All posts filed under: Sunscreen Tips

Sunscreen Tips 8 : Visible Light?

Sunscreen Tipsจาก Tips ที่แล้ว ที่เราได้พูดไปเล็กน้อยถึง Visible Light (VL) ที่มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 400 – 700 นาโนเมตรไป ทีนี้เรามาดูกันครับว่านอกจาก UV ต่างๆ แล้ว VL เองเนี๊ยสามารถทำให้ผิวเราคล้ำขึ้นได้หรือไม่ จากการหาข้อมูลใน Pubmed ก็ไปเจอว่า Visible Light ก็ทำให้เราคล้ำขึ้นได้ด้วยนะครับ!!! มาดูงานวิจัยกันเลย ตามนี้ครับ 1. งานวิจัยกับคนทดลอง 20 คนพบว่า VL ทำให้ผิวเราคล้ำได้มากกว่าแถมยังดำนานมากกว่า UVA-I ซะอีก [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20410914] 2. มีการวิจัยเอาผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้า (Melasma) จำนวน 68 คน มารักษาด้วย Hydroquinone 4% แล้วสุ่มเลือกผู้รับการรักษาออกเป็นสองกลุ่ม ทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดจากครีมกันแดดสองแบบ คือแบบที่กันแต่ UV (UV-only) และแบบที่กันทั้ง UV และ VL (UV-VL) (โดยใช้ Iron Oxide เป็นตัวสะท้อน VL) ทดลองอยู่ 8 อาทิตย์พบว่ากลุ่มที่ใช้ครีมกันแดด UV-VL ให้ผลการรักษาฝ้าได้ดีกว่า (จากกลุ่มทดลอง 61 คน… ไม่รู้ว่า 7 คนหายไปไหนระหว่างทาง) โดยมีผลการตรวจสอบ 3 อย่าง ทั้งในเรื่องของ ฝ้า สีผิว และเมลานิน ดังนี้ ดีกว่า UV-Only 15% : Melasma Activity and Severity Index (MASI) ดีกว่า UV-Only 28% Colorimetry (L*) ดีกว่า UV-Only 4% Histological analysis of melanin [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24313385] จากข้อมูลข้างต้นก็พอจะสรุปได้ว่า VL นั้นก็ทำร้ายผิวเช่นกันนะครับ ส่วน VL ที่มาจากหลอดไฟจะเป็นอย่างไรนั้นมาติดตามกันใน Tips หน้านะครับ ติดตามข้อมูลต่างๆ เพิ่มได้ที่ Facebook : livelymoo ครับ   Advertisements

Sunscreen Tips 7 : Micronized or Nanoparticle

  จาก Sunscreen Tips 1 ที่เราไปศึกษาเรื่องคลื่น UVA UVB และ UVC นั้น จริงๆ แล้วคลื่นแสงมีอีกมากมายครับ ดูจากด้านบนก็จะเข้าใจว่าเรามีชื่อเรียกคลื่นต่างๆ แบ่งแยกตามความยาวคลื่นออกไป ที่นี้ในเรื่องของ Physical Sunscreen ที่เคยบอกมาตลอดว่ามันทำหน้าที่สะท้อนแสงนั้น โดยทั่วไปแล้วหลังทาเสร็จหน้าจะดูวอกครับ นั้นเป็นเพราะว่ามันไม่ได้สะท้อนเพียงแต่ UVA UVB แต่รวมไปถึง Visible Light ด้วย ดังนั้นมันจึงสะท้อนทุกสีรวมกันออกมาเป็นสีขาวอย่างที่ตาเรามองเห็น หรือภาษาฝรั่งเค้าใช้คำว่า ghostly pale (หน้าผี 555+ ล้อเล่นๆ คือมันจะซีดขาววอกน่ะครับ) แต่จะให้ใช้ Chemical Sunscreen บางทีมันก็มีโอกาสการระคายเคืองเหมือนกัน ทางผู้ผลิตจึงวกกลับมาหา Physical Sunscreen ที่มีความปลอดภัยมากกว่า โดยตั้งโจทย์ว่า จะทำยังไงดีที่จะลดอาการหน้าวอก แล้วก็ค้นพบว่าการทำให้อนุภาคของ Physical Sunscreen เหล่านี้เล็กลงมันช่วยได้ เลยมีศัพท์ของคำว่า “micronization” “nanosized” และ “nanoparticles” เกิดขึ้นมานำหน้าชื่อ Titanium Dioxide กับ Zinc Oxide ครับ ดูจากภาพด้านล้างครับเป็นทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสม 6% ของ Titanium ที่ 2 ลบ.ซม. ต่อพื้นที่ 1 ตร.ซม. จะเห็นว่าด้านซ้ายนั้นจะโปร่งแสงมากกว่าเพราะใช้ Micronized Titanium Dioxide ส่วนด้านขวาใช้ Titanium Dioxide ทั่วไปครับ   ในเรื่องของ Safety นั้นก็ให้มาดูกันที่ขนาดครับ ยิ่งเล็กยิ่งอันตราย เพระาถ้าเล็กกว่า 70 นาโนเมตรมันจะสามารถเข้าปอดของคนเราได้ และถ้าเล็กกว่า 50 นาโนเมตรมันจะสามารถซึมผ่านผิวหนังของเราไปได้ครับ ทั้งนี้ก็ยังมีการศึกษาถึงความปลอดภัยในการใช้ Titanium dioxide Microparticles จากความสามารถในการแทรกซึมเข้าชั้นผิวหนังของเรา แต่ก็พบในปริมาณที่ต่ำกว่า 1% บริเวณต่อมเหงื่อเท่านั้น และไม่พบการซึ่มลงเข้าชั้นผิวหนังครับ   ปล. 10,000,000 นาโนเมตร = 1 ซม. Micronization คือกระบวนการลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของอนุภาคสาร Nano-sized จริงๆ แล้วเป็นการวัดขนาดด้วยหน่วยนาโนครับ ดังนั้นวัตถุดิบที่ระบุขนาดด้วยหน่วยนาโน ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเล็กเป็นขนาดนาโนเสมอไป เพราะเราจะเรียกอนุภาคว่าเป็นระดับนาโนก็ต่อเมื่อขนาดเส้นผ่านศุนย์กลางของมันเล็กกว่า 100 นาโนเมตรลงไป (ตรงนี้ถ้าใครบอกว่าขนาดของสารเค้าอยู่ที่ 500 นาโนเมตร ก็แสดงว่ามันไม่ได้อยู่ในกลุ่มนาโนนะครับ แค่วัดด้วยหน่วยนาโนเมตรเฉยๆ จ้า)   Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3482794/#ref2 http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10461093/  

Sunscreen Tips 6 : Protect not protect 2

สวัสดีครับ สื่บเนื่องจากกระทู้เรื่องความน่าเชื่อถือของ SPF คราวก่อน มีท่านผู้อ่านบางท่านถามเข้ามาถึงเรื่อง UVA กันต่อครับ เลยจะมาเขียนอธิบายเพิ่มเติมให้ฟังกันต่อ สรุปจากคราวก่อนที่ว่าการจด อย. ที่มีค่า SPF 1- 50 นั้น อย. จะยังไม่ได้ขอใบตรวจจาก Lab ถึงประสิทธิภาพเว้นแต่จะเคลมว่า SPF เกิน 50 (เคลมได้เพียง 50+) ส่วนที่เห็นเคลมกัน 60 อยู่อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าทำกันได้ยังไงนะครับ สิ่งที่แนะนำให้ทำคือไปเชคจาก Website อย. กันเลยว่าในชื่อสินค้านั้นๆ มีคำว่า SPF 60 ไหม แต่ถ้าใครกลัวถึงประสิทธิภาพอยู่อีกทางออกง่ายๆ ไปใช้กันแดดสัญชาจิอเมริกาไม่ก็ญี่ปุ่นเอาครับ รวมถึงของฝรั่งเศสอย่าง La roche ก็ถือว่าคุณภาพดี มีเนื้อหลากหลายตามสภาพผิวเลยทีเดียว เข้าเรื่องค่า PA ดีกว่าครับ หลายคนยังสงสัยอยู่ว่า SPF ของ Product ในไทยที่อ้างว่า 50 ดูไม่น่าไว้วางใจแล้ว แล้วค่า PA ที่เอาไว้ป้องกัน UVA ที่ทะลุแม้กระทั่วตัวตึกมาหาเราได้ล่ะ?? ผมก็เลยไปสอบถามวงในมาให้อีก (คนใน อย. เองเลย) สรุปคือการจด อย. แล้วจะไปเคลมว่าได้ PA+++ นั้นเค้าไม่ขอใบตรวจนะครับ ยกเว้นจะขอ PA++++ ครับ จบตรงนี้ก็อึ๊งไปซักพักได้… แล้วเราในฐานะผู้บริโภคจะทำยังไงกันดีล่ะ >> ก็ไม่เห็นจะยากเลยนิ… เพื่อความสบายใจในมุมผู้บริโภคก็อยากจะแนะนำดังนี้ครับ 1. เลือกใช้สินค้าที่ผู้ผลิตสามารถแสดงผลยืนยันให้เราได้นะครับ Credibility สำคัญมากๆ หรือถ้าไม่มั่นใจให้ไปใช้ของเมืองนอกที่ FDA แข็งแรงๆ เลยครับเช่น อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส มีมากมายครับ 2. จริงๆ แล้วผู้เขียนเคยแนะนำให้ใช้ SPF 30 และ PA+++ ก็พอแล้ว (สำหรับครีมที่ได้ค่าตามนั้นจริงๆนะ) แต่พอมีปัจจัยเรื่อง อย พวกนี้เข้ามา ก็จะบอกว่าสำหรับสินค้าที่ผลิตในไทยถ้าเราไม่เชื่อใจก็ใช้ของที่เค้าเป็น SPF50+ PA++++ เท่านั้นครับ (เชคจากเวบ อย ง่ายๆ ได้ตามนี้คับhttp://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/cosmetic/CSerch.asp?id=cos) ในคราวหน้าจะมาสอนการอ่านค่า PA / PPD / Rating Star ซึ่งเป็นค่าที่เอาไว้ใช้อธิบายความสามารถในการป้องกัน UVA นะครับ เนื่องจากการป้องกัน UVA ยังไม่มีหน่วยที่เป็นมาตรฐานสากลของโลกเหมือน SPF ครับ ติดตามเรื่องราวอื่นได้ที่ Facebook ครับ Livelymoo

Sun Screen Tips 5 : UVA Protection Measurement

แล้วเราจะป้องกัน UVA สาเหตุของคำว่า Photo-aging (เหี่ยวเพราะแสง) ยังไงดี??? อย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้าครับว่าป้องกัน UVA ให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า PA +++ (3บวก) ขึ้นไป ครับง่ายๆเลย ทีนี้เวลาเจอยี่ห้ออื่นมาเขียนว่า PPD หรือไม่ก็เป็นตรารูปดาวมี 3 ดาวบ้าง 4 ดาวบ้าง มันต่างกันยังไง? และค่า PA มันแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ได้ไหม? เรามาหาคำตอบกันครับ ในส่วนของ UVA นั้นมีมาตรวัดหลายรูปแบบครับ (เพราะยังไม่มี Measurement ที่เป็นสากลเหมือน SPF ที่เอาไว้วัดความสามารถในการป้องกัน UVB) แต่ที่เห็นหลักๆ ก็จะมี 3 รูปแบบ คือ 1. PPD (Persistent Pigment Darkening) เป็นหน่วยที่ใช้กันในยุโรปครับ เป็นตัวที่อ่านได้ง่ายสุดเพราะวิธีการอ่านค่า PPD นั้นจะเหมือนการอ่านค่า SPF เลยเช่น PPD 30 แปลว่าครีมตัวนี้สามารถป้องกัน UVA ได้ 30 เท่าเมื่อเทียบกับผิวที่ไม่ได้ทาครีมอะไรเลย ง่ายมะ 2. PA (Protection UVA) ป็นหน่วยที่ใช้ทางประเทศญี่ปุ่น Set ขึ้นมา การอ่านค่าให้อิงจาก PPD ด้านบน โดยมีตารางเทียบดังนี้ครับ PA+ = PPD 2-4 PA++ = PPD 4-8 PA+++ = PPD 8-16 PA++++ = PPD 16 ขึ้นไป 3. UVA Stars Rating เป็นอีกวิธีในการวัด ซึ่งจะไม่ได้วัดเป็นจำนวนเท่าเหมือน PPD และ PA ด้านบนนะครับ มันเป็นวิธีที่นักเคมีของบริษัท Boots ในประเทศอังกฤษตั้งขึ้นมาเอง โดยเค้าจะวัดจากอัตราส่วนระหว่างความสามารถในการป้องกันของ UVA ต่อ UVB แล้วแปลงค่าออกมาจำนวนดาวตั้งแต่ 1 ดาว ถึง 5 ดาว ครับ รายละเอียดการเทียบอัตราส่วนและจำนวนดาวตามนี้ครับ มาตรวัดของ UVA นั้นกว่าจะมาเป็นทุกวันนี้ได้นั้น มีพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่อดีต เช่นของ Boots นั้นเดิมทีก็ไม่ได้ใช้ UVA Stars Rating ครับ เค้าใช้ค่าของสัดส่วน UVA/UVB ตรงๆ เลย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ให้มีความน่ามองและดูเข้าใจง่ายมากขึ้น (ส่วนตัวมองว่าใช้ความซับซ้อนในการทำความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก Step ซะมากกว่า ได้ที่ตราสัญลักษณ์มันดูดีเท่านั้นล่ะ) ถ้าหากท่านใดสนใจอ่านในรายละเอียดมากขึ้นผมเจอบทความของทาง BASF ที่เขียนออกมาได้ละเอียดและดีมากๆ ตาม Link นี้เลยครับ http://www.skin-care-forum.basf.com/en/articles/home/the-evolution-of-uva-protection/2013/09/04?id=5cb3fae5-1a42-49c7-96df-66d08d2465c0&mode=Detail สุดท้ายนี้อย่าลืมไปตาม Update เรื่องอื่นๆ กันใน Facebook กันนะครับ Livemoo ครับ  

Sunscreen Tips 2 : UVA/UBV Awareness

สวัสดีครับ คราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่องค่า UVB ไปแล้วส่วนหนึ่งในเรื่องของค่า SPF (ค่า SPF หรือ Sun Protection Factor เอาไว้ดูความสามารถในการป้องกันรังสี UVB) คราวนี้เรามาเจาะกันเรื่อง UVA กันบ้างครับ จุดนี้ใครยังไม่ได้ปูพื้นเรื่อง UV ต่างๆ รบกวนกลับไปอ่าน Sunscreen Tips 3 ก่อนมาอ่าน Post นี้นะครับ เดี๊ยวลงไปลึกแล้วจะตามไม่ทัน (พูดเหมือน Tutor เลยวุ๊) เริ่มมาเราก็ขู่กันก่อนเลย เห็นรูปนี้ไหมครับ ท่านนี้คือคุณลุง Bill McElligott อายุ 69 ปี หน้าด้านขวาของคุณลุงดูแก่กว่าหน้าด้านซ้ายถึง 20 ปี เพราะอะไร??? คุณลุง Bill ทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกครับ (Truck Driver) เช้ามาขับไปส่งของหน้าของคุณลุงก็โดนแดดที่ส่องเข้ามาจากข้างซ้ายของคุณลุง พอตกเย็นขับกลับพระอาทิตย์ย้ายมาอีกฝั่ง กลายเป็นหน้าคุณลุงโดนแดดอยู่ฝั่งเดียวอยู่เป็นเวลา 28 ปี (เผื่อมีพวกเกรียนมาบอกว่าพี่หมูเทพ Photoshop ก็ขอบอกว่าภาพนี้มาจาก The New England Journal of Medicine ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือครับ) ดังนั้น… วันนี้เราจะมาเจาะลึกในเรื่องของ UVA เพิ่มเติมให้อีกหน่อยครับ (กลับไปดูหน้าลุง…) อ้างจากคราวที่แล้วที่ได้พูดถึง UVA-II (Short UVA) แล้วก็ UVA – I (Long UVA) ในจุดนี้ถามว่าตัวไหนน่ากลัวว่ากัน ก็ต้องบอกว่า UVA ทั้งสองน่ากลัวอยู่แล้วครับ แต่ที่หนักสุดคือ UVA-I (Long UVA) นี้ล่ะครับ เพราะว่าความสามารถในการทะลุทะลวงเข้าไปผิวชั้นลึกนี้สูงมาก! (กลับไปดูหน้าลุงอีกที -.- / รักลุงนะ… ขอบคุณที่ลุงสละ Privacy มาเป็น Study Case ให้กับชาวโลกด้วยครับ กราบ…) UVA นั้นยิ่งเข้าไปลึกยิ่งกินบริเวณพื้นที่ที่ UV เข้าไปทำร้าย DNA ของเซลล์ผิวชั้นลึกๆ ส่งผลให้การผลัดเซลล์ผิว การสร้างคอลลาเจน เซลล์ไฟโบบลาสต์อะไรต่างๆ ถูกทำร้ายไป พอผิวชั้นในสร้างเซลล์ที่ไม่สมบูรณ์ออกมา คอลลาเจนไม่มี ก็จึงเป็นสาเหตุที่ส่งผลให้ผิวหนังเราเหี่ยวลงได้ครับ Tips หน้าเรามาดูเรื่องการปกป้องผิวหน้าจาก UVA กันต่อครับ อย่าลืมไปตามใน FB กันนะครับ livelymoo ครับ  

Sunscreen Tips 1 : What is UVA&UVB?

หลายๆ คนคนส่งสัยว่ามันต่างกันยังไงระหว่าง UVA และ UVB ผมมีสูตรจำกันแบบลูกทุ่งๆ มาให้ก่อนไปลงลึกในรายละเอียดเชิงวิชาการนะครับ จำง่ายๆแบบนี้ครับ UVA ทำให้เหี่ยว / UVB ทำให้ดำ ไม่อยากเหี่ยวใช้ PA +++ ขึ้นไป / อยากกันดำใช้ SPF 30 ขึ้นไป จบแร้ว! ง่ายมั๊ยครับ ทีนี้เรามาดูในเชิงวิชาการกันบ้าง มาดูที่รูปกันก่อนครับ (ส่วนตัวชอบรูปนี้ อธิบายดีมากเลย) credit : http://www.skinrepair.uk.com/uv-exposure/ จะเห็นว่ากลุ่มรังสี UV นั้นจะมีทั้งหมด 3 รูปแบบครับ คือ UVC, UVB และ UVA UVC มีความยาวคลื่นที่ 200 – 290 นาโนเมตร เจ้าตัวนี้จะถูกชั้นบรรยากาศกรองออกไปหมดก่อนมาถึงตัวเราที่เดินอยู่บนพื้นดินครับ ดังนั้นไม่ต้องกังวลเท่าไหร่นัก (นอกเรื่องแฟร้บ ผมเคยจ้างบริษัทที่เค้ารับดูดไรฝุ่นที่นอนครับ เค้าก็หยิบไม้อันนึงขึ้นมา แล้วบอกว่าจะทำการฆ่าเชื้อโรคให้ก่อนดูดฝุ่น ซึ่งไอ่แท่งพิสดารนี้เป็นแท่งฉายรังสี UVC ครับ เค้าบอกว่าถ้าผิวเราโดนไป ไหม้แน่ๆ ครับ เดชะบุญมันลงมาไม่ถึงเรา 555+) UVB มีความยาวคลื่นที่ 290 – 320 นาโนเมตร ซึ่งชั้นบรรยากาศจะสามารถกรองรังสี UVB ออกไปได้เยอะประมาณ 90% แล้วครับ แต่ก็ยังมีบางส่วนหลุดรอดลงมาถึงผิวหนังเรา ซึ่งก็จะลงไปไม่ลึกมาก แต่ก็ลึกพอที่จะกระตุ้นการทำงานของผิวให้มีการผลิตเมลานินเพิ่มขึ้นมาได้ครับ UVA แบ่งย่อยเป็นอีก 2 ช่วงครับ คือ UVA-II (Short UVA) ความยาวคลื่น 320 – 340 นาโนเมตร แล้วก็ UVA – I (Long UVA) ความยาวคลื่น 340 – 400 นาโนเมตร ซึ่ง UVA นี้น่ากลัวครับพูดเลย เพราะมันสามารถทะลุผ่านชั้นโอโซน ตึก และกระจกหน้าต่างจนมาถึงตัวเราได้มากที่สุดครับ (ดูจากรูปก็ชัดเจนเนาะ) ในเรื่องของประสิทธิภาพการทะลุทะลวงนั้นถ้าดูจากภาพก็จะเห็นได้ชัดครับว่า UVA สามารถทะลุลงไปในผิวหนังได้ลึกมากๆ ครับ และส่งผลเสียถึงระดับ DNA ของคนเราเลยทีเดียวครับ เมื่อ DNA ได้รับการทำร้ายจาก UVA ก็กลายเป็นว่าความสามารถในการแบ่งตัวของเซลล์ รวมไปถึงการสร้างคอลลาเจน ก็ทำงานไม่เป็นปกติ ผิวของเราจึงเหี่ยวลงนั้นเองครับ ทีนี้เราก็เข้าใจความแตกต่างของ UVA และ UVB กันแล้ว อย่าลืมเลือกครีมกันแดดที่มี SPF 30 และ PA+++ ขึ้นไปกันนะครับ Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3482794/

Sun Screen Tips 4 : Protect not protect

สวัสดีครับ วันนี้มีข้อมูลจะมาแชร์ เนื่องจากวันก่อนได้พูดคุยกับผู้ผลิตโรงงาน GMP รายใหญ่แห่งหนึ่งในไทย (เราจะไม่อ้างถึงบุคคลใดๆ ในที่นี้นะครับ อิอิ) ทำให้ทราบว่าจริงๆ แล้วครีมกันแดดที่ขายในบ้านเรายังมีช่องว่างอยู่ทั้งในเรื่องของการโฆษณาให้เข้าใจผิด รวมไปถึงการจดขอ อย. โดยผมจะขอแตกประเด็นไว้ตามนี้นะครับ 1. SPF ยิ่งสูง ยิ่งกันแดดได้ยาวนาน ??? อันนี้คือการโฆษณาที่ไม่ถูกต้องนะครับ เลยเป็นเหตุให้ อย. ไทยกำหนดการอ้าง SPF ที่เกินว่า 50 นั้น อ้างได้มากสุดเพียง 50+ เท่านั้น (และจะต้องมีผลตรวจจาก Lab มายืนยันด้วย) เนื่องจาก อย. กลัวคนเข้าใจผิดว่าครีม SPF 100 หรือสูงกว่านั้น จะสามารถป้องกันแสงแดดได้ยาวนานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่จริงนะคับ โดยเฉพาะกันแดดแบบ Chemical บางตัวที่มีข้อ Concern ในเรื่องของความเสถียร (แม้แต่แบบ Physical ที่เสถียรสูงอยู่ได้ทั้งวัน แต่วันนึงๆ เราก็มีกิจกรรมต่างๆ เช่น รับโทรศัพท์มาแนบหูบ้าง หรือ จับหน้า บีบสิวบ้าง ปัจจัยเหล่านี้ก็ทำให้ครีมกันแดดหลุดออกไปได้) 2. SPF 50 ได้ประสิทธิภาพตามเลข 50 นั้นจริงหรือ??? อันนี้ก็น่ากลัวครับ เพราะ อย. ไทย จะไม่ขอผลตรวจ SPF จาก Lab ในกรณีที่การจด อย นั้นๆ มีค่าตั้งแต่ SPF 50 ลงมา แปลว่าไรล่ะ… ก็แปลว่าครีมทำมาด้วยสูตรที่วางไว้ว่าจะได้ 50 ก็กวนมาแล้วเอาไปจดที่ 50 เลยตรงๆ ไงล่ะ ไม่ได้ผ่านการตรวจก่อนเลย… (ตรงส่วนนี้โรงงานบางเจ้าที่มีเครื่องมือพร้อมเค้าจะตรวจยืนยันก่อนขาย ส่วนโรงงานบางเจ้าไม่มีเครื่องตรวจ ก็จด อย กันตามมีตามเกิดกันไป ทั้งนี้จากการพูดคุยกะผู้รับตรวจ SPF เค้าก็บอกเลยนะ ที่เอามาตรจน่ะ ตอนแรกคิดกันไว้ว่าได้ 50 กัน ตรวจออกมาบางทีเหลือ 4 ก็มีนะ …. จุดนี้มองว่า อันที่จริงแล้วหากไม่มีเครื่องตรวจ ก็ควรมีความรับผิดชอบในเรื่องการส่งไปตรวจก่อนเอาใส่มือลูกค้า จริงไหม???) แต่ที่ The Most ยอดเน่าก็คือ ผู้ผลิตบางราย เพื่อเป็นการลดต้นทุนก็ทำมามาแค่ SPF30 ไง แล้วจดที่ SPF50 ไง หืยยยยยยย อยากตะโกนใส่ดังๆ ไอ่ปลากระพงราดน้ำปลา!!! 3. เพิ่มข้อมูลจากข้อ 1 หน่อย ในเรื่องประสิทธิภาพ SPF นั้นคนมักจะเข้าใจว่า SPF สูงประสิทธิภาพยิ่งดี … อันนี้ก็ยิ่งดีจริงๆ แต่ช้าก่อน! ลองดูกราฟนี้ก่อน credit : http://thebeautyproof.com/spf-ratings/ จากกราฟด้านบนจะเห็นว่า SPF 30 ไป SPF 50 ไป SPF 100 นั้น ค่าประสิทธิภาพในการป้องกัน UVB จะต่างกันน้อยมากๆ ขยับทีละ 1% เท่านั้น แลกกับความหน้าวอก หน้าเทา กรณี Physical Sunscreen หรือแลกกับความเสี่ยงต่อความเข้มข้นของสารกันแดดในกรณี Chemical Sunscreen ที่มีความเสี่ยงในเรื่องของการระคายเคือง (แต่บางคนมองว่าเฮ้ยชั้นทำงานกลางแดด 1% ของชั้นมีค่า ก็ตัดสินใจเลือกตามความเหมาะสมกันครับ) ทีนี้บางคนอยากรู้ความสัมพันธ์ของค่า SPF กับประสิทธิภาพในการป้องกัน สูตรก็ง่ายๆ ครับ ให้ใช้สูตร 1 – (1/SPF) …

Sunscreen Tips 3 : Physical or Chemical?

หลายคงสงสัยว่าสารกันแดดแบบ Physical และ Chemical ต่างกันยังไง Sunscreen นั้นมี 2 แบบหลักๆ คือ Physical Sunscreen ทำหน้าที่สะท้อนแสง Chemical Sunscreen ทำหน้าที่ดูดแสงไว้ ดูตัวอย่างจากรูปข้างใต้นี้ได้เลยครับ จะเห็นว่า Zinc Oxide และ Titanium Dioxide ที่เป็น Physical Sunscreen จะสะท้อนแสงออก ส่วน Chemical Sunscreen เช่น Avobenzone หรือ Oxybenzone จะดูดกลืนแสงไว้ Credit : trendythoughts.com ซึ่ง Chemical Sunscreen แต่ละตัวก็มีความสามารถในการดูดกลืนช่วงแสงที่ต่างๆ กันออกไปครับ ดูจากรูปตัวอย่างด้านล่างนะครับ สารกันแดดแต่ละตัวจะมีช่วงที่ Peak หรือช่วงที่ป้องกันรังสีได้ดีเป็นพิเศษแตกต่างกันไป ดังนั้นเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ก็จะต้องใช้สารกันแดดมากกว่า 1 ตัวครับ จากภาพด้านล่างจะเห็นว่าแถบสีน้ำเงินคือช่วงที่ Peak ของสารกันแดดแต่ละชนิด นอกจากนี้ Physical Sunscreen และ Chemical Sunscreen ก็ยังมีความแตกต่างในการใช้งาน อธิบายหลักๆ มีตามนี้นะครับ Physical Sunscreen มีอยู่ 2 ชนิดเท่านั้นคือ Titanium Dioxide และ Zinc Oxide โดย Zinc จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าในการป้องกัน UVA-I ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสาร 2 ตัวนี้เป็นเกรด Microfine ที่มีขนาดเล็กลง เป็นผลให้การทาลงบนหน้าแล้วหน้าจะวอกน้อยลงด้วย Chemical Sunscreen มีหลากหลาย บางตัวก็ไม่ดีต่อผิว อันนี้ต้องไปศึกษากันเชิงลึกต่อไปอีกทีครับ มีบางตัวที่ FDA ของอเมริกาสั่งห้ามไปแล้วก็มี Physical Sunscreen จะเหมาะกับคนที่มีผิวแพ้ง่ายมากกว่า ดังนั้นคนที่เป็นสิวจึงควรใช้ Physical Sunscreen จะดีที่สุด ในสูตรครีมกันแดดนั้นจะไม่ใช้ Chemical Sunscreen เพียงตัวเดียว เพราะการใช้สารหลายตัวน้ัน เพื่อช่วยเสริมการทำงานให้กันและกันทำให้ได้ค่า SPF ที่มากขึ้นครับ ติดตามข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : livelymoo