All posts filed under: Vitamin

Vitamin B7 (Vitamin H or Biotin)

Credit : wikipedia.org คนมักเรียกตัวนี้ว่า Vitamin H หรือ Vitamin B7 ครับ ตัวมันเองทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาในการสร้าง DNA หรือ RNA จะต้องมี Biotin เสมอ Biotin นั้นสามารถพบได้ใน ตับวัว ไข่แดง นม แป้งถั่วเหลือง เนย ถั่วลิสง บริเวอร์ยีสต์ ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี โรคจากการขาดไบโอติน ได้แก่ ผมร่วง ซึมเศร้า เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรง การเผาผลาญไขมันทำงานไม่สมบูรณ์ เป็นผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณหน้าและตัว อาการขาด ไบโอติน Biotin ที่สังเกตได้ คือผิวหนังแห้งเป็นขุย ทำให้ผมร่วง เส้นผมมีความเปราะบาง และผิวหนังอาจมีผื่นและติดเชื้อราได้ง่าย เรามันจะเห็น Brand ดังๆ ในการใช้เจ้าตัวนี้ใส่ลงอยู่ใน Hair Care Product ที่เคลมเรื่องการงอกยาวของเส้นผมนะครับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ช่วยให้ผมเรางอกเยอะขึ้น แต่จะเป็นการ Maintain ไม่ให้ผมร่วงไปก่อนครับ [Source :http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3509882/%5D แต่จากการหาข้อมูลมายังไม่เจอผลการ Test จากการทานะครับ เจอแต่เรื่องกินอย่างเดียว ซึ่งส่งผลให้ผิวเราสวยขึ้นมากๆ จริงๆ ครับ (ไปหา Bioten มากินดีกั่ว…)   Credit Picture : momypedia.com Advertisements

Vitamin C (2)

ต่อจาก Vitamin C (1) ครับ เรามาดูกันต่อว่ามี Derivative ตัวไหนที่มีความน่าสนใจกันอีกบ้าง 5. Ascorbyl Glucoside (AA-2G) เป็น Vitamin C ที่เกิดจากการรวมกันของ L-Ascorbic Acid และ Glucose ซึ่งเมื่อแตกตัวออกมาก็จะกลายเป็น Ascorbic Acid (AA) แล้วก็จะมี Function การทำงานเหมือน AA เช่นเป็น Antioxidant กระตุ้นการสร้าง Collagen และยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานิน AA-2G มีความเสถียรมากกว่า AA จากผลการศึกษาของ Hayashibara International (เจ้าของลิขสิทธิ์ของสารตัวนี้) พบว่ามันมีความเสถียรไม่ว่าจะเจอต่อความร้อน แสง หรือการทำปฎิกิริยากับ Oxygen และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามันยังสามารถดูดซึมได้ยาวนานมากขึ้นด้วย มีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์ มีการศึกษานำ AA-2G ใช้ร่วมกับ Malic Acid และการทาครีมกันแดดเป็นระยะเวลากว่าเกือบ 2 ปี (นานไปมะ) บอกว่า AA-2G สามารถช่วยลดฝ้าได้อย่างเห็นได้ชัด (ตรงนี้มองว่าการทากันแดดระยะเวลา 2 ปีอย่างเดียวก็ช่วยได้เยอะแล้วล่ะ) สรุป มีความเสถียรมากกว่า AA สามารถผสมกับน้ำได้ สามารถดูดซึมลงผิวได้ (In Vitro) ลดเม็ดสี (In Vitro) กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro) มีผลการศึกษาว่าช่วยป้องกัน UV แต่ไม่เท่า SAP (In Vivo) Sources : Ultrasound enhanced skin-lightening effect of vitamin C and niacinamide. Successful short-term and long-term treatment of melasma and postinflammatory hyperpigmentation using vitamin C with a full-face iontophoresis mask and a mandelic/malic acid skin care regimen.   6. 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (EAC) เจ้าตัวนี้ Shiseido เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาครับ พอหมดสิทธิบัตร คนก็หันมาให้ความสนใจกันเยอะมากๆ (Lancôme และ Kiehl’s ก็เอามาใช้) เพราะว่ามีคำเคลมออกมาเยอะเรื่องที่ว่ามันมีความเสถียรสูง ให้ผลเหมือนกับ AA ได้ ซึ่งเจ้า Vitamin C ตัวนี้เกิดจากการที่เอา Ethyl เชื่อมกับ AA นะครับทำให้มีทั้งขั้วที่ชอบน้ำและไม่ชอบน้ำ และส่งผลให้มันนำพาเข้าลงสู่ผิวได้ดี (การทำงานเหมือนพวก Liposome) ตัวนี้เท่าที่อ่านมาจะมีการจำกัดปริมาณการใช้ไม่เกิน 3% นะครับ (เกาหลีให้แค่ 2%) สรุป ยังไม่เจอ Research เรื่องความเสถียรใน Pubmed /  แต่ไปเจอผลการวิจัยบอกว่ามันเสถียรครับ ถ้ากดเข้าไปดูรูปตาม Link ก็จะเห็นว่ามันเปลี่ยนสีน้อยมาก สามารถดูดซึมลงผิวได้ดีกว่า AA-2G (Ex vivo animal testing) ลดเม็ดสี (Human …

Vitamin C (1)

Vitamin C ในส่วนของ Vitamin C นั้น ก็ต้องขอบอกว่าหมูเองก็เป็นแฟนตัวยงมากๆ จริงๆ แล้ว Vitamin C เป็นอะไรที่ราคาไม่ได้แพงมาก และช่วยให้เราผิวขาวใสขึ้นได้จริงๆ ครับ จากเมื่อก่อนที่หมูเองไม่มีความรู้ในเรื่องของสารประกอบเอง เรามักจะได้ยินการนำ Vitamin C ผง มาผสมกับ Serum หรือ Cream ต่างๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนยี่ห้อที่ดังมากๆ ก็ไม่พ้น Philosophy (ปัจจุบันคงเลิกขายไปแล้วมั๊ง) แต่สมัยนี้เค้าก็จะไปนิยม Magnesium Ascorbyl Phosphate (MAP) Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP) หรือ ตัวที่ฮิตมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพราะว่าผิวสามารถนำไปใช้งานได้ทันทีมีความเสถียรสูงอย่างเช่น 3-O-Ethyl Ascorbate (EAC)   โดยทั่วไปแล้วในแง่ของการใช้งานก็ต้องขอบอกว่า Vitamin C เองก็มีข้อเสียคือมันทำให้หมอนของเราเหลืองครับ เกิดจากการที่เวลาที่มัน Oxidize หรือเริ่มเสื่อมลง (ไม่เสถียร) สีของมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาล ประสิทธิภาพก็จะลดลงตามไปด้วยนั้นล่ะครับ หลายคนมั๊กจะมีคำถามว่าจำเป็นไหมที่ Vitamin C จะเสถียรที่ PH ต่ำๆ เท่านั้น หรือเราควรใช้ Vitamin C รูปแบบไหนที่จะได้ผลมากที่สุด ตรงนี้ก็ต้องขอบอกว่า Vitamin C ไม่ได้จำเป็นจะต้องอยู่ในรูปของกรดเท่านั้น อยู่เป็นแบบด่างก็ได้ (Alkaline) เช่นพวก Mineral Ascorbates อย่าง Sodium Ascorbate, Calcium Ascorbate, Magnesium Ascorbate, Potassium Ascorbate เป็นต้น 1. Ascorbic Acid (AA) ตัวนี้คือ Vitamin C พื้นฐานตั้งต้นตัวแรกสุดครับ ถ้าไม่นับเรื่องความเสถียรต่ำ คุณสมบัติของมันก็ถือได้ว่าดีที่สุดแล้วล่ะ เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วในการทดสอบกับคน (Human in vivo) พบว่าแทรกซึมเข้าสู่ผิวไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ต่างๆ ได้ ปกป้องผิวจาก UV ลดปริมาณเม็ดสี เป็น Antioxidant และ เพิ่มปริมาณ Collagen ในชั้นผิวของเราได้ ข้อแม้คือมันจะมีความเสถียรที่ค่า PH 3.5 และต้องอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีน้ำเลย (Anhydrous Systems) ดังนั้นการใช้งานของเจ้าตัวนี้จึงมีข้อจำกัดสูง ส่งผลให้มีการคิดค้นหา Vitamin C Derivative ในรูปแบบอื่นๆ ตามมาทั้งแบบที่ละลายในน้ำมัน หรือแบบที่ไม่ต้องใช้ความเป็นกรดในการคงความเสถียร ทีนี้หลายๆ ท่านก็อาจจะเคยได้ยินคำว่า L-Ascorbic Acid และ D-Ascorbic Acid ซึ่งก็จะมาบอกว่าทั้ง 2 ตัวนี้ก็เป็น AA นั้นล่ะครับ เพราะ AA จะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ แบบ L และ D ครับ ต่างกันที่การจัดเรียงโมเลกุล โดยแบบ D จะมาจากการสังเคราะห์นะครับ ไม่สามารถเจอได้ในธรรมชาติ อย่างในผักผลไม้ต่างๆ ครับ (จากการนั่งอ่านข้อมูลโดยทั่วไปก็จะมีการ Recommend ให้ใช้แบบ L จะดีกว่าครับ) มีงานวิจัยว่าการใช้งาน AA และ MAP (Vitamin C อีกรูปแบบอธิบายด้านล่าง) เพียง 2% ก็ทำให้ผิวหนังเราเสริมสร้างขึ้นมาได้แล้วครับ ทดสอบโดยความหนาของชั้น Epidermal ครับ สรุป เสถียรที่ PH 3.5 ความเสถียรน้อย ต้องอาศัย PH และส่วนผสมต้องไม่มีน้ำ …

Vitamin A (2)

บทที่แล้วเป็นการเปิดประตูสู่โลก Vitamin A ไปครับ ทีนี้เรามาจ้องเจ้า Vitamin A แบบ Close Up กันมากขึ้นอีก จริงแล้ว Vitamin A นั้นมีหลาย Form เลยครับ หมูเลยนำมาเรียงประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ของ Vitamin A ตามลำดับด้านล่าง เรียงจากอ่อนสุด (1) ไปหาแรงสุด (7) ดังนี้นะครับ Retinyl palmitate Retinol Retinaldehyde (Retinal, Vitamin A aldehyde) ในบทนี้หมูจะใช้คำว่า Retinal นะครับ Adapalene Tretinoin Tazarotene Isotretinoin จะเห็นว่าในบทที่แล้วมีการเอ่ยถึงการเปรียบเทียบ Adapalene ที่ 0.1% กับ Tretinoin ที่ 0.025% แล้วให้ผลที่เท่ากัน ซึ่งก็สอดคล้องกับด้านบนครับ เพราะเราจะต้องใช้ Adapalene ที่อ่อนกว่าในปริมาณที่มากกว่าถึงจะได้ผลที่เทียบเท่า Tretinoin ครับ จากด้านบนมีเพียงเบอร์ 1 – 3 เท่านั้นที่สามารถใส่อยู่ใน Skincare Product ตาม Counter Brand ครับ ส่วน 4 – 7 นั้น เราต้องซื้อตามร้านขายยา เหมือนที่เราซื้อ Retin A และ Differin กับเภสัชกรนั้นล่ะครับ รูปนี้จะช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเบอร์ 1 ด้านบนถึงมีประสิทธิภาพอ่อนสุด นั้นเป็นเพราะว่าผิวของเรานั้นจะสามารถนำ Vitamin A ไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อมันอยู่ใน Form ของ Retinoic Acid เท่านั้น ส่วนเจ้า Retinyl palmitate ที่อ่อนสุดนั้น มันจะต้องเปลี่ยน Form เป็น Retinol และ Retinal และสุดท้ายเป็น Retinoic Acid ตามลำดับเสียก่อน ถึงจะสามารถนำไปใช้งานได้ ในส่วนของการเปลี่ยน Form ของ Vitamin A ในแต่ละสภานะนั้นเป็นไปตามนี้ครับ Retinyl palmitate <=> Retinol <=> Retinaldehyde => Retinoic acid ซึ่งใน Step ของการเปลี่ยนไปเป็น Retinoic Acid นั้น จะไม่สามารถกลับมาเป็น Retinal ได้แล้วครับ (จิงๆ มันมีรูปกลไกของ Vitamin A ในร่ายกายคนเราที่ซับซ้อนมาก ตั้งแต่รับสารแคโรทีนมา จนเปลี่ยน Form ด้วยกระบวนการต่างๆ ไปใช้งานในร่างกาย รวมไปถึงการนำ Retinyl Ester ไปเก็บสะสมในตับเพื่อที่ร่างกายจะสามารถนำมาใช้ได้อีก แต่ขอข้ามครับ เยอะเกิน) จากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ เวลาเราเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็น Skin Care เราก็มักจะเห็น Vitamin A ที่อยู่ในรูปของ Retinyl palmitate และ Retinol ซะส่วนใหญ่ครับ ส่วน Retinal นั้น ตัวมันเองไม่ค่อยมีความเสถียรเท่าไหร่ แต่ละ Lab ที่เป็นผู้ผลิตสารขาย (Supplier) ก็จะพยามคิดค้นวิธีที่จะสกัด Retinal ออกมาให้มีความเสถียรมากที่สุด ซึ่งก็จะมีกระบวนการมากมายในการสกัดตามแต่วิธีของแต่ละ Lab กันไป ราคาก็จะแพงครับเจ้า Retinal นี้ Sources …

Vitamin A (1)

Vitamin A นั้นส่วนใหญ่คนที่รู้จักดีจะเป็นกลุ่มของผู้ที่กำลังรักษาสิวอยู่ครับ เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะคุ้นชินกับ Product ที่ชื่อว่า Retin A ที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.025% 0.05% และ 0.1% ให้เลือกใช้ แล้วแต่ความสามารถในการทนต่อการระคายเคืองของมันได้ ทั้งนี้เมื่อพูดถึง Vitamin A เรามักจะนึกถึงประสิทธิภาพ 2 เรื่องหลักๆ ของมันคือ 1. รักษาสิวโดยการเข้าไปช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันบนใบหน้า และมีประสิทธิภาพในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว (Exfoliate) ส่งผลให้การอุดตันบนผิวลดลง สิวจึงเกิดได้ยากขึ้น 2. ช่วยลดเลือนริ้วรอย เนื่องจากว่ามันจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของ Fibroblast เพื่อสร้าง Collagen และ Elastin ทำให้ริ้วรอยต่างๆ ตื้นขึ้น สารที่อยู่ใน Retin A นั้นเป็นกลุ่ม Retinoid ที่มีชื่อว่า Tretinoid ครับ ซึ่งเจ้าตัวนี้ต้องใช้ Alcohol มาทำละลายเพื่อการใช้งาน ทั้งนี้หากใครที่แพ้ Alcohol ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ Differin แทนได้ เพราะว่ามันก็เป็นสารในกลุ่ม Retinoid เช่นกัน ให้ผลไปในทางเดียวกัน ซึ่งมีชื่อว่า Adapalene และเนื่องจากว่าเจ้า Adapalene นั้นไม่ต้องใช้ Alcohol ในการทำละลาย มันจึงอ่อนโยนมากกว่าเจ้า Retin A ครับ มีการศึกษาในคน 900 คน นะครับว่า Adapalene 0.1% ให้ผลการรักษาสิวเทียบเท่า Tretinoid 0.025% แต่มีข้อดีตรงที่มันระคายเคืองน้อยว่า และนอกจากนี้ก็ยังมีการศึกษาถึงสาร 2 ตัวนี้กันอีกมากมายเลยครับ ซึ่งผลการวิจัยก็ออกมาเป็นในแนวทางเดียวกันเลย ที่นี้ถ้าอ่านลงไปลึกๆ จะพบว่ามีการเปรียบเทียบยา Benzoyl peroxide (BP) 4% ทา 2 ครั้ง/วัน กับ Adapalene 0.1% ทา 1 ครั้ง/วัน พบว่า BP สามารถรักษาสิวได้ดีกว่า และมีการระคายเคืองน้อยกว่า และยังมีอีกวิจัยที่บอกว่าการใช้ BP 5% ร่วมกับ Adapalene 0.1% นั้นมีความปลอดภัยครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2374937/%5D ปล.1 เราจะรู้จักเจ้า Benzoyl peroxide ในนามของ Benzac AC ครับ ปล.2 เจ้า Adapalene นั้นจะเข้าไปช่วยให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิว (Exfoliate) ซึ่งเป็นการลดอาการอุดตันของผิว แต่การใช้ในช่วงแรกๆ สิวที่อยู่ข้างใต้ก็จะผุดขึ้นมามากมายนะครับ ต้องอดทนซัก 3 – 4 อาทิตย์ ให้สิวผุดขึ้นมาให้หมดก่อน อ่านต่อ Vitamin A (2)

Vitamin B3 (Niacinamide)

เจ้า Vitamin B3 นี้เป็นเหมือนวิตามินครอบจักรวาลจริงๆ ครับ มีชื่อเรียกอีก 2-3 ชื่อครับ คือ Niacinamide, Nicotinamide และ nicotinic amide ซึ่งเรามักจะเห็นว่ามีการนำมาใส่ในเครื่องสำอางค์กันเยอะมากๆ ครับ เอะอะก็โยนลงไป เพราะว่ามันเองมีความปลอดภัยสูงครับ ลักษณะของมันจะเป็นผงสีขาว สามารถละลายน้ำได้ เรามาดูงานวิจัยของ Vitmin B3 กันบ้างว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างครับ 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย 2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7657446] 3. มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16766489%5D 4. Dose ในการใช้ Vitamin B3 Max Dose โดยไม่รู้สึกระคายเคืองผิวมี Limit อยู่ที่ 10% ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16596767] 5. นอกจากนี้ B3 ยังเป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง (Source : http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/niacinamide) อย่าลืมไปติดตามสาระอื่นๆ ได้ที่ Fabebook : livelymoo กันนะครับ ขอบคุณครับ