All posts tagged: Vitamin B3

delicate : High Potency VC Serum

สวัสดีครับเรามาต่อจากตอนที่แล้วคือรายละเอียดของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum กันนะครับ ตัวถัดมาที่จะเอามาอธิบายคือตัว Serum ที่เข้มข้นที่สุดใน Products 3 ชิ้นที่หมูทำออกมาเลยล่ะครับ ความเป็นมา เดลิเคท (delicate) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เกิดจากความสงสัยของเด็กคนหนึ่ง (ใช่.. เค้าเคยเป็นเด็ก ) ว่าทำไมครีมต่างๆนั้นประกอบไปด้วยสารอะไรบ้างนะ ถึงสามารถช่วยให้ผิวของคนเราชุ่มชื้นขึ้น ขาวขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้ริ้วรอยสามารถตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เด็กน้อยได้เริ่มออกเดินทางในโลกของสารประกอบต่างๆจาก งานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมากมาย[1][2] delicate เป็นความตั้งใจอย่างสูงของหมูเองที่อยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงได้ผลจากการใช้งานจริง โดยสารที่นำมาเลือกใช้นั้นจะถูกคัดเลือกมาจากผลทางการวิจัยต่างๆที่เชื่อถือได้ตามหลักของเหตุและผล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป [1] อ้างอิงจากเวบไซต์ Pubmed ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเปิดเผย และ Journal ทางการแพทย์ต่างๆที่เป็นงานวิจัยที่ถูกพิจารณาก่อนนำมาตีพิมพ์ ซึ่งงานวิจัยบางชี้นจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อเข้าไปอ่านได้ [2] ด้วยความที่เป็นคนสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ส่งผลให้การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้ที่ผ่านมากลายเป็นส่วนหนึ่งในใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้เห็นช่องว่างของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ skincare ยังมีอีกมาก จึงตัดสินใจเปิด Facebook Page ชื่อว่า livelymoo เมื่อต้นปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภค “คิดก่อนซื้อ” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริโภคเอง The Review เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า delicate : High Potency VC Serum นี้หมูมีความตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อมาเป็น Booster ตัวจัดเต็ม เร่งผิวใส ของทาง Brand เรา หากใครที่หน้าดูไม่กระจ่างใสขอให้ได้ลองตัวนี้ครับ วิธีใช้ก็ง่ายๆ ลงทั่วหน้าและใต้ตาได้ทั้งเช้าเย็น อยากให้ใช้ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไปนะครับ ไม่ควรขาดช่วง เห็นผลรู้เรื่องครับ (แต่ต้องทากันแดดให้ถูกต้องด้วยนะครับ 2 ข้อนิ้วมือเฉพาะหน้าไม่รวมคอ ทาทับทุก 3-4 ชม. เนาะ จริงๅ ต้อง 2 ชม. แต่ถ้านั่งใน Office ก็ลดความถี่ลงหน่อยได้) เจ้าตัวนี้เฉพาะสาร Active หลักก็ 19% แล้วนะครับ เดี๊ยวลองไปอ่านกันที่ด้านล่างนะครับว่าเราใส่ Vitamin อะไรเข้ามาบ้าง ตัวนี้ใส่สารไม่ได้ซับซ้อน แต่ใส่หนัก ใส่ชนิดเข้มข้นเลยทีเดียวเชียวล่ะ อารมณ์ว่าไม่ต้ององค์ประกอบเยอะหมัดตรงแรงๆใส่เจ้าพวกเมลานินกันไปเลย ตัวนี้อยากให้นำไปใช้ร่วมกับตัว delicate : Skin Illuminator Brightening Serum นะครับ เพราะมันจะช่วยเร่งให้ผิวมีความสว่างใสในขณะที่ตัว delicate : Skin Illuminator Brightening Serum จะช่วยปรับองค์รวมของสีผิวให้สม่ำเสมอ เพิ่มความอุ้มน้ำ และเป็นสาร Antioxidant ดีๆช่วยเสริมการทำงานซึ่งกันและกันครับ ในส่วนของสารประกอบหลักๆ คือ Vitamin 3 ชนิดจะขออธิบายตามนี้นะครับ I) Vitamin C (AA2G™) 10% หากพูดถึง Vitamin ที่เน้นให้ดูผิวหน้าสดขึ้น ช่วยให้ผิวดูใสขึ้น หนีไม่พ้น Vitamin C ครับ (Vitamin B3 ช่วยให้ขาวจริง แต่ไม่ได้ช่วยให้ดูมีผิวดูสดขึ้น ดูใสขึ้นคับ) แต่รูปแบบของ Vitamin C ที่หมูได้เลือกมาใส่ใน Serum ตัวนี้จะไม่ใช่ Vitamin C ใน Form พื้นฐานที่เรียกว่า Ascorbic Acid (AA) นะครับ ซึ่ง AA ตัวนี้ดีแต่ไม่เสถียรนะครับ มันจะสบายไปไวมากเมื่อโดนแดดและน้ำ แถมมันจะเสถียรที่ความเป็นกรดส่งผลให้เวลาทาลงผิวหน้าจะรู้สึกอุ่นๆและคันยิบๆ (ซึ่งเรื่องคันยิบๆส่วนตัวหมูรับได้นะ) อย่างไรก็ตามจากความที่ AA มันใช้ยากตามที่กล่าวมาหมูจึงพยายามหา Vitamin C ที่มีความเสถียรทนแดดทนน้ำ แถมไม่คันยิบๆ …

delicate : Skin Illuminator Brightening Serum

สวัสดีครับ ไหนๆก็ไหนๆแล้วมีคน Request อยากขอดูแตกสารของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum ครับ อันนี้เป็นลูกรักตัวแรกที่หมูทำออกมานะครับ แล้วจะบอกว่าทำไมถึงมาทำ Skin Care ตัวนี้ครับ ความเป็นมา เดลิเคท (delicate) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เกิดจากความสงสัยของเด็กคนหนึ่ง (ใช่.. เค้าเคยเป็นเด็ก 😂) ว่าทำไมครีมต่างๆนั้นประกอบไปด้วยสารอะไรบ้างนะ ถึงสามารถช่วยให้ผิวของคนเราชุ่มชื้นขึ้น ขาวขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้ริ้วรอยสามารถตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เด็กน้อยได้เริ่มออกเดินทางในโลกของสารประกอบต่างๆจาก งานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมากมาย[1][2] delicate เป็นความตั้งใจอย่างสูงของหมูเองที่อยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงได้ผลจากการใช้งานจริง โดยสารที่นำมาเลือกใช้นั้นจะถูกคัดเลือกมาจากผลทางการวิจัยต่างๆที่เชื่อถือได้ตามหลักของเหตุและผล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป [1] อ้างอิงจากเวบไซต์ Pubmed ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเปิดเผย และ Journal ทางการแพทย์ต่างๆที่เป็นงานวิจัยที่ถูกพิจารณาก่อนนำมาตีพิมพ์ ซึ่งงานวิจัยบางชี้นจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อเข้าไปอ่านได้ [2] ด้วยความที่เป็นคนสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ส่งผลให้การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้ที่ผ่านมากลายเป็นส่วนหนึ่งในใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้เห็นช่องว่างของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ skincare ยังมีอีกมาก จึงตัดสินใจเปิด Facebook Page ชื่อว่า livelymoo เมื่อต้นปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภค “คิดก่อนซื้อ” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริโภคเอง The Review เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum นี้หมูมีความตั้งใจทำขึ้นมาให้เป็น Daily Skin Care เพื่อใช้ทั้งเช้า/เย็น และเป็น Unisex Skin Care ที่ใช้ได้ทั้งชาย/หญิงไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ สรุปคือเป็น Skin Care ที่ควรจะมีทุกบ้านครับ เพราะ เป็น Skin Care พื้นฐานที่ใครๆก็ควรใช้เพื่อปรับ Skin Tone ในภาพรวม ลดรอยแดงรอยดำ ให้สีผิวดูเรียบเนียนเท่ากันทั้งใบหน้า เป็น Skin Care ที่อ่อนโยนไม่ได้ผสมสีและน้ำหอมใดๆ เบสที่ใช้นั้นเป็นเบสของ Eye Cream ครับ เป็น Oil in Water Emulsion จึงสามารถใช้บำรุงได้ทั่วหน้าและบริเวณรอบดวงตา (คือตั้งใจทำมากจริงๆ) สารประกอบที่ใช้ก็เป็นสารประกอบที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนทุกตัว เรียบง่าย ทรงพลัง และชัดเจนในวัตถุประสงค์ของการใส่เข้ามา ในส่วนของสารประกอบนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักๆ ดังนี้ I) สาร Whitening ประกอบด้วย Niacinamide 4% : สารตัวนี้เป็นที่โด่งดังและใช้กันมาช้านานครับสรรพคุณของมันมากมาย แต่ Brand ต่างๆ ใส่มาถึง % ที่ได้ตามงานวิจัยหรือไม่นั้นก็ต้องไปพิจารณากันต่อไปครับ สรุปจากงานวิจัยมีดังนี้นะครับ รักษาฝ้า : Niacinamide 4% เทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Niacinamide ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย Niacinamide 4% รักษาอาการอักเสบของสิว ได้ดีกว่า Clindamycin 1% เทสโดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง …

LANEIGE : White Plus Renew Capsule Sleeping Pack

สำหรับอาทิตย์นี้ก็มีรีวิวแบบมางงๆหน่อยนะครับ พอดีมาต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ แล้วเราเองช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมายุ่งที่มากๆ เลยยังไม่ไดเตรียมอะไรมาโพสในอาทิตย์นี้ แต่พอดีเพื่อนที่มาเที่ยวด้วยกันเอาเจ้าตัวนี้มาให้ดู นางบอกมาว่านางชอบตัวนี้มาก โดยเฉพาะช่วงที่นางเป็นผื่นอยู่นางใช้แล้วหาย ใช้ได้ ใช้ดี บลาๆ (โปรดมีวิจารณญาณ 555) ก็เลยลองเอามาอ่านสารประกอบเล่นๆ พออ่านเสร็จก็เฮ้ย!! เรียบง่าย แต่ว่าใส่แต่ตัวที่เห็นผลได้จริงนี่หว่า ก็เลยจะเอามาเขียนให้อ่านกันนะครับ สำหรับ Brand LANEIGE นั้น หมูเองก็ไม่ได้รู้จักมากซักเท่าไหร่นักนะครับ เพราะส่วนใหญ่ถ้าจะใช้ Skincare สายเกาหลีที่ใช้ก็มีแค่ Innisfree กับ Atopalm เนาะ ในส่วนของคำว่า LANEIGE นั้นหลายๆ ท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าเป็นภาษาฝรั่งเศสนะครับ เขียนกันจริงๆ ก็น่าจะประมาณแบบนี้ “la neigé” ซึ่งมันมีความหมายว่าหิมะครับ เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าทาง Brand มีจุดขายอยู่ที่ว่า Brand LANEIGE จะทำให้ผู้หญิงสามารถมีผิวขาวเปล่งปลั่งดั่งหิมะได้เลยทีเดียว ถึงตรงนี้หมูก็จะไม่พูดไปมากกว่านี้แล้วนะครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า (ราคาที่เกาหลีประมาณ 3ml x 16pieces/700BTH) สรุปภาพรวม อันนี้ก็พูดอะไรมากไม่ได้เท่าไหร่นะครับ เพราะว่าหมูได้ลองแค่ครั้งเดียว แต่ก็จะบอกความรู้สึกในการใช้ให้แล้วกัน ตอนที่ได้มาจากเพื่อนก็เห็นว่า Packaging น่ารักดีครับเป็นเม็ดใสๆ ก่อนใช้ก็ต้อง Blend ให้เข้ากันก่อน ตอนแรกหมูก็นึกว่าเนื้อเจลด้านในจะไม่ข้นมากเท่าไหร่ น่าจะกวนเข้ากันได้ไม่ยาก แต่พอลองใช้ Cotton Butt กวนเนื้อครีมให้เข้ากันก็รู้สึกว่าแอบกวนยากอยู่นะ (หรือเพราะว่าเราเอาไปแช่ตู้เย็นก่อนก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน) ส่วนในเรื่องของกลิ่นนั้นก็มีกลิ่นที่หอมสะอาดมากๆ เลย ใช่ได้ครับ แต่จะติดอยู่ตรงที่ปริมาณต่อ 1 Capsule นั้นมันมากเกินไปสำหรับหมู นี้ดีนะที่ใช้ Cotton Butt ปาดออกมา เลยแบ่งให้เพื่อนใช้ต่อได้เลย คือสำหรับหมูนะ ปริมาณเท่านี้มันใช้ได้ 2 ครั้งครับ ถ้าทาไม่หมดก็แอบเสียดายอยู่เหมือนกัน ในส่วนของสารประกอบหลักๆ ที่หมูพอจะเห็นว่าเป็น Active ได้ก็จะเป็น Vitamin B3 ที่เน้นในเรื่องของการเป็น Whitening นอกจากนี้ยังสามารถรักษาฝ้าได้ด้วย แต่ก็ต้องใส่มาให้ถึงสัดส่วนที่มันจะส่งผลได้ด้วยน่ะครับ ซึ่งจากการอ่านสารแล้วทาง LANEIGE ก็ได้ใส่มาเป็นอันดับ 4 เลยทีเดียว (เดาว่าน่าจะมีอย่างน้อยๆ ก็ 2-4% ล่ะ) ส่วน Active อื่นๆ ที่ตามมาก็จะเป็น Vitamin C แบบ AA2G ที่สามารถกระตุ้นการสร้าง Collagen ลดเม็ดสีได้ มีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์นะคับ แล้วตบท้ายด้วยชาเขียวกับ Squalane ที่เป็น Antioxidant และ เสริมการทำงานของชั้นผิวตามลำดับครับ สรุปข้อดีข้อเสีย ข้อดี มี Vitamin B3 และ Vitamin C ในรูปแบบ AA2G ที่พึ่งพาเรื่องฝ้าเรื่องความขาวไสได้จริง มีส่วนผสมจากชาเขียวที่ Strong ในการเป็น Antioxidant มี Squalane ที่บำรุงผิวได้ดี ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น ข้อเสีย มีน้ำหอม Packaging โปร่งแสง ขอบคุณที่ติดตามกันครับ อย่าลืมไปตามต่อกันในเพจนะคับ : livelymoo ครับ รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่านก็ข้ามเลยครับ เนื้อสัมผัส รายละเอียดส่วนผสม Water Butylene Glycol เป็น Slip Agents ที่ช่วยเรื่องการกระจายตัวของเนื้อครีม มีเนื้อเบาบางมากกว่า propylene glycol Alcohol Niacinamide สรรพคุณมากมายก่ายกองครับ เป็นทั้ง Whitening สามารถรักษาฝ้าได้ และ …

Cerave : Eye Repair Cream

มาดูรีวิว Eye Cream กันบ้างครับ เจ้าตัวนี้ถือว่าดีเลยทีเดียว 14.2 กรัม ราคาจำไม่ได้แล้วครับ น้องชายหิ้วมาจาก US ครับ (แต่เห็นในเวบต่างชาติราวๆ 10 USD ครับ) จริงๆ แล้ว Cerave มี Product ที่ดีเกือบทุกตัวเลย โดยทาง Brand เองเคลมคำว่า MVE Delivery Technology ที่อ้างว่าจะช่วยให้ผิวได้รับสารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสารเหล่านี้จะซึมลึกเข้าไปซ่อมแซม และเพิ่มความแข็งแรงของชั้นผิว (Skin Barrier) ของเรานั้นเอง นอกจากนี้ทาง Cerave ยังมีการเคลมว่าสัดส่วนของ Ceramide 1 / 3 / 6-ll ที่เค้าใช้นั้นเป็นสัดส่วนที่คิดค้นมาเป็นพิเศษ โดย Ceramide แต่ละตัวจะมีหน้าที่การทำงานดังนี้ครับ Ceramide 1 เป็นภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ถ้ามีต่ำ อาจเกิดโรคผื่นคัน  ผิวแห้งแตก ผิวลอก ได้ง่าย Ceramide 3 ลดการระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม (Ceramide ส่วนใหญ่ในผิวก็เป็นตัวนี้ล่ะ) Ceramide 6-ll ทำหน้าที่คล้าย AHA เพิ่มความเรียบเนียนให้ผิวหนัง เจ้า Cerave ตัวนี้ถือว่าเป็น Eye Cream ที่ ok ครับ นำด้วยสารบำรุงครอบจักรวาล (Vitamin B3) ที่เคยอธิบายสรรพคุณของมันไว้แล้ว ตามมาด้วยสารให้ความชุ่มชื้นหลายรูปแบบทั้งแบบเคลือบผิว (Occlusive) สารแทรกเข้าไปตามรอยแตกของผิวเพิ่มความชุ่มชื้น (Emollient) และสารที่ดึงน้ำมาให้ผิวชั้นบนดูชุ่มชื้น (Humectant) นอกจากนี้ยังเสริมการทำงานของชั้นผิว (Skin Barrier) ด้วยส่วนผสม Cholesterol + Ceramide + Fatty Acid ที่ช่วยรักษาอัตราการสูญเสียน้ำของผิวไว้ให้ผิวมีความแข็งแรง เนื้อสัมผัสเกลี่ยง่าย และรู้สึกมีฟิลม์บางๆ เคลือบไว้ (มีส่วนผสมของ Wax ที่ได้จาก Jojoba) ให้ความชุ่มชื้นได้ดีครับ นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนผสมจากพืชต่างๆ เช่น หญ้าหางม้า ที่มีคุณสมบัติในการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant สารสกัดสาหร่ายสีแดง (Asparagopsis Armata Extract) ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านแบคทีเรีย (Antimicrobial) และเป็น Antioxidant สารสกัดสาหร่ายสีน้ำตาล (Ascophyllum Nodosum Extract) ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว Emollients และเป็น Antioxidant Equisetum Arvense (Horsetail) Asparagopsis Armata Ascophyllum Nodosum   นอกจากนี้ยังมี Phytosphingosine ที่มีความสามารถในการลดการระคายเคือง และยับยั้งแบคทีเรีย (Anti-Microbial) เข้ามาด้วยซึ่งมีวิจัยบ่งชี้ว่ามันสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาสิวด้วยนะ จริงๆ แล้วส่วนผสมแบบนี้ก็ไม่ได้ทาได้แต่ที่ส่วนรอบดวงตานะครับ จะเอามาหาหน้าก็ได้ (ครีมมันไม่รู้หรอกว่าอันนี้เป็นเซลล์ผิวส่วนไหนของร่างกาย) นอกจากนี้ถ้าพิจารณาจากส่วนผสมแล้วคนที่มีผิวบางแพ้ง่ายก็น่าจะใช้ได้ครับส่วนประกอบไม่ได้มีอะไรรุนแรงมาก ส่วนใหญ่เน้นไปทางให้ความชุ่มชื้นกับผิวซะมากกว่า ทั้งนี้จะใช้ก็ควรทดสอบการแพ้ก่อนนะครับเพราะแต่ละท่านจะมีปัจจัยที่แพ้ต่างๆ กันออกไป คงฟันธงให้ไม่ได้ว่าใช้แล้วไม่แพ้แน่นอนครับ สรุปข้อดีข้อเสีย ข้อดี มี Vitamin B3 ที่มีสรรพคุณมากมาย มีสารให้ควมชุ่มชื้นหลากหลายแบบทั้ง Occlusive, Emollient และ Humectant มีสารเสริมความแข็งแรงของ Skin Barrier ที่ดีใช้ Ceramide หลากหลายชนิด (คนแต่งที่หน้าไม่ติดก็เพราะชั้นผิวไม่ดี) มีสารสกัดที่ช่วยเรื่องลดการระคายเคือง เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติในการยับยั้งจุลชีพ ไม่มีสี และน้ำหอม หลอดทึบแสง ข้อเสีย ต้องซื้อจากคนหิ้ว ยังไม่เห็นร้านเป็นทางการในไทย   อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo …

Vitamin B3 (Niacinamide)

เจ้า Vitamin B3 นี้เป็นเหมือนวิตามินครอบจักรวาลจริงๆ ครับ มีชื่อเรียกอีก 2-3 ชื่อครับ คือ Niacinamide, Nicotinamide และ nicotinic amide ซึ่งเรามักจะเห็นว่ามีการนำมาใส่ในเครื่องสำอางค์กันเยอะมากๆ ครับ เอะอะก็โยนลงไป เพราะว่ามันเองมีความปลอดภัยสูงครับ ลักษณะของมันจะเป็นผงสีขาว สามารถละลายน้ำได้ เรามาดูงานวิจัยของ Vitmin B3 กันบ้างว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างครับ 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย 2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7657446] 3. มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16766489%5D 4. Dose ในการใช้ Vitamin B3 Max Dose โดยไม่รู้สึกระคายเคืองผิวมี Limit อยู่ที่ 10% ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16596767] 5. นอกจากนี้ B3 ยังเป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง (Source : http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/niacinamide) อย่าลืมไปติดตามสาระอื่นๆ ได้ที่ Fabebook : livelymoo กันนะครับ ขอบคุณครับ