัวอยู่ เราก็ลองหลายๆ Brand กระจายๆกันไปเนาะ ของ Kiehl’s ที่หมูได้ลองใช้ไม่ว่าจะเป็นครีมทาตัว Superbly Restorative Argan Body Lotion หรือ Serum เอาไว้ลดจุดด่างดำ Clearly Corrective™ Dark Spot Solution ที่ได้ใช้ไปทั้งหมด 2 ขวด … ก็เห็นเค้าบอกว่ามันจะช่วยลดจุดดำๆบนใบหน้าให้จางลงเราก็ทาไปเรื่อยๆ ไม่คิดอะไรมาก หน้าก็โอเคนะครับเพียงแต่ไม่ได้ไปจับสังเกตุมันเท่าไหร่ (อาจจะเพราะไม่ได้มีจุดดำบนหน้าที่เห็นชัดเจนอยู่แล้วก็เป็นได้) อีกตัวหนึ่งที่ทุกๆคนต้องได้ลองแน่ๆของ Kielh’s นั้นก็คือ Powerful-Strength Line-Reducing Concentrate ครับมันก็เป็น Vitamin C ใน Form Ascorbic Acid หรือที่หมูมักจะเรียกสั้นๆว่า AA ตัวนี้ข้อดีมีมาก หมูใช้แล้วหน้าใสจริง ใช้ตั้งแต่เค้าออกรุ่นแรกๆเลยที่ขวดเป็นฝากดป๊อกแป๊กใช้ยากๆ จนเค้าเปลี่ยนมาเป็นหัวปั๊ม และจนมีขนาด 75 ml หมูก็ไปสอยมาใช้ตามมาตลอด (น่าจะมี 3 – 4 ขวดได้) อย่างไรก็ตามมันเองก็มีข้อเสียเหมือนกันนะครับเพราะ AA มัน Oxidize ค่อนข้างไว ปลอกหมอนก็เหลืองกันไป (ตื่นมาบางก็นึกว่านี้ละเมอเอาซุปข้าวโพดมากินหรอ 555+) หากทาตอนเช้าหน้าก็จะอมเหลืองๆจางๆในช่วงสายๆด้วยนะครับ (ถ้าไม่สังเกตุก็คงไม่รู้สึกอะไร) แต่ถามถึงผลที่ได้คือหน้าเรากระจ่างใส ดูสดขึ้น ดู Bright ขึ้นครับ (ขวด 75 ml นี้ใช้ไม่หมดจริงๆ มันเหลืองจนเป็นน้ำตาลเข้มไปเสียก่อน จริงๆถ้าใครจะใช้ก็อยากแนะนำให้ใช้ขนาดเล็กแล้วรีบใช้ให้หมดไปตามรอบน่ะครับ) ทีนี้เมื่อเวลาผ่านไปเจ้า Line AA 10.5% นี้ก็จะดูเป็นที่ Popular ในไทยมากมาย ต่างประเทศก็คงด้วย เค้าก็เลยแตกไลน์ที่เป็น Eye มาให้เราได้เว้อเวินกันอีก (แตกมาเป็นปีพึ่งจะไปเอามาลอง…) ตัวหมูเองเห็นครั้งแรกก็มีความรู้สึกอยู่ 2 มุมนะครับ หนึ่งคือ Packaging น่ารักจังชอบมากเห็นแล้วถูกจริต สองคือเราเชื่อมั่นใน AA มานานแล้วล่ะจากสูตรเก่าที่เอาไว้ทาหน้า อย่างไรก็ตาม หมูก็ยังไม่ได้คิดจะหยุดซื้อใช้เจ้าตัวนี้ครับ เพราะที่ผ่านมาหมูใช้ Eye Cream ตัวอื่นๆที่หลากหลายมากๆ จากการที่เป็นคนชอบทดลองชอบอ่านสาร เวลาเห็นอะไรใหม่ๆ ก็จะแบบขอลองก่อนแล้วกัน AA เราก็รู้ผลของมันอยู่แล้วว่าจะเป็นยังไงก็ทิ้งไว้ตรงนั้นแหล่ะ เราก็ไปลองทั้ง Algenist, Dr.Ci:Labo และ Dr Dennis Gross ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีจุดขายของสารประกอบที่แตกต่างกันไป โดยที่จุดมุ่งหมายของแต่ละตัวก็เน้นไปที่เรื่อง Crow Feet (ตีนกา) นั้นแล… อย่างไรก็ตาม มันก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะหยิบมารีวิวเสียที เพราะเมื่อวันก่อนต้องไปทำงานที่ต่างประเทศ เราก็มีความรู้สึกว่าอยากหาอะไรให้กับเพื่อนในเพจที่มาเปิดใจใช้สินค้าที่หมูทำขึ้นมา delicate เราก็เดินไปเจอตัวนี้เข้า แล้วแบบ… ยืนเหมือนคนเอ๋อๆ จ้องไปที่ขวด Eye Cream จนพนักงานงงว่าไอ่นี้เป็นอะไร 5555 สรุปว่ามันก็เป็นอะไรที่เราอยากลองมานานแล้วนะทำไมไม่ลองล่ะ สุดท้ายตัดสินใจซื้อมา 2 ขวดครับ แจก 1 และเอามาใช้เอง 1 🙂 อธิบายสารแบบย่อ ในเรื่องของสูตรนั้นก็เรียบง่ายมากๆ ครับ จะขออธิบายแบ่งไปตามนี้แล้วกัน 1. Ascorbic Acid (AA) : มันคือตัวชูโรงของเค้าเลยครับเป็น Vitamin C นั้นเอง ตัวนี้ไม่ต้องพูดอะไรมากประสิทธิภาพล้นหลามอยู่แล้ว ถ้าไม่นับเรื่องความเสถียรต่ำ คุณสมบัติของมันก็ถือได้ว่าดีที่สุดแล้วล่ะ เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วในการทดสอบกับคน (Human in vivo) พบว่าแทรกซึมเข้าสู่ผิวไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ต่างๆ ได้ ปกป้องผิวจาก UV ลดปริมาณเม็ดสี เป็น Antioxidant และ เพิ่มปริมาณ …

La Roche-Posay : Lipikar Fluide

สวัสดีครับห่างหายจากการรีวิว Body Cream ไปนาน เพราะที่ผ่านมาหมูก็ไปใช้ตัวทั่วๆไปที่ราคาไม่ได้แพงมากส่วนผสมก็ธรรมดาๆตามราคา ซึ่งมันก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดที่จะเอามารีวิวได้ แต่คราวนี้มาใหม่กับตัวที่มีความน่าสนใจครับ จนมีน้องในเพจนี้แหล่ะ (แหล่งข่าวสารดีๆของหมูส่วนหนึ่งก็มาจากเพื่อนๆในเพจครับ) หมูเองโดยส่วนตัวเคยพลิกอ่านส่วนผสมของเจ้าตัวนี้มาก่อนแล้ว ก็เห็นว่าน่าประทับใจดีเหมือนกันเพราะมี Vitamin B3 มาอันดับต้นๆ แต่ก็ยังไม่ได้ลองเนื้อของมัน (พลาดไปได้ไง) ดังนั้นจึงนำมาสู่ด่านที่สองของการพิจารณาสินค้า คือเรื่องของเนื้อสัมผัสครับ เนื่องจากว่าบ้านเมืองเรานั้นมีอากาศร้อนคนก็มักจะไม่ชอบทาครีมทาตัวกันเพราะมันเหนอะ แต่หมูต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าตัวนี้ทำเนื้อครีมออกมาได้น่าประทับใจทีเดียวครับ เป็นเจลเนื้อแน่นที่ทาแล้วไม่เหนอะเลย สะบายผิวๆมากๆ แถมหมูยังสามารถทาครีมกันแดดทับไปอีกชั้นได้แบบสบายๆเลยทีเดียว Active หลักๆของ Body Cream ตัวนี้เห็นอยู่ 3 ตัวเท่านั้นนะครับก็จะมี Vitamin B3, Rapeseed Oil (Canola Oil) และ Shea Butter โดยรวมๆแล้วเราก็จะได้เรื่อง Whitening และการฟื้นฟูผิวเสียจากการทำร้ายของ UV และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวนะครับ ในส่วนนี้หมูไม่อยากเสียเวลาอธิบายมาก เนื่องจากว่าสารไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยอยากให้ไปอ่านอธิบายเรียงสารด้านล่างเอามากกว่าครับ เจ้าตัวนี้หมูก็ไม่กล้าฟันธงว่าเค้าใส่ Vitamin B3 มาปริมาณเท่าไหร่นะครับ แต่ก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 2% ใครที่ผิวกระดำกระด่างอยู่ก็น่าซื้อไปลองอยู่ครับ เนื้อดีทาง่ายเหมาะกับอากาศบ้านเรา สูตรผสมก็ง่ายแสนง่าย เรียบง่ายมากๆ คนผิวแพ้ง่ายก็น่าจะไปลองโดนกันครับ (ครีมจะแพงแค่ไหนกระปุกละ 8 หมื่น ยังไงก็ควรเทสที่ข้อพับหรือหลังหูก่อนทานะครับ และใครที่อยากจะผิวขาวขึ้นยังไงก็ต้องทาครีมกันแดดเยอะๆครับ และจะขาวได้มากสุดก็คงไม่เกินส่วนของร่างกายที่โดนแดดน้อยที่สุดครับ จุดที่ขาวที่สุดในร่างกายนั้นแหล่ะคือมาตรฐานในการขาวของเราครับ อย่าหวังเรื่องขาวข้าม DNA ของตัวเองครับ เตือนสติด้วยความหวังดี) สรุปข้อดีข้อเสีย ข้อดี มี Vitamin B3 มาต้นๆที่มีสรรพคุณรอบด้านทั้ง Whitening และ Anti-aging มี Canola Oil ที่บำรุง Skin Barrier ได้ชัดเจน บรรจุภัณฑ์ทึบแสง ไม่ใส่สี และน้ำหอม ข้อเสีย ไม่มี ราคาประมาณ 400 บาท/400ml (หลายๆครั้งที่มีส่วนลดตามร้านต่างๆ) อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย เนื้อสัมผัส อธิบายเรียงสาร AQUA / WATER GLYCERIN ให้ความชุ่มชื้นแบบ Humectant (ดึงน้ำเข้าผิว) NIACINAMIDE 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเวบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) …

StriVectin : Intensive Illuminating Serum

สวัสดีครับ วันนี้หมูมากับ Brand ที่เราส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกต่อเค้าว่า ทาง Brand จะเน้นเรื่องส่วนประกอบที่ดี และดูเป็น Brand ที่มี Innovation (นวัตกรรม) มีการคิดค้นสารประกอบพิเศษที่ Brand อื่นๆ ไม่มี เหมือนกับพวก สาหร่ายนาซ่าของ La Mer หรือ Life Plankton ของ Biotherm ซึ่ง Strivectin ก็ได้นำเจ้าสาร NIA-114™ มาลงแข่งในตลาด Skincare นั้นเอง เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ คือทาง Brand น่ะเค้าพยายามจะอ้างว่าเค้ามีการคิดค้นสารที่ชื่อว่า NIA-114™  (ถ้าไปอ่านใน Ingredients ก็จะเจอคำว่า Myristyl Nicotinate : MN ครับ) ซึ่งถ้าดูตาม VDO เค้าก็บอกว่ามีการเทสต่างๆมากมาย ได้ผลลัพธ์โน้นนี้ บลาๆๆ (ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อได้แค่ไหนนะครับ) นอกจากนี้เค้าก็บอกว่าสารตัวนี้มันสามารถซึมลึกเข้าสู้ผิวได้ในชั้นที่ลึกมาก โดยมันจะไปช่วย ดังนี้ Energize Skin Cells : ให้พลังงานแก่เซลล์ Strengthen and Rebuild the Skin Barrier : เสริมให้ Skin Barrier มีความแข้งแรงมากขึ้น รักษาน้ำในผิวไว้ได้ดีขึ้น โดยอ้างว่าผิวมันจะแข็งแรงขึ้น 88% (เอาไรมาวัดก็ไม่รู้) Prevent the Impact of Environmental Aggressors : ช่วยปกป้องจากมลภาวะแวดล้อม เช่นแสงแดด ฝุ่นควันต่างๆ Turbocharge Other Active Ingredients : คือเข้าไปช่วยให้ Active อื่นๆในครีมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นใน Line Wrinkle ก็จะไปช่วยเสริมตัว Collagex-CE (ประกอบไปด้วยอะไรบ้างก็ไม่รู้) หรือไปเสริมการทำงานของ Retinol ในเรื่องของการปรับ Skin Tone   จริงๆ แล้วเจ้า NIA-114™ มันก็เป็นสารประกอบ Niacin ฟังแล้วก็คุ้นๆกับคำว่า Niacinamide หรือ Vitamin B3 นะครับ และ… ใช่ครับมันคือสารกลุ่มเดียวกับ Vitamin B3 นั้นเอง สารตัวนี้มาจากการวิจัยของ Dr. Myron Jacobson ซึ่งเป็น biochemist ครับ ซึ่งเค้าและภรรยาก็เป็นคนนำทีมวิจัยเองนั้นล่ะ โดยทั่วไปแล้ว Gold Standard ในการรักษาริ้วรอยมันคือ Tretinoin (Vitamin A ชนิดหนึ่ง อ่านรายละเอียด Vitamin A ที่นี้) ซึ่งปกติแล้ว Vitamin A จะทำให้ผิวเราบางลงอ่อนแอลงจนทำให้เราไม่สามารถใช้ Skincare บางตัวที่ไม่ได้อ่อนโยนต่อได้ครับ ตัวนี้ทางผู้คิดค้นใช้คำว่า “You get the gain without the pain.” เลยทีเดียวเชียวล่ะ (ส่วนตัวฟังแล้วก็ Againts ทันที 555+ โม้จีๆ) อย่างไรก็ตามครับ ในเมื่อจะมาขายสาร NIA-114™ (MN) ให้กับ Consumer อย่างหมู หมูก็ Search สิ รออะไร 555 ข้อมูลมีไว้หาเนาะ หมูก็ไปเจอรายละเอียดใน Pubmed มาสรุปสั้นๆเลยคือมันช่วยเสริม Skin Barrier ได้ครับ เค้าทดสอบกับผู้หญิงที่มีการใช้ Retinoic …

Fresh : Black Tea Firming Corset Cream

สวัสดีครับ วันนี้วนกลับมาเจอ Line Black Tea ของ Fresh ซึ่งเป็น Line ลูกรักของหมูเอง (จะบอกว่า Brand Fresh ลูกรักก็จะดูวงกว้างไป ขอ Scope อยู่ใน Line ของ Black Tea แล้วกันนะ) เจ้าตัวนี้เป็นตัวที่เค้า Launch มาได้ซักพักแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าครีมที่บ้านยังไม่หมดเสียทีเราก็เลยตัดใจไม่ซื้อ แม้ว่าจะอยากได้มากแค่ไหนก็ตาม ผ่านมาซัก 2 – 3 เดือนครีมหมูเริ่มใกล้จะหมดประมาณว่าอีกไม่เกิน 1 อาทิตย์ไปแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจไปรับเจ้านี้มาอยู่ในกรุด้วยกันกับพี่ชายเค้า … งงสิใครพี่ เจ้านั้นคือ Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask ที่หมูปลื้มจนใส่ไว้เป็น Livelymoo’s Favorite 2016 นั้นเองความดีงามของมันมีอยู่แน่นอัดเต็มจนหมูต้องร้องว้าวด้วยราคา 3600 บาท ต่อขนาดใหญ่ยักษ์ถึง 100 ml เชียวนะแกร คุ้มมาก (นี้ถ้ารอช่วงลดราคา 20% Sephora นี้ถึงกับตายได้เลยนะ คุ้มค่ามากๆ) เมื่อ Fresh ออก Product ตัวใหม่มาใน Line Black Tea มีหรือเราจะไม่ไปแอบส่องเนื้อครีมและสารสกัด Ingredients List ของเค้า … ตอนแรกที่เห็นเนื้อครีมก็รู้สึกฟินไป 3 บ้าน 8 บ้านแล้ว เพราะว่ารุ่นพี่ชายเค้าเป็น Mask ซึ่งมีเนื้อที่หนักหนวง Heavy Weight มากๆ ครับ แต่ก็ไม่แคร์เราก็โบกไปด้วยความสะใจจริงๆ รู้สึกได้ทุกเช้าที่ทาว่าหน้าเราได้รับการบำรุงมาทั้งคืนแน่นอน ที่แน่ๆคือเรื่องการช่วยรักษาความชุ่มชื้นครับเพราะว่าตอนล้างหน้าในตอนเช้าจะพบความลื่นๆทันทีเมื่อหน้าโดนน้ำ แสดงว่ามันเคลือบได้ดีจริงๆ ใน Fresh : Black Tea Firming Corset Cream นี้มีความดีงามอกเรื่องครับคือเค้าได้มีการปรับเปลี่ยนสารจากรุ่นพี่ชายมาคือมีการนำสารที่ชื่อว่า Alpinia Galanga Leaf Extract เข้ามาเพิ่ม   คือตัวนี้เป็นสารที่แม้แต่ Dr.Ci:Labo : Special Enrich-Lift Eye ก็ยังเอามาใช้กันเลยทีเดียว แล้วเจ้าสารนี้มันดีงามยังไงล่ะ คือถ้าให้ตอบข้อมูลจาก Pubmed ก็จะบอกว่า “Alpinia: the gold mine of future therapeutics” หรือแปลว่าขุมทรัพย์ของการบำบัดรักษาเลยทีเดียว ที่เค้าให้ชื่อนี้เป็นเพราะว่าสารสกัดที่ได้จากเจ้าข่านี้มี Flavonoid ที่เป็นสารต้านมะเร็งผิวหนัง และลดอาการอักเสบได้ด้วย แต่ถ้าให้พูดในเรื่องของมุมจากบริษัทผู้ผลิตสาร “BASF” เค้าก็ได้สกัดสารตัวนี้และให้ชื่อทางการค้าว่า “Hyalufix GL” นะครับ ถ้าลองอ่านจาก Link ด้านล่างก็จะพบว่าเค้าพยายามเคลมในเรื่องของการที่มันจะเข้าไปช่วยในการสร้าง Hyaluronic ใต้ผิวหนังด้วยเอมไซน์ที่ชื่อว่า HAS-2 ซึ่งเป็นตัวเดียวเท่านั้นที่ไปกระตุ้นการสร้าง Hyaluronic ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง ซึ่งเค้าเองก็ทำ Research in-house กับผู้หญิง 50 คนว่า Hyalufix GL 3% เมื่อใช้เป็นระยะยาวเวลา 4 อาทิตย์ก็จะให้ผลที่ดีกว่าพวกเปปไทด์ต่างๆที่เอาไว้ลดริ้วรอย รวมถึงเมื่อใช้ไปจนถึง 3 เดือน ก็จะพบว่าร่องแก้มตื้นขึ้น… แค่นี้ ยังไม่ต้องตามไปอ่านสารตัวอื่นก็เริ่มน่าสนใจเข้ามาแล้วววว ครีมตัวนี้หากจะดูในแง่เชิงเปรียบเทียบจาก Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask อีกก็คงต้องขอบอกว่าเค้าได้เอา Shea Butter ที่ทำให้เนื้อครีมมีความหนักออกไป รวมถึงสารที่ชื่อ Kigelia Africana ออกไปด้วย เป็นพืชที่เจริญเติบโตใน Africa ทั้งนี้จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากการที่สาวชาวพื้นเมืองของ Africa นำผลของเจ้า Kigelia Africana มาบดแล้วนวดบริเวณหน้าอกเพื่อให้เกิดความเต่งตึงครับ …