All posts tagged: Serum

delicate : Skin Illuminator Brightening Serum

สวัสดีครับ ไหนๆก็ไหนๆแล้วมีคน Request อยากขอดูแตกสารของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum ครับ อันนี้เป็นลูกรักตัวแรกที่หมูทำออกมานะครับ แล้วจะบอกว่าทำไมถึงมาทำ Skin Care ตัวนี้ครับ ความเป็นมา เดลิเคท (delicate) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เกิดจากความสงสัยของเด็กคนหนึ่ง (ใช่.. เค้าเคยเป็นเด็ก 😂) ว่าทำไมครีมต่างๆนั้นประกอบไปด้วยสารอะไรบ้างนะ ถึงสามารถช่วยให้ผิวของคนเราชุ่มชื้นขึ้น ขาวขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้ริ้วรอยสามารถตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เด็กน้อยได้เริ่มออกเดินทางในโลกของสารประกอบต่างๆจาก งานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมากมาย[1][2] delicate เป็นความตั้งใจอย่างสูงของหมูเองที่อยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงได้ผลจากการใช้งานจริง โดยสารที่นำมาเลือกใช้นั้นจะถูกคัดเลือกมาจากผลทางการวิจัยต่างๆที่เชื่อถือได้ตามหลักของเหตุและผล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป [1] อ้างอิงจากเวบไซต์ Pubmed ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเปิดเผย และ Journal ทางการแพทย์ต่างๆที่เป็นงานวิจัยที่ถูกพิจารณาก่อนนำมาตีพิมพ์ ซึ่งงานวิจัยบางชี้นจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อเข้าไปอ่านได้ [2] ด้วยความที่เป็นคนสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ส่งผลให้การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้ที่ผ่านมากลายเป็นส่วนหนึ่งในใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้เห็นช่องว่างของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ skincare ยังมีอีกมาก จึงตัดสินใจเปิด Facebook Page ชื่อว่า livelymoo เมื่อต้นปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภค “คิดก่อนซื้อ” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริโภคเอง The Review เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum นี้หมูมีความตั้งใจทำขึ้นมาให้เป็น Daily Skin Care เพื่อใช้ทั้งเช้า/เย็น และเป็น Unisex Skin Care ที่ใช้ได้ทั้งชาย/หญิงไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ สรุปคือเป็น Skin Care ที่ควรจะมีทุกบ้านครับ เพราะ เป็น Skin Care พื้นฐานที่ใครๆก็ควรใช้เพื่อปรับ Skin Tone ในภาพรวม ลดรอยแดงรอยดำ ให้สีผิวดูเรียบเนียนเท่ากันทั้งใบหน้า เป็น Skin Care ที่อ่อนโยนไม่ได้ผสมสีและน้ำหอมใดๆ เบสที่ใช้นั้นเป็นเบสของ Eye Cream ครับ เป็น Oil in Water Emulsion จึงสามารถใช้บำรุงได้ทั่วหน้าและบริเวณรอบดวงตา (คือตั้งใจทำมากจริงๆ) สารประกอบที่ใช้ก็เป็นสารประกอบที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนทุกตัว เรียบง่าย ทรงพลัง และชัดเจนในวัตถุประสงค์ของการใส่เข้ามา ในส่วนของสารประกอบนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักๆ ดังนี้ I) สาร Whitening ประกอบด้วย Niacinamide 4% : สารตัวนี้เป็นที่โด่งดังและใช้กันมาช้านานครับสรรพคุณของมันมากมาย แต่ Brand ต่างๆ ใส่มาถึง % ที่ได้ตามงานวิจัยหรือไม่นั้นก็ต้องไปพิจารณากันต่อไปครับ สรุปจากงานวิจัยมีดังนี้นะครับ รักษาฝ้า : Niacinamide 4% เทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Niacinamide ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย Niacinamide 4% รักษาอาการอักเสบของสิว ได้ดีกว่า Clindamycin 1% เทสโดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง …

Preme Nobu : Natural C White

สวัสดีครับวันนี้มี Review สินค้าของไทยเราเองนี้ล่ะ หลายๆ คนก็คงจะค้นเคยกับเจ้า Preme Nobu ในโฆษณาเจลล้างหน้าที่มี Presenter หนุ่มหล่อเดินเข้าไปในบ่อน้ำร้อนออนเซน แล้วเจอสาวๆ กรีดร้องสาดน้ำใส แต่เรื่องก็จบแบบหักมุมโดยหนุ่มหล่อยกหลอดล้างหน้า Preme Nobu ขึ้นมา สาวๆเลยหายตกใจ (เอาตรงๆ นะ คืองงมาก! อะไรคือ Point ของเนื้อเรื่อง หรือเป็นการทำ Ad ให้ดูงงๆ แล้วคนจะจำไปเอง? ลองไปดูกันเองเนาะ) ทีนี้เรามาเข้าสู่การรีวิวเลยจะดีกว่า เพราะนอกจากความงงในที่มาของ Ad แล้ว สิ่งที่ทาง Brand ยังขาดอยู่ในสายตาของหมูคือ Story และที่มาของทาง Brand จึงเป็นผลให้ Brand Recognition ต่อผู้บริโภคหายไป (นี้คือไม่ได้จบ Marketing แต่บอกได้จากมุมมองผู้บริโภคเนาะ) จากการที่หมูเป็นคนชอบพลิกส่วนผสมอ่านเล่น จึงทำให้ได้มาเจอเจ้า Product ชิ้นนี้ขณะที่รอพี่สาวอยู่ ณ ร้านขายยาแห่งหนึ่งใน กทม. ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากเห็นกล่องมันดูสีสดใสดี คือไม่ได้สวยถูกใจเหมือน Fresh แต่สีสะดุดตาเฉยๆ ก็หยิบมาอ่าน สารที่เค้าใช้ก็เป็นสารที่เราคุ้นเคยดีเกือบทั้งหมด อ่านแล้วรู้สึกว่าเค้าใส่แต่ตัวดีๆ มาจริงๆ เพราะดูวิธีการเลี้ยงสารมันบอกได้ว่าเขาไม่ขี้โม้ ก็เลยคิดว่านี้แหล่ะ!!!!! น่าจะเป็นอะไรที่สามารถนำมาบอกต่อให้เพื่อนๆในเพจได้ (ราคาตามกล่อง 175บาท/15ml) สารประกอบที่ใช้หลักๆ หมูมองออกเป็น 3 กลุ่ม 1. สารที่ให้ความชุ่มชื้น และสารที่ช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier ประกอบไปด้วย Jojoba oil : ที่มีส่วนผสมที่คล้ายกับ Sebum ของคนเราครับ จึงทำให้มันมีจุดเด่นในด้านของการหลอกผิวของเราว่าด้านบนผิวมีน้ำมันเพียงพอแล้วนะ จึงทำให้ผิวเราหลั่งน้ำมันออกมาน้อยลง Squalane : สารงานผิวที่หมูย้ำมาตลอดว่ามันดีจริงๆ นะ เพราะมันคล้ายกับ lipid ในชั้นผิวของเรา Plant Sterol จากถั่วเหลือง : ที่เป็น Emollient ช่วยลดการระเหยของน้ำในผิวโดยการไปแซกตามรอยแตกของผิว Trehalose : เป็นน้ำตาลแบบหนึ่งที่มีความสามารถในการรักษาความชุ่มชื้นแบบดึงความชื้นในอากาศเข้าสู่ผิว หรือที่เรียกว่า Humectant นอกจากนี้ยังมี Report ว่ามันช่วยปกป้องผิวจากการทำร้ายของ UVB ได้อีกด้วย Phospholipids / Sphingolipids เหล่านี้เป็น Fat หรือไขมันที่มีคุณสมบัติส่งเสริมให้เรามี Skin Barrier ที่แข็งแรงมากขึ้น อัตราการสูญเสียน้ำของผิว (Transepidermal water loss : TWEL) น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น ไม่แพ้อักเสบอะไรง่ายๆ Sodium Hyaluronic : ตัวเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว แต่จะซึมลึกเข้าผิวได้มากน้อยเพียงใดนั้นอยู่ที่ขนาดของโมเลกุลครับ 2. Vitamin C : คือเป็นสารที่เค้าเอามาชูโรงใน Serum ตัวนี้ เพียงแต่ปริมาณที่ใส่มานั้นไม่น่าจะมากมายอะไรเท่าไหร่ มันเป็น Vitamin C Derivative อีกตัวที่มาแก้ไขเรื่องความเสถียรของ Ascorbic Acid (AA) ครับ แต่ต้องใช้ที่ PH ต่ำกว่า 5 (ก็ยังไม่ต่ำเท่าของ AA) แถมมันยังละลายในน้ำมันได้ด้วย ส่งผลให้การซึมลงผิวเป็นไปได้ดีกว่า AA ธรรมดา นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกว่ามันสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ด้วย คุณสมบัติก็มีดังนี้ มีความเสถียร ละลายในน้ำมัน ทำให้ดูดซึมได้ดี การดูดซึมดีกว่า MAP (human ex vivo testing) ลดเม็ดสี (human in vivo testing) กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro) ช่วยป้องกันการทำร้ายจาก UV สามารถ Convert …

Dr.Ci:labo : Super White 377VC

สวัสดีครับวันนี้ก็จะมี Review ตัว Peak อีกตัวที่ใช้เวลาในการเขียนนานม๊ากกก เนื่องจากสารที่เค้าได้นำมาใช้เป็น Whitening นั้นมีความน่าสนใจอยู่หลายตัวเลยทีเดียวเลยล่ะ ก่อนอื่นก็ต้องพูดถึง Brand กันก่อนนะครับ จริงๆ แล้วหมูเคยได้เขียนที่มาไว้แล้วใน Dr.Ci:labo : VC 100 Essence Lotion นะครับ ว่า Start มาจาก Yoshinori Shirono M.D,PhD (คนกลางในรูปด้านล่าง) จบการศึกษาจาก Keio University School of Medicine ในประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ก่อตั้ง Shirono Clinic ในปี 1995 (พ.ศ. 2538) โดยตัวตัวคุณ Yoshinori เองเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในด้าน Dermatological Laser Surgery ครับ และมีเคสผ่านมือของแกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50,000 เคสเลยทีเดียว   ทีนี้หลายๆ คนก็คงจะคุ้นเคยกับครีม Aqua-Collagen-Gel ของเค้าที่มี 4 แบบ 4 กระปุก 4 สี นะครับ (แต่ด้านล่างนี้หมูเอาสูตรที่ไม่ค่อยคุ้นตามาให้ดูเป็นตัว Rose ล่ะ) ทีนี้ใน Product Line อื่นๆ ที่มีความน่าสนใจอยู่มากที่หมูเห็นแล้วต้องคว้ามาขอลองซักหน่อยก็ต้องเป็นเจ้านี้ล่ะครับ Dr.Ci:labo : Super White 377VC ซึ่งที่มีขอเจ้าชื่อ377VC นั้นหากใครอยู่ในวงการของการขายสาร Active หรือเป็นคนที่ติดตามข่าวสารต่างๆของ Supplier ก็จะสามารถจับต้นชนปลายได้ว่ามันคือ SymWhite® 377 ที่พัฒนาโดยบริษัท Symrise นั้นเอง โดยตัวมันจะเป็น Antioxidant ที่ส่งผลให้ผิวมีความสว่างใส (lightening และ Brightening) และยังมีงานวิจัยออกมาครับว่ามันสามารถลดฝ้าได้ถึง 43% หากใช้ต่อเนื่องกัน 3 สัปดาห์นะครับ Dr.Ci:labo : Super White 377VC นั้นมีการวิวัฒนาการมาแล้วถึง 4 รุ่น นะครับ (นี้ครีมหรือ Pokemon? 555) จน Version ล่าสุดก็จะเป็นตัวขวดสีทองนี้ที่ได้พัฒนามาตั้งแต่ปี 2014 ที่ผ่านมานั้นเอง สรุปภาพรวม เจ้าตัวนี้สารเยอะมาก ใช้เวลาหาข้อมูลนานทีเดียวเชียวครับ ตอนแรกก็ลังเลว่าจะเขียนดีไหมเพราะว่าสารเยอะจริงๆ (ขี้เกียจนั้นเอง) แต่ก็รู้สึกว่าใช้ไปจนใกล้จะหมดแล้วเห็นผลที่ดี เลยแบบไม่ได้และคันไม้คันมือ เอาวะ! เขียนก็เขียน เจ้าตัวนี้ (18g/2,380บาท) ก็แอบแพงอยู่นะ เพราะถ้าเทียบเป็น 30 ml ตามขนาดปกติทั่วไปของ Serum ก็จะราคา 3,966.66 บาท เกือบ 4,000 บาท เลยทีเดียว (จุดนี้ใครไปญี่ปุ่นบ่อยๆ แนะนำให้ตุนไว้ได้เลย ราคาถูกกว่าในไทยหลายขุม) เข้าเรื่องดีกว่าครับ คือจะบอกว่าจากการอ่านสารยาวเหยียดเป็นหางว่าวแล้ว หมูขอพิจารณา Serum ตัวนี้เป็น 4 มุมนะครับ 1. สาร Whitening Phenylethyl Resorcinol หรือที่มีชื่อทางการค้าว่า SymWhite® 377 เป็นตัวหลักที่ทาง Brand ได้ใส่เข้ามา โดยมีงานวิจัยชัดเจนว่ามันสามารถรรักษาฝ้าได้ 43% จากการทดลองเพียง 3 อาทิตย์ Vitamin C ที่มี Profile ชัดเจนเรื่องของการเป็น Whitening รวมถึงความสามารถในการลดริ้วรอยใส่มาทั้งหมด 2 รูปแบบ ตามด้านล่างนี้ครับ Trisodium Ascorbyl Palmitate Phosphate Ascorbic Acid Pinus Pinaster สารสกัดจากต้นสนมีชื่อทางการค้าว่า Pycnogenol® สารตัวนี้ถ้าอ่านตาม Pubmed จะเป็นสารที่เน้นเรื่อง …

Sulwhasoo : Snowise EX Whitening Serum

มาถึงตาเจ้า Sulwhasoo กันบ้างเนาะ มีคำพังเพยเค้าว่าไว้ “หากสิ่งที่นักปีนเขาทุกคนต้องพิชิตคือเอเวอเรสแล้ว สิ่งที่นักวิเคราะห์สารแบบหมูต้องพิชิตก็คือ Sulwhasoo” (ล้อเล่นนะ 555+) ที่หมูเปรียบแบบนี้เพราะว่ามันเป็น Skincare ที่อัดหนักเรื่องสมุนไพรมากๆ และส่วนใหญ่ก็คือสมุนไพรจีนนั้นแหล่ะ ส่วนผสมที่เขียนมาข้างกล่องดูแล้วแปลกๆ หน่อย เพราะเรียงสารมาแล้วกลับมีบางอย่างใส่มามากกว่าน้ำซะอีก ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจแล้วกัน ทั้งนี้หมูเองจะบอกว่าการเขียนรีวิวครั้งนี้ถือเป็นการได้เปิดโลกของ Active ฝั่งสมุนไพรจีนของหมูได้มากมายเหลือเกินครับ เหนื่อยเลยทีเดียวเชียว เข้าเรื่องเลยดีกว่า คือว่าในส่วนของไลน์ SNOWISE นี้ เท่าที่หมูอ่านสารผ่านๆ ก็พบว่าเค้าได้ใส่สาร Active ที่ทำงานเป็น Whitening มามากมายเพื่อไปสกัดกั้นการทำงานในแต่ละขั้นตอนของการผลิตเม็ดสี (Melanogenesis) ของเราครับ นอกจากนี้ก็ยังได้เน้นตัวชูโรงไปที่คำว่า White ก็คือสารสกัดจากโสมขาว White Ginseng Saponins (Ginsenoside) เพื่อเป็นการเน้นย้ำนะว่าทุกอย่างต้อง White จริงๆ นะครัช ปล.โสมมี Ginsenoside อยู่เยอะมากๆ 50 กว่าชนิดได้เลยครับ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีตัวอักษรย่อตามหลังเช่น a1, a2, b1, b2, b3, c, d, e, f, g1, g2, h1, หรือ h2 ซึ่งหมูก็ไปเจองานวิจัยมาว่าโสมขาวนั้นมีสารพวกนี้มากกว่าโสมแดงทั่วไปถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว ใครที่สนใจในรายละเอียดเชิงลึกก็สามารถเข้าไปอ่านกันได้ตามนี้นะครับ [Source : http://www.ginst15.net/red_vs_white_extract_comparison.pdf%5D ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Pubmed ที่หมูหาเจอมานั้น ก็มีการกล่าวถึง White Ginseng เช่นกันครับ โดยเค้าได้บอกว่าในโสมนั้นมีสารดีๆมากมายเหลือเกิน ไม่เพียงแต่ Saponin ที่เป็นสารหลักๆ (ที่คนมักจะพูดถึง) แต่มันยังมี  essential oils, antioxidants, polyacetylenic alcohols, peptides, amino acids, polysaccharides, และ vitamins อีกด้วย นอกจากนี้สารสกัดที่เค้าให้ความสนใจกันมากในโสมจะเป็น Polysaccharides 2 ตัวก็คือ Ginsenan S-IA และ Ginsenan S-IIA ซึ่งเจ้าตัวหลังนี้มันจะไปเพิ่มกระบวนการ Phagocytosis (กำจัดของเสียออกจากร่างกาย) ได้ด้วยนะครับ แปลง่ายๆก็คือคุณสมบัติในการต่อต้านเซลล์เนื้องอกและเซลล์มะเร็งนั้นเอง ส่วนถ้าจะมามองในเรื่องความสามารถในการเป็น Whitening ของสารสกัดจากโสมแล้ว ก็มี Research อยู่ใน Pubmed ว่ามันสามารถเข้าไปขัดขวางกระบวนการสร้างเม็ดสีได้จริง ทั้งในหลอดทดลอง (In Vitro) และในคนจริงๆ (In Vivo) นะยูว์ ตอบโจทย์ความสงสัยของตัวหมูเองในเรื่องของความสามารถในการเป็น Whitening ของโสมแล้วล่ะครับ ความรู้ใหม่ 🙂 Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4268563/ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK92776/   สรุปภาพรวม คือหมูก็รู้นะครับว่า Sulwhasoo เค้าใส่สมุนไพรมาหลายตัว แต่ก็เข้าใจมาตลอดว่าคงชูโรงแต่ตัวโสมเป็นหลักๆ ไม่น่าจะมีอะไรเยอะมากเป็นพิเศษ แต่พอมาอ่านข้อมูลเอาเข้าจริงๆ ก็ Stun ไปซักพัก (ยืนมองขวด แล้วนึกในใจ… งานงอกแล้วไง เขียนอะไรง่ายๆ ไม่เขียน หาเรื่องอีกแล้ว 555+) เพราะทาง Sulwhasoo เค้าได้ใช้ Active ที่มาจากสมุนไพรจีนหลายตัวมากๆ เลยทีเดียว และที่สำคัญคือเจ้าสารหลากหลายเหล่านี้มันยังเข้ามาช่วยกันเพิ่มคุณสมบัติการเป็น Whitening อย่างสุดกู่จริงๆ เรียกได้ว่าสกัดทุกการเคลื่อนไหวของการผลิตเม็ดสีเลยทีเดียวเชียวล่ะ เจ้าตัวนี้ราคา (6,500บาท/50ml) เพื่อความกระชับเข้าใจง่าย หมูจะขอสรุปสารประกอบไว้เป็นกลุ่มๆ (ในส่วนนี้พืชสมุนไพรบางอย่างมีสรรพคุณรอบด้าน หมูจะขอ Group ตามคุณสมบัติหลักๆ จากข้อมูลเท่าที่หมูจะหาได้นะครับ ออกตัวก่อนว่าสารมันเยอะมากๆ อาจจะหาข้อมูลมาไม่ได้ละเอียดมากนักนะครับ) มาเริ่มกันเลย จะขอแบ่งสรรพคุณเป็น 5 หมวดคร่าวๆ …

SABAINANG : Rejuvenation White Essence

วันนี้มาเจอของไทยเราเองอีกรอบครับ มันคือ SABAINANG : Rejuvenation White Essence [1,800 บาท/15ml] อันนี้เป็นการรีวิวแบบบังเอิญมาก เพราะหมูมีโอกาสได้รู้จักกับเจ้าของ Brand ซึ่งเค้าก็ได้ส่งตัว Top ของ Brand มาให้ทดลองเป็น Vitamin C Derivative เข้มข้น 10% นั้นคือ ATIP (Tetra-isopalmitoyl ascorbic acid) ที่หมูเองไม่คิดว่าจะมีคนเอามาใส่ได้เยอะขนาดนี้ครับ เพราะเจ้า ATIP ต้องละลายในน้ำมันเท่านั้น ตัวหมูเองรู้สรรพคุณของมันว่าซึมผิวได้ดีกว่า Ascorbic Acid (AA) มีความน่าใช้ ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเอามาทำเป็น Serum ได้ยังไง มันต้องใช้ Emulsifier เยอะแค่ไหนถึงจะให้มันรวมกับน้ำได้ ใส่มาตั้ง 10% แหน่ะ!! ผลสรุปก็คือเค้าก็ไม่ง้อน้ำเลย แต่กลับเอาละลายในน้ำมันแทนครับ แถมน้ำมันที่ใช้ยังเป็นเจ้า Squalane ซะด้วย!!! เข้า Lock ทุกๆ อย่างที่หมูชอบเลย ได้ทั้ง ATIP แล้วยังได้ Squalane ที่หมูพร่ำบอกมาตลอดว่ามันเป็นส่วนผสมที่เรียกได้ว่า “ส่วนผสมงานผิว” เข้าใจทำเนาะ 🙂 ทั้งนี้ต้องเกริ่นก่อนว่าในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่าการที่เราจะเอา Squalene มาใส่ขวดเฉยๆ มันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ของมันเองที่มีความคงตัว (Saturated) ซึ่งก็คือ Squalane ครับ คุณสมบัติของมันก็มากมายครอบจักรวาล มีการนำไปทดสอบประสิทธิภาพกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และในหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง Anticancer (ต่อต้านเซลล์มะเร็ง), antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ emollient (แทรกตามรอยแตกของผิว) ครับ มาอธิบายเรื่อง Squalane กันเพิ่มอีกเล็กน้อยครับ คือว่าทาง Brand เอา Squalane จากสารที่มีชื่อทางการค้าว่า Neossance® Squalane ผลิตโดยบริษัท AMYRIS (บริษัทจากประเทศอังกฤษ มีโรงงานอยู่ที่ Brazil) ซึ่งมันมีความพิเศษตรงที่เป็นเกรด Organic ด้วยน่ะสิ (ได้ EcoCert ของฝรั่งเศสมาครับ) ซึ่งเจ้า Squalane ตัวนี้จะผลิตจากอ้อยนะครับมีความบริสุทธ์ถึง 92% (ปกติเค้าจะได้ยินว่ามาจากตับปลาฉลาม ไม่ก็มะกอกเท่านั้น แล้วก็อาจจไม่ Pure เท่านี้ครับ มีสารอื่นเจือปนจากการเพาะปลูกบ้าง) นอกจากนี้คุณสมบัติของ Squalane มันมีความดีงามมากมายจนแม้แต่ Peter Thomas Roth (แบรนด์ที่หมูชอบมาก) ก็ยังเอามาบรรจุขวดขายแบบเพียวๆ ในนามว่า OILLESS OIL™ 100% PURIFIED SQUALANE ครับ แล้ว SABAINANG : Rejuvenation White Essence มี Squalane อยู่กี่% ล่ะ? คือว่าใน Serum ขวดนี้นะครับ เราก็พอจะเดา % ของสารได้ล่ะ หึๆๆๆ มาวิเคราะห์กับหมูเลยดีกว่าครับ เป็น Step ตามนี้ เค้าบอกว่าใส่ ATIP มา 10 % ใช่มะ แปลว่าเหลือที่ให้ Squalane อยู่ 90% มากสุด เจ้า Squalane ใน INCI เขียนนำมาก่อน …

DEEP & TRUE : Intensive Natural Skin Rejuvenating Serum

BioAgriCert ต้องขอเริ่มจากการทำความเข้าใจของตรา BioAgriCert นี้กันก่อนครับ เพราะหลายๆ ท่านจะยังรู้จักแต่เพียงตรา EcoCert (ของทางฝรั่งเศส) ที่เป็นการยืนยันความเป็น Organic ของสารตัวนั้นๆ 1 ตัวครับ ครีมบางอย่างใส่สาร 20 ตัวมี EcoCert เพียง 1 ตัวก็เอามาแปะหน้ากล่อง เพื่อหลอกล่อให้ผู้บริโภคคิดว่าทั้งกล่องนั้นเป็น Organic แล้ว ซึ่งตรงนี้ต้องมาปรับทัศนคติกับพี่ก่อน 555+ BioAgriCert เป็นหน่วยงานจากประเทศอิตาลีที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น 3rd party หรือตัวกลาง ในการช่วยการันตีถึงคุณภาพของความเป็น Organic อีกทั้งยังได้ก่อตั้งมายาวนานมากกว่า 30 ปีแล้วครับ (ตั้งแต่ 2527) ซึ่งเค้าเองก็มีบทบาทสำคัญในยุโรปมาอย่างยาวนานในด้านของการโปรโมทในเรื่องความเป็น Organic จนมาถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้ทาง BioAgriCert นั้นได้ออกสัญลักษณ์เพื่อเป็นการ Confirm ในรูปแบบต่างๆ หลายอย่างมากมายครับ เช่น ยืนยันว่ามีส่วนผสมมาจากธรรมชาติกี่% หรือ ยืนยันว่ามีส่วนผสมมาจากธรรมชาติและยังเป็น Organic อีกด้วย ทั้งนี้ขั้นตอนที่กว่าจะได้ตราเหล่านี้มานั้นก็ต้องมีกระบวนการต่างๆ ซึ่ง 1 ในขั้นตอนก็คือการส่งตัว Product ไปตรวจที่ BioAgriCert ประเทศอิตาลีครับ แล้วก็ยังมีพวกขั้นตอนในการคำนวนสัดส่วนของสารซึ่งก็เป็นเชิงลึกไปจะขอข้ามไปเลยนะครับ หากใครสนใจจะอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่ BioAgriCert ครับ DEEP & TRUE เรามาเข้าสู้ Product กันบ้างครับ อย่างที่หมูเองได้กล่าวไปในตอนต้นในเรื่องของ BioAgriCert ว่ามีตารอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเจ้า DEEP & TRUE : Intensive Natural Skin Rejuvenating Serum นี้ได้ผ่านการตรวจสอบจากทางประเทศอิตาลี และได้รับตรา “NATURAL ORIGIN” STANDARD ที่เป็นยืนยันว่าใน Product นี้มีสารสกัดจากธรรมชาติไม่ต่ำกว่า 95% ครับ (แต่ตัวนี้เค้าได้มาสูงถึง 99.98%!!! เลยทีเดียว) แต่เดี๊ยวก่อนครับ การที่บอกว่ามาจากธรรมชาติแล้วดีนั้น เราคงไม่ลืมที่หมูเคยบอกกันไปแล้วว่าจะมาจากธรรมชาติหรือไม่ มันไม่ได้บอกว่าของนั้นดีหรือไม่ดีครับ ถ้าหมูบอกว่า เราได้นำสกัดสารมาจากกบพิษในป่า Amazon มาผสมอย่างเข้มข้นในครีมตัวนี้ๆ จะยังอยากลองใช้กันต่อไหมครับ? 555+ ดังนั้นเราก็มาพิจารณากันครับว่าเจ้า DEEP & TRUE : Intensive Natural Skin Rejuvenating Serum นี้ใส่สารอะไรมาให้เราบ้าง แล้วมันจะมีโอกาสเป็นพิษกับเราหรือไม่? ราคา 1,300 บาท/30 ml นะครับ งาน Review ชิ้นนี้หมูเองก็ใช้เวลานานในการหาข้อมูล เพราะอยากอ่านค่า Safety Assessment ของสารทุกตัวที่ใส่มา เพื่อจะได้รู้ถึงความปลอดภัยโดยรวมของ Serum ตัวนี้ ซึ่งบอกได้ครับมันมีความอ่อนโยนที่ดีเลย เพราะค่าการระคายเคืองนี้ไม่แสดงผลเลย (Rate 1 = ต่ำสุด) แม้กระทั่งสารจำพวก Glycol ที่ทุก Brand มักจะใช้ Propylene Glycol เป็นตัวช่วยในการกระจายตัวของเนื้อครีมนั้น ทาง Brand ก็ยังเลือกใช้สารที่สกัดจากข้าวโพดที่มีโอกาสการระคายเคืองต่ำลงไปอีกซึ่งก็คือเจ้า Propanediol ครับ (แยกให้ออกระหว่างระคายเคืองกับแพ้นะครับ ระคายเคืองคือตัวสารมันเองก่อให้เกิดการระคายกับทุกผิว แต่แพ้เป็นปัจจัยของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันครับ) ในส่วนของสารสกัดจากธรรมชาติใน Serum นี้จะมีอยู่ 4 ตัวหลักๆ ครับ แต่ละตัวมันมีดียังไง? เราไปดูกันครับ 🙂 สารสกัดหลักตัวแรกนั้นคือสารสกัดที่ได้จากต้นอ่อนของทานตะวัน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วครับว่าพวกต้นอ่อนจะมีสารอาหารมากมายที่ไปช่วยให้การเจริญเติบโตในช่วงแรกเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยมีงานวิจัยรองรับชัดเจนว่าเป็นสารที่ช่วยในเรื่องของ Anti-Aging ได้ โดยจะทำงานโดยการต่อต้านของเสียที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างน้ำตาลและโปรตีนในร่างกาย หรือที่เรียกทางภาษาวิชาการว่า Advanced glycation end products (AGEs) ครับ ทั้งนี้เจ้า AGEs มีผลทำให้ผิวของคนเรามีความเนียนนุ่มน้อยลงนะครับ เพราะมันจะไปเปลี่ยน Ceramide 3 …

Paula’s Choice : RESIST Intensive Wrinkle-Repair Retinol Serum

รีวิวนี้ได้เข้ามาสู่ Product ของป้าซะทีครับ จริงๆแล้วหมูเองก็ใช้ Paula’s Choice มาหลายตัวทั้ง Toner Cleanser และ Serum แต่ช่วงนี้กำลังสนใจ Vitamin A เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาไป Search เจอเรื่องของการรักษาสิวด้วย Vitamin A มาเยอะมากๆ ซึ่งหมูก็ได้เขียนเรื่องความเข้าใจของ Vitamin A ไปแล้วคร่าวๆ ครับ สามารถไปหาอ่านกันได้ในเพจ นะครับ   วันนี้เอา Product ที่ใช้อยู่แล้วของ Paula’s Choice มาให้ได้พิจารณากันครับ เนื่องจากมันมีส่วนผสมของ Vitamin A อยู่ด้วยพอดี เลยจะขอเกริ่นใน สรรพคุณทั่วไปของ Vitamin A นั้นจะมีคร่าวๆ 2 เรื่องหลักๆ คือ ลดเรือนริ้วรอย โดยมีการวิจัยกับผู้สูงวัยอายุเฉลี่ย 87 ปี จำนวน 36 คน (น่าจะรู้นะว่ากลุ่มนี้เอามาเทสเรื่องริ้วรอยได้ชัดเจน) ซึ่งทดสอบโดย Retinol 0.4% ทา 3 ครั้ง/อาทิตย์เป็นเวลา 24 อาทิตย์ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/17515510%5D รักษาสิว อันนี้ได้พูดไปแล้วในส่วนของ Vitamin A จะไม่ขอพูดซ้ำ แต่มีวิจัยที่น่าสนใจมาให้ดูแทนคือเค้ามีการเปรียบเทียบการรักษาสิวของ Vitamin C ที่ชื่อว่า Sodium Ascorbyl Phosphate 5% กับ Vitamin A ในรูปของ Retinol 0.2% และ เอาทั้งสองมารวมกัน ผลปรากฎว่า แบบที่เอาทั้งสองมารวมกันให้ผลการรักษาที่ดีมากกว่าใช้ Vitamin ตัวเดียวโดดๆ ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19134126%5D   เจ้า Paula’s Choice : RESIST Intensive Wrinkle-Repair Retinol Serum ตัวนี้หมูสนใจเพราะจากการสืบหา % ส่วนผสมแล้วพบว่ามันมี Retinol อยู่ที่ 0.1% ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่าน่าจะโอเค เพราะ Vitamin A ควรเริ่มใช้จาก % ที่น้อยๆ ก่อนเพื่อทดสอบการระคายเคืองของตัวเราด้วยครับ อีกปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจซื้อมาคือเนื้อสัมผัสของเจ้าตัวนี้จะเป็น Film เคลือบผิวของเราไว้ครับ ทาแล้วมันๆหน่อยเหมือนมี Oil เคลือบ ส่วนตัวเลยรู้สึกว่าเหมาะแก่การเอามาเคลือบผิวหลัง Mask หน้าก่อนนอนมาก (ทั้งนี้บางท่านอาจจะไม่ชอบอะไรที่ดูมันๆ อันนี้แล้วแต่ความชอบนะครับ) นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมที่หมูชอบนั้นคือ Squalane ที่เป็นองค์ประกอบหลักของ Lipid ในผิวชั้นบนของคนเรา เป็นทั้งตัวให้ความชุ่มชื้น และ Antioxidant ที่ดีครับ ทั้งนี้เจ้าตัวนี้ส่วนมากพบในตับของปลาฉลาม หรือพืชบางชนิด เช่นมะกอก [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22361190%5D           Photo Credit Chamomile : Credit : truthinaging.com Oat : Credit : wikimedia.org Licorice : Credit : 1001teafacts.com อย่างไรก็ตามทาง Brand ก็ไม่ได้ฟาดแต่ Retinol ลงมาโดดๆ แต่ก็ยังมีการใส่สารต้านการระคายเคืองที่เห็นกันบ่อยๆ ครับ นั้นคือ Bisabolol (สารสกัดจากคาโมมายล์) Avena Sativa (Oat) Kernel Oil …

Innisfree : The green tea seed serum

จากการรีวิว Innisfree : Soybean Energy Essence [light] ในกระทู้ที่แล้ว เรายังอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับ Skincare สำหรับสิวอยู่ (คนรีวิวเป็นสิวก็มาทางนี้แหล่ะ 555+) เข้าเรื่องเลยมาดูเจ้าตัวนี้กันต่อครับ Innisfree : The green tea seed serum เจ้าตัวนี้หมูกลับมาใช้ตอนที่ผิวอ่อนแอมากๆ เพราะตอนนี้ผิวบาง ลอกแห้งเพราะยารักษาสิวต่างๆ โดยเฉพาะพวก Vitamin A (ไปลองครีมกันแดด Chemical มา ผิวไหม้เลย เป็นแดงผื่นแสบ อยู่ 3 วัน T.T) แต่จากการใช้เจ้าชาเขียวตัวนี้ ผลที่ได้คือไม่ระคายเคืองเลย ทั้งๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม ประทับใจมาก เพราะครีมที่ใช้อยู่ปกติยังแสบเลย ส่วนในเรื่องของเนื้อสัมผัสนั้น คือทาแล้วจะให้ Feel ไปทางน้ำๆ ไม่มีความเหนอะ ใช้เวลาเกลี่ยไม่นาน ก็ให้ความรู้สึกว่าหน้าชุ่มชื้นขึ้นทันที ส่วนเรื่องคุณสมบัติสารนั้นเจ้าตัวนี้ชูโรงด้วยชาเขียวเป็นหลักเลยครับเค้าอ้างว่าเค้ายัดชาเขียวมาถึง 75.9% เลยทีเดียว หมูเลยไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับชาเขียวมาเพิ่ม และเจอรายงานวิชาการว่าสารสกัดชาเขียวที่ความเข้มข้น 2% ช่วยลดอาการอักเสบของสิวเบื้องต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ (Statistically Significant) และที่ความเข้มข้น 3% ในรูป Emulsion ก็ช่วยลดการผลิตไขมัน (Sebum) ของผิวได้อีกด้วย ส่วนประกอบอื่นๆ ก็เป็นส่วนประกอบที่อัดไปในเรื่องของความชุ่มชื้น แต่มีการใส่กลิ่น citrus จากส้มและเบอกาม๊อต ที่อาจจะระคายผิวได้ ทั้งนี้ส่วนตัวใช้หมดไป 1 ขวดใหญ่แล้ว กำลังขึ้นขวดที่ 2 ครับ และยังไม่เจออาการแพ้ใดๆ (ตรงนี้ต้องไป Test กันเองแต่ละคนผิวต่างกัน แพ้สารต่างกันครับ รวมถึงเรื่องการอุดตันรูขุมขนด้วยนะ) ราคา/ปริมาณ คือ 80ml/1,000บาท + ของแถมอีกมากมายเช่นเคยตาม Style Innisfree สรุปภาพรวม มันก็ถือว่าเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย และส่วนตัวเองก็ใช้ตอนที่หน้าอ่อนแอ ผิวลอกอยู่ก็ไม่มีปัญหาอาการแพ้ใดๆ ได้การดูแลผิวที่เป็นสิว และช่วยลดความหน้ามัน มีสารให้ความชุ่มชื้นและ Antioxidant ในระดับสูง (ก็ตัวชาเขียวนั้นแหล่ะ) ตัดที่มีน้ำหอมบางคนอาจจะแพ้ก็ขอแสดงความเสียใจที่พลาดของดี 555+ ข้อดี ชาเขียวมีคุณสมบัติที่ดีทั้งช่วยลดการอักเสบ และลดการผลิตไขมัน บรรจุภัณฑ์แบบขวดอากาศเข้าน้อยหน่อย ส่วนตัวใช้แล้วไม่แพ้ (ต้องไปลองกันเองนะ) ข้อเสีย มีน้ำหอม ขวดโปร่งแสงนิ๊ดหน่อย อย่าลืมคอยติดตามรีวิวอื่นๆ ได้ที่ Facebook : Livelymoo ครับ https://www.facebook.com/livelymoo รีวิวเชิงละเอียด คนขี้เกียดข้ามไป 1. เนื้อสัมผัส เหมือนน้ำครับ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไปทาง Citrus (ก็แน่ล่ะใส่แต่พวก Citrus มา) สามารถทาผิวได้ง่ายๆ ใช้เวลาในการทาแป้ปเดียวก็ซึมแล้วชุ่มชื้นหน้ามากๆ จะว่าไปเหมือนใช้ Toner ซะมากกว่าซะด้วยซ้ำ    2. สารสกัดชาเขียว Innisfree : The green tea seed serum นี้มีสารสกัดจากชาเขียวถึง 75.9% เลยทีเดียว โดยรีวิวนี้ก็จะเน้นไปที่ชาเขียวเป็นหลักนะครับ ที่ผ่านมาเรามั๊กจะแค่รับรู้ (Perception) ว่าชาเขียวนั้นดีๆ แต่มันดียังไงล่ะถ้าเอามาใส่ใน Skincare ??? ในสารสกัดจากชาเขียวนั้นจะมีเจ้า EGCG (epigallocatechin-3-gallate) เป็นสารตัวหลักๆ ครับ โดย EGCG ถือเป็นโภชนเภสัช (polyphenol) หรือ สารที่มีสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีคุณสมบัติ ลดอาการสิว ลดความมันบนใบหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการระคายเคืองที่เกิดจาก UV และยังถือเป็น Anti-aging อีกด้วยเพราะมันไปช่วยยับยั้งการทำลาย Collagen ครับ ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าเพียงแค่ 2% ก็รักษาสิวที่ไม่รุนแรงได้ครับ และเมื่อใช้ที่ 3% ก็จะช่วยลดปริมาณ Sebum …