All posts tagged: Skin Barrier

Cerave : Skin Renewing Night Cream

สวัสดีครับ ก็มารีวิวตัวที่เกี่ยวเนื่องจาก Product ชิ้นหนึ่งที่เคยเขียนไป นั้นคือ Cerave : Skin Renewing Cream Serum ครับ ทั้งนี้เองเจ้า Cerave เองก็น่าจะเป็นที่รู้จักของใครหลายๆคนที่เข้ามาวนเวียนอ่านใน Blog นี้ระดับหนึ่งแล้ว ด้วยความที่ว่ามันมีส่วนผสมที่ดีบำรุง Skin Barrier ประกอบกับราคาที่ไม่ได้แพงจนมั่วซั่วด้วย ทาง Cerave เค้ามี Patent ที่ชื่อ MVE® (Multivesicular Emulsion) ซึ่งเคลมว่าส่วนผสม lipids 3 ตัว* (Ceramides, Cholesterol และ Fatty Acid) นั้น ได้ใช้ MVE® Technology เข้ามาช่วยให้ตัวเนื้อครีมสามารถซึมลงผิวไปได้เรื่อยๆ ยาวนานตลอด 24 ชม. (เว้อร์ดี ในใจนึกว่าอยู่ให้ครบ 6 ชม. ก็ดีใจแล้ว 555) ซึ่งมันก็จะเข้าไปซ่อมแซม รักษาความชุ่มชื้น และช่วยให้ผิวของเราแข็งแรงได้ตามธรรมชาติ *หมายเหตุ : ชั้นผิวของเราจะมี lipids 3 ตัวที่จะผสานกันออกมาเป็น lipid bilayer ของผิว ซึ่งนั้นก็คือ ceramides, cholesterol และ fatty acid เข้าเรื่องไวๆ เลยแล้วกันครับ คือว่าจากการที่หมูได้ทำ Review ตัว Cerave : Skin Renewing Cream Serum ไป ก็ได้มีหลายๆท่านไปหาข้อมูลแล้วพยายามซื้อจาก iherb เพียงแต่ขณะนั้นทาง iherb มีขายเพียงรุ่นกระปุกที่เรากำลังทำ Review กันอยู่ตอนนี้ ประกอบกับคนอยากลองแถวๆนี้ (-*-) หาเรื่องฝากเจ้าน้องชายหิ้วมาให้จากเมกาพอดี เค้าก็เลยแอบซื้อมาเผื่อเราไปด้วย ก็เลยเอามาให้ได้ลองอ่านกันนะครับ สรุปภาพรวม Concept ของครีมกระปุกนี้เค้าเน้นอยู่ 5 จุดใหญ่ๆ คือ MVE® Technology ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น Peptide 2 ตัว (Kollaren & Chronoline) ที่เข้ามาช่วยเรื่องการลดริ้วรอยต่างๆ สร้าง Collagen ซึ่งเป็นตัวชูโรงของครีมตัวนี้ อย่างไรก็ตามผลการวิจัยที่ได้เป็นเพียง in-house research จากผู้ขายสารเราก็ต้องอ่านอย่างพิจารณาด้วยครับ เพราะความน่าเชื่อถือก็จะลดหายไประดับหนึ่งเลยทีเดียว ChroNOline หรือ Caprooyl Tetrapeptide-3 ผลิตจาก “Lucas Meyer Cosmetics” ซึ่งมีการค้นคว้ากับหญิง 14 คน ที่มีช่วงอายุระหว่าง 50 – 65 ปี (ที่มีรอยตีนกา) ภายใน 56 วัน ร่องรอยตีนกานั้นสามารถลดลงได้ถึง 27% (ทดสอบด้วย ChroNOline ที่ 2.5%) แต่ตรงนี้ก็เป็นคำเคลมจากผู้ผลิตสารนะครับ ความน่าเชื้อถือก็จะต้องมาพิจารณากันอีกที ใครสนใจอ่านรายละเอียดก็เข้าไปดูรูปได้ตาม Link ด้านล่างนะครับ Kollaren หรือ Tripeptide-1 ผลิตจาก “Lucas Meyer Cosmetics” เช่นกัน Peptide ตัวนี้จะไปเลียนแบบ Growth Factors ที่เข้าไปช่วยในเรื่องของการรักษาบาดแผล (Wound Healing) โดยไปกระตุ้นการสร้าง Collagen I และ Collagen III นอกจากนี้มันยังสามารถเข้าไปจัดการกับของเสีย (lipid peroxidation by-products) หรือพูดง่ายๆ คือมันไปจัดการกับปัญหาการเกิด Cellulite นั้นเอง นอกจากนี้ก็ยังมีการกล่าวอ้างถึงความสามารถในการปกป้องผิวจากรังสี UVA ได้อีกด้วย การให้ความชุ่มชื้นด้วย Hyaluronic …

Preme Nobu : Natural C White

สวัสดีครับวันนี้มี Review สินค้าของไทยเราเองนี้ล่ะ หลายๆ คนก็คงจะค้นเคยกับเจ้า Preme Nobu ในโฆษณาเจลล้างหน้าที่มี Presenter หนุ่มหล่อเดินเข้าไปในบ่อน้ำร้อนออนเซน แล้วเจอสาวๆ กรีดร้องสาดน้ำใส แต่เรื่องก็จบแบบหักมุมโดยหนุ่มหล่อยกหลอดล้างหน้า Preme Nobu ขึ้นมา สาวๆเลยหายตกใจ (เอาตรงๆ นะ คืองงมาก! อะไรคือ Point ของเนื้อเรื่อง หรือเป็นการทำ Ad ให้ดูงงๆ แล้วคนจะจำไปเอง? ลองไปดูกันเองเนาะ) ทีนี้เรามาเข้าสู่การรีวิวเลยจะดีกว่า เพราะนอกจากความงงในที่มาของ Ad แล้ว สิ่งที่ทาง Brand ยังขาดอยู่ในสายตาของหมูคือ Story และที่มาของทาง Brand จึงเป็นผลให้ Brand Recognition ต่อผู้บริโภคหายไป (นี้คือไม่ได้จบ Marketing แต่บอกได้จากมุมมองผู้บริโภคเนาะ) จากการที่หมูเป็นคนชอบพลิกส่วนผสมอ่านเล่น จึงทำให้ได้มาเจอเจ้า Product ชิ้นนี้ขณะที่รอพี่สาวอยู่ ณ ร้านขายยาแห่งหนึ่งใน กทม. ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากเห็นกล่องมันดูสีสดใสดี คือไม่ได้สวยถูกใจเหมือน Fresh แต่สีสะดุดตาเฉยๆ ก็หยิบมาอ่าน สารที่เค้าใช้ก็เป็นสารที่เราคุ้นเคยดีเกือบทั้งหมด อ่านแล้วรู้สึกว่าเค้าใส่แต่ตัวดีๆ มาจริงๆ เพราะดูวิธีการเลี้ยงสารมันบอกได้ว่าเขาไม่ขี้โม้ ก็เลยคิดว่านี้แหล่ะ!!!!! น่าจะเป็นอะไรที่สามารถนำมาบอกต่อให้เพื่อนๆในเพจได้ (ราคาตามกล่อง 175บาท/15ml) สารประกอบที่ใช้หลักๆ หมูมองออกเป็น 3 กลุ่ม 1. สารที่ให้ความชุ่มชื้น และสารที่ช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier ประกอบไปด้วย Jojoba oil : ที่มีส่วนผสมที่คล้ายกับ Sebum ของคนเราครับ จึงทำให้มันมีจุดเด่นในด้านของการหลอกผิวของเราว่าด้านบนผิวมีน้ำมันเพียงพอแล้วนะ จึงทำให้ผิวเราหลั่งน้ำมันออกมาน้อยลง Squalane : สารงานผิวที่หมูย้ำมาตลอดว่ามันดีจริงๆ นะ เพราะมันคล้ายกับ lipid ในชั้นผิวของเรา Plant Sterol จากถั่วเหลือง : ที่เป็น Emollient ช่วยลดการระเหยของน้ำในผิวโดยการไปแซกตามรอยแตกของผิว Trehalose : เป็นน้ำตาลแบบหนึ่งที่มีความสามารถในการรักษาความชุ่มชื้นแบบดึงความชื้นในอากาศเข้าสู่ผิว หรือที่เรียกว่า Humectant นอกจากนี้ยังมี Report ว่ามันช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของ UVB ได้อีกด้วย Phospholipids / Sphingolipids เหล่านี้เป็น Fat หรือไขมันที่มีคุณสมบัติส่งเสริมให้เรามี Skin Barrier ที่แข็งแรงมากขึ้น อัตราการสูญเสียน้ำของผิว (Transepidermal water loss : TWEL) น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น ไม่แพ้อักเสบอะไรง่ายๆ Sodium Hyaluronic : ตัวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว แต่จะซึมลึกเข้าผิวได้มากน้อยเพียงใดนั้นอยู่ที่ขนาดของโมเลกุลครับ 2. Vitamin C : คือเป็นสารที่เค้าเอามาชูโรงใน Serum ตัวนี้ เพียงแต่ปริมาณที่ใส่มานั้นไม่น่าจะมากมายอะไรเท่าไหร่ มันเป็น Vitamin C Derivative อีกตัวที่มาแก้ไขเรื่องความเสถียรของ Ascorbic Acid (AA) ครับ แต่ต้องใช้ที่ PH ต่ำกว่า 5 (ก็ยังไม่ต่ำเท่าของ AA) แถมมันยังละลายในน้ำมันได้ด้วย ส่งผลให้การซึมลงผิวเป็นไปได้ดีกว่า AA ธรรมดา นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกว่ามันสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ด้วย คุณสมบัติก็มีดังนี้ มีความเสถียร ละลายในน้ำมัน ทำให้ดูดซึมได้ดี การดูดซึมดีกว่า MAP (human ex vivo testing) ลดเม็ดสี (human in vivo testing) กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro) ช่วยป้องกันการทำร้ายจาก UV สามารถ Convert …

Atopalm : Concentrated Intensive Cream

ถ้าจะให้พูดถึงครีมดีๆ ที่ราคาก็ดีด้วยซักชิ้นหนึ่ง Atopalm : Concentrated Intensive Cream จะเป็นตัวแรกๆ ที่หมูนึกถึงในช่วงเวลานี้ครับ เจ้า Atoplam เป็น Product ที่มาจากเกาหลีโดยมีจุดขายก็คือ MLE Technology ที่เคลมเรื่องของการทำให้เนื้อครีมสามารถซึมลงผิวของเราได้เป็นอย่างดี ขยายความเพิ่มกันอีกซักเล็กน้อย Multi-Lamellar Emulsion หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า MLE ก็คือ oil-in-water emulsion ที่ถูกพัฒนาและคิดค้นมาโดยบริษัท NeoPharm ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งสิ่งที่ทาง Atopalm ได้พยายามนำเสนอจุดขายของ MLE ก็คือการที่เค้าสามารถทำเนื้อครีมที่มีโมเลกุลเป็นรูปกากบาทหรือที่เรียกว่า “Maltese Cross” ซึ่งเป็นสารที่จะอยู่ในผิวชั้นนอก (Stratum Corneum) โดยผิวมีความอ่อนเยาว์สมบูรณ์ก็จะมีจำนวน Maltese Cross จำนวนมาก และพอมีเจ้า Maltese Cross มาก ก็จะทำให้ผิวทำงานได้ดีมากขึ้น เก็บกักน้ำในผิวได้มากขึ้น และในเวลาเดียวกันก็สามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอมต่างๆ จากภายนอกได้ดีเช่นกัน จากตรงนี้ใครที่สนใจความเป็นมาของเค้า และรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ Youtube ด้านล่างนี้นะครับ ทีนี้จากมุมมอง และประสบการณ์ของหมูนะครับ ถ้าหากเราจะพูดถึงความสามารถของครีมในการซึมเข้าสู่ผิวชั้นที่ลึกขึ้นไปได้ดี ผู้รู้ท่านหนึ่งใน Industry นี้เค้าได้บอกหมูว่า เรื่องนี้จะต้องไปวัดกันที่ขนาดโมเลกุลของครีมที่ทำเสร็จขึ้นมาแล้วผ่านกล้องที่มีความละเอียดสูงมากๆ ซึ่ง Atopalm ก็สามารถตอบโจทย์ที่หมูสงสัยได้ เพราะว่าหมูไปเจอข้อมูลจาก website ของ Atopalm เองเลยว่าเค้าได้เทสแล้วว่าครีมของเค้ามีขนาดโมเลกุลที่เล็กจริงอะไรจริงนะจ๊ะ ตรงนี้หมูเอา Youtube ที่เป็นการเทสเจ้า Atopalm : Concentrated Intensive Cream ที่กำลังจะรีวิวให้อ่านกันนี้มาให้ได้ดูกันเลย นอกจากเรื่องของความสามารถในการซึมเข้าผิวได้ดีแล้ว ใน Line ของ Atopalm ทั้งหมดที่เป็นขวดสีแดงขาว (ตอนนี้ที่เกาหลีเค้ามี Line สีฟ้าออกมาใหม่ แต่ยังไม่ได้เข้าไทยอย่างเป็นทางการนะครับ) หมูจะชอบเจ้า Atopalm : Concentrated Intensive Cream ตัวนี้มากที่สุดเพราะมันเป็นตัว TOP ที่สุดของรุ่นแล้วครับ มันแตกต่างกับรุ่นแบบกระปุก (Atoplam : Intensive Moisturizing Cream) ตรงที่มีการใส่ Grape Seed Oil มามากกว่า มีการเติม Squalane เข้ามาลำดับต้นๆ และนอกจากนี้ก็ยังมีการเติม Cholesterol ที่เป็นส่วนประกอบของ Skin Barrier เข้ามาให้สูตรมีการทำงานที่ดีมากขึ้น เป็นการผสานของ Cholesterol : Essential Fatty Acid : Non Essential Fatty Acid : Ceramide ครับ เท่าที่หมูเห็นข้อมูลใน Paper ศึกษามา เค้าจะมีการสลับสัดส่วนของสาร 4 ตัวนี้ รวมถึงการทดสอบสารแค่บางคู่ หรือคู่ 3 แต่สุดท้ายก็ไปพบว่าสูตร 3 : 1 : 1 : 1 เป็นสูตรที่สามารถรักษาน้ำในผิวของคนเราได้สูงที่สุดครับ Source : Optimal ratios of topical stratum corneum lipids improve barrier recovery in chronologically aged skin. อย่างไรก็ตามถ้าดูจากการเรียงสารมาแล้วเจ้าตัวนี้ก็คงไม่ได้ตามสัดส่วนที่ว่ามาตามด้านบน (3 : 1 : 1 : 1) นะครับ เพียงแต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ใส่อะไรมาเลย แต่ว่า… ตั้งแต่อ่านสารมาทั้งหมดนี้ก็ยังสงสัยว่าในสูตรไม่ได้มีการใส่ Ceramide มานี่หว่า หมูก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาให้นะครับว่าทาง Atopalm เองก็ได้ใช้ Ceramides ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของทาง NeoPharm …

Cerave : Eye Repair Cream

มาดูรีวิว Eye Cream กันบ้างครับ เจ้าตัวนี้ถือว่าดีเลยทีเดียว 14.2 กรัม ราคาจำไม่ได้แล้วครับ น้องชายหิ้วมาจาก US ครับ (แต่เห็นในเวบต่างชาติราวๆ 10 USD ครับ) จริงๆ แล้ว Cerave มี Product ที่ดีเกือบทุกตัวเลย โดยทาง Brand เองเคลมคำว่า MVE Delivery Technology ที่อ้างว่าจะช่วยให้ผิวได้รับสารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสารเหล่านี้จะซึมลึกเข้าไปซ่อมแซม และเพิ่มความแข็งแรงของชั้นผิว (Skin Barrier) ของเรานั้นเอง นอกจากนี้ทาง Cerave ยังมีการเคลมว่าสัดส่วนของ Ceramide 1 / 3 / 6-ll ที่เค้าใช้นั้นเป็นสัดส่วนที่คิดค้นมาเป็นพิเศษ โดย Ceramide แต่ละตัวจะมีหน้าที่การทำงานดังนี้ครับ Ceramide 1 เป็นภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ถ้ามีต่ำ อาจเกิดโรคผื่นคัน  ผิวแห้งแตก ผิวลอก ได้ง่าย Ceramide 3 ลดการระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม (Ceramide ส่วนใหญ่ในผิวก็เป็นตัวนี้ล่ะ) Ceramide 6-ll ทำหน้าที่คล้าย AHA เพิ่มความเรียบเนียนให้ผิวหนัง เจ้า Cerave ตัวนี้ถือว่าเป็น Eye Cream ที่ ok ครับ นำด้วยสารบำรุงครอบจักรวาล (Vitamin B3) ที่เคยอธิบายสรรพคุณของมันไว้แล้ว ตามมาด้วยสารให้ความชุ่มชื้นหลายรูปแบบทั้งแบบเคลือบผิว (Occlusive) สารแทรกเข้าไปตามรอยแตกของผิวเพิ่มความชุ่มชื้น (Emollient) และสารที่ดึงน้ำมาให้ผิวชั้นบนดูชุ่มชื้น (Humectant) นอกจากนี้ยังเสริมการทำงานของชั้นผิว (Skin Barrier) ด้วยส่วนผสม Cholesterol + Ceramide + Fatty Acid ที่ช่วยรักษาอัตราการสูญเสียน้ำของผิวไว้ให้ผิวมีความแข็งแรง เนื้อสัมผัสเกลี่ยง่าย และรู้สึกมีฟิลม์บางๆ เคลือบไว้ (มีส่วนผสมของ Wax ที่ได้จาก Jojoba) ให้ความชุ่มชื้นได้ดีครับ นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนผสมจากพืชต่างๆ เช่น หญ้าหางม้า ที่มีคุณสมบัติในการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant สารสกัดสาหร่ายสีแดง (Asparagopsis Armata Extract) ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านแบคทีเรีย (Antimicrobial) และเป็น Antioxidant สารสกัดสาหร่ายสีน้ำตาล (Ascophyllum Nodosum Extract) ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว Emollients และเป็น Antioxidant Equisetum Arvense (Horsetail) Asparagopsis Armata Ascophyllum Nodosum   นอกจากนี้ยังมี Phytosphingosine ที่มีความสามารถในการลดการระคายเคือง และยับยั้งแบคทีเรีย (Anti-Microbial) เข้ามาด้วยซึ่งมีวิจัยบ่งชี้ว่ามันสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาสิวด้วยนะ จริงๆ แล้วส่วนผสมแบบนี้ก็ไม่ได้ทาได้แต่ที่ส่วนรอบดวงตานะครับ จะเอามาหาหน้าก็ได้ (ครีมมันไม่รู้หรอกว่าอันนี้เป็นเซลล์ผิวส่วนไหนของร่างกาย) นอกจากนี้ถ้าพิจารณาจากส่วนผสมแล้วคนที่มีผิวบางแพ้ง่ายก็น่าจะใช้ได้ครับส่วนประกอบไม่ได้มีอะไรรุนแรงมาก ส่วนใหญ่เน้นไปทางให้ความชุ่มชื้นกับผิวซะมากกว่า ทั้งนี้จะใช้ก็ควรทดสอบการแพ้ก่อนนะครับเพราะแต่ละท่านจะมีปัจจัยที่แพ้ต่างๆ กันออกไป คงฟันธงให้ไม่ได้ว่าใช้แล้วไม่แพ้แน่นอนครับ สรุปข้อดีข้อเสีย ข้อดี มี Vitamin B3 ที่มีสรรพคุณมากมาย มีสารให้ควมชุ่มชื้นหลากหลายแบบทั้ง Occlusive, Emollient และ Humectant มีสารเสริมความแข็งแรงของ Skin Barrier ที่ดีใช้ Ceramide หลากหลายชนิด (คนแต่งที่หน้าไม่ติดก็เพราะชั้นผิวไม่ดี) มีสารสกัดที่ช่วยเรื่องลดการระคายเคือง เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติในการยับยั้งจุลชีพ ไม่มีสี และน้ำหอม หลอดทึบแสง ข้อเสีย ต้องซื้อจากคนหิ้ว ยังไม่เห็นร้านเป็นทางการในไทย   อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo …

Suhada Shizuku : Whitening Moisture Lotion

สวัสดีครับ ช่วงนี้อากาศแห้งๆ เลยอยากหาอะไรที่ให้ความชุ่มชื้น โดยส่วนใหญ่ก็จะนึกถึง Hada Labo กันเนาะ แต่รู้สึกว่าเอะอะ Hada ก็เริ่มเบื่อเลยอยากได้ไรใหม่ๆ มาลองบ้างคับ วันก่อนไปเดินที่ Matsumoto Kiyoshi มาแล้วไปเจอ Moisture สูตรน้ำตัวนึงชื่อ Suhada Shizuku Whitening Moisture Lotion พอพลิกอ่านแล้วก็ WOW เพราะเค้าใส่ Hyaluronic มาเหมือน Hada เปี๊ยบ ครบทั้งโมเลกุล เล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งเนื้อสัมผัสเป็นน้ำเหมือนน้ำเปล่าเลยครับ แถมยังมีส่วนผสมที่น่าสนใจเพิ่มมาอีก คือ สารสกัดจากรก (เหมือนยี่ห้อ  Flacora) สารสกัดจากแบคทีเรียบ่อน้ำร้อน (เหมือน Life Plankton Biotherm) สารสกัดที่ช่วยในเรื่องของผิวขาวใส (licorice + arbutin) และ สุดท้ายคือสารที่ช่วยให้ชั้นผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น เช่นพวก Ceramide และ Phytospingosine เรียกได้ว่าเป็น Moisture น้ำที่จัดหนักจัดเต็มจริงๆ ครับ หากใครกำลังมองหา Moisture สูตรน้ำอยู่ก็อย่าลืมไปแวะไปลองกันได้ที่ Matsumoto Kiyoshi ครับเค้าจะวางขวดทดลองไว้ให้ (จำราคาไม่ได้น่าจะราวๆ 600 บาท ขนาด 170 ml ครับ) สารประกอบ 1. Placental Protein ก็พยามหาข้อมูลแล้วครับ แต่ทางแบรนด์ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นรกจากอะไร (Flacora ใช้รกหมูเนาะ) แต่โดยรวมๆ แล้วรกก็จะมีสารต่างๆมากมาย เช่นแร่ธาติ วิตามิน และอะมิโนต่างๆ  ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ทั้งนี้สารสกัดจากรกนั้นจะช่วยให้มีการสร้างใหม่ขอคอลลาเจนใต้ผิวหนัง (รวมถึงเสริมสร้างการงอกของเส้นผมได้ด้วย) รกเป็นส่วนผสมในตำรับการรักษาของชาวจีนมาป็นเวลาช้านานแล้ว มีการวิจัยในส่วนของการรับประทานโดยผู้หญิงที่สามารถผลิตนมให้บุตรได้น้อย จะสามารถผลิตนมได้เพิ่มขึ้นหากรับประทานรกเข้าไปด้วย Source: Placenta as a Lactagogon; Gynaecologia 138: 617-627, 1954. http://journal.scconline.org/pdf/cc1967/cc018n08/p00549-p00562.pdf http://placentabenefits.info/medicinal.asp 2. Alteromonas Ferment Extract ตัวนี้สารสกัดจากแบคทีเรียบ่อน้ำร้อนครับ พูดแบบนี้งง ต้องพูดว่า Life Plankton Biotherm คงจะอ๋อกันแน่ๆ ทั้งนี้สารตัวนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเดียวกับทาง Biotherm นะครับ เพราะบ่อน้ำร้อนก็คงไม่ได้จะมีแค่บ่อเดียวในโลก เมื่อหาข้อมูลเพิ่มพบว่าสารนี้มีชื่อทางการค้าว่า Abyssine 657 โดยผู้ผลิตสารศึกษาแล้วอ้างว่าสามารถช่วยลดอาการผื่นคัน และโรคทางผิวหนังได้ (เคลมเหมือน Biotherm เลย) และเนื่องจากมีโมเลกุลเป็นน้ำตาล (Polysaccharide) จึงช่วยเรื่องความชุ่มชื้นของผิวด้วย แต่ในส่วนที่ผู้เขียนยังไม่รู้มาก่อนคือ ความสามารถในการช่วยการป้องกันการผืนแดงที่เกิดจากรังสี UVB ให้แก่เซลล์ผิวภูมิต้านทาง (Langerhans Cells) ได้อีก (ผู้ผลิตสารนี้ Recommend การใช้สารนี้ที่ 0.5% – 5 % ครับ และบอกว่ามีความปลอดภัยสูงเหมาะกับผิว Sensitive ด้วย) ปล.สารนี้มีอยู่ในส่วนผสมของ Kielh’s ใน line Abyssine ทั้งสิ้น Source: http://www.in-cosmetics.com/__novadocuments/7551 3. Licorice + Arbutin แน่นอนครับ ขาดไม่ได้เลยสำหรับสาวๆ ไทยหลายๆ ท่าน ที่อยากบำรุงให้ผิวมีออร่า ขาวใส น่ามอง น่าสัมผัส ซึ่งในส่วนของ Licorice ก็คือสารสกัดจากชะเอมนั้นเองคัง ใส่ในแบรนด์หรูๆ หลายแบรนด์เลย ช่วยในเรื่องของความขาว ยับยั้งการผลิตเมลานิน และยังช่วย Sooth ผิวจากการระคาคืองด้วย แต่ในส่วนของ Arbutin …