Latest Posts

ย้ายบ้านไป www.livelymoo.com แล้วจ้า

กด link นี้เลย >>> www.livelymoo.com

Advertisements

Platinum Label : Moist Cream

กลับมาในหมวดของ Body อีกครั้งนะครับ หมูคาดว่ามันน่าจะเอามาทาหน้าได้ด้วย (ส่วนผสมก็จะคล้ายกลุ่ม Cilabo ได้ซัก 25% – 33% อยู่) แต่เนื่องจากรูปแบบมาเป็นกระปุกขนาดใหญ่ รวมถึงราคาที่เปิดตัวมาตอน SALE ก็ไม่ได้แรงเลยทำให้รู้สึกว่าตัวนี้สามารถเอามาทาตัวได้นะ ในเรื่องของความชื่นชอบก็สูสีกับ La Roche-Posay : Lipikar Fluide อยู่ (แต่ใจโอนเอียงมาทาง Platinum Label มากกว่า 555)

มาอธิบายถึงสารประกอบกันก่อนดีกว่า ตัวนี้มันมีความน่าสนใจจากสารทั้งหมด 3 ส่วนนะครับ

1. สารประกอบที่เน้นบำรุง Skin Barrier นั่นคือสารที่ชื่อทางการค้าว่า SK-influx® ครับ ตัวนี้เค้ามาแบบจัดเต็มมากในเรื่องของสารประกอบที่ใส่เข้ามารวมกัน และหมูว่าผู้ผลิตทางญี่ปุ่นหลายๆราย ก็ได้นำมาใช้กันนะครับ

ทำไมหมูถึงเน้นย้ำเรื่องการรักษา Skin Barrier มาตลอด? อันนี้ก็อยากจะบอกจากประสบการณ์ส่วนตัวเลย พบว่าส่วนใหญ่แล้วคนที่ Skin Barrier ไม่ดีนั้นจะเป็นโรคทางผิวหนังค่อนข้างมาก เป็นผื่นง่าย เป็นผดก็ง่าย สาเหตุจากผิวที่กักเก็บน้ำได้ไม่ดี ซึ่งทางวิชาการเค้าจะมีศัพท์ที่เรียกว่า TEWL (transepidermal water loss จำไว้หน่อยก็ดีครับเพราะใช้กันบ่อยมากๆ) ในกรณีที่อัตรา TEWL นี้มีค่าสูง จะแปลว่าผิวกักเก็บน้ำได้ไม่ดีนะ และผลพวงที่ตามมาคือผิวจะแก่ไวขึ้นมาก (สำคัญ) และส่งผลให้ผิวไม่แข็งแรงจนเป็นโรคผิวหนังบลาๆ เยอะไปหมด

สรุปสั้นๆ ก็คือหากเราสามารถทำให้ชั้น Lipid ผิวแข็งแรงได้ มี Barrier ที่ดี ความชุ่มชื้นก็จะถูกกักเก็บใต้ชั้นผิวได้ดีขึ้น และทำให้โอกาสในการเกิดโรคทางผิวหนังลดลงไปด้วยนั้นเอง (ผิวก็จะแก่ช้าลงไปด้วย)

SkinBarrier_Eng-400x229.png

Credit Photo : https://www.rosaceahelp.ca

SK-influx® : สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของสารนี้ หากไม่สนใจข้ามไปใต้บรรทัดล่างนะครับ

แล้วเจ้า SK-influx® นี้มันดียังไงล่ะ? ก็ต้องขอบอกเลยนะครับว่า สารประกอบที่มีอยู่ในเจ้า SK-influx® นั้นล้วนแล้วแต่ใส่มาเพื่อเสริมสร้าง Skin Barrier แบบอัดหนักจัดเต็มทั้งนั้นครับ เนื่องจากมันมีส่วนผสมของทั้ง Ceramide, Choresterol และ Fatty Acid ซึ่งเป็นสารที่เสริม Skin Barrier ทั้งสิ้น ในจุดนี้ถ้าหลายๆท่านลำไยอยากรู้ลึกลงไปอีก มันจะมี Ratio หรืออัตราส่วนของ 3 ตัวนี้ ที่เป็น Golden Ratio ในเรื่องของการรักษาน้ำในผิวที่ดีที่สุดอยู่ โดยจะมีงานวิจัยตัวหนึ่งที่เค้าเอา 3 ตัวนี้มาใส่เป็นสัดส่วนต่างๆกัน เช่น 1 / 1 / 1 หรือ 1.5 / 0 / 0 แล้วทดลองไปเรื่อยๆ จนมาพบว่าเฮ้ย 3 / 1 / 1 นี้แหล่ะดีที่สุด เพราะมันทำให้ TEWL ลดลงไปต่ำได้มากที่สุด ช่วยให้ผิวกักเก็บน้ำได้ดีที่สุด (Source : Man MQ, et al. J Invest Dermatol 1996;106:1096-1101)

คือหมูน่ะไม่รู้หรอกว่า SK-influx® เค้าใช้ Ratio ไหน (จริงๆ ถ้าบ้ามากๆอาจจะต้องไปค้น MSDS/ COA ซึ่งเป็นเอกสารรายละเอียดก็จะพบสัดส่วน แต่เท่านี้คงต้องพอก่อน เริ่มเยอะลำไยไปมากแล้ว)

เจ้า SK-influx® ที่เค้าขายๆกันในโลกเท่าที่หมูเห็นจะมี 2 Versions นะครับ (สังเกตุที่ตัว “V” ท้ายชื่อ SK-influx®) คือแบบที่มีและไม่มี paraben … จุดนี้หมูเคยหาข้อมูลมาให้แล้วนะว่า paraben นั้นก็ยังปลอดภัยปกติดี ทาง US FDA หรือ อย. บ้านเค้าก็ยังไม่ได้ห้ามอะไรนะครับ เพียงแต่กระแสการตลาดของแต่ละยี่ห้อพยายามบอกว่านี้ชั้นอ่อนโยนนะ บลาๆ ตามกระแสที่ช่วงหนึ่งโจมตีว่าพาราเบนนั้นอาจจะทำให้เกิดมะเร็ง ซึ่งก็มโนกันไป และยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยซ้ำ … (กระแสสังคมอันแสนน่าเบื่อจริงๆ)

  • SK-influx® INCI: Ceramide 3, Ceramide 6 II, Ceramide 1, Phytosphingosine, Cholesterol, Sodium Lauroyl Lactylate, Carbomer, Xanthan Gum, Methylparaben, Propylparaben
  • SK-influx® V INCI :Ceramide 3, Ceramide 6 II, Ceramide 1, Phytosphingosine, Cholesterol, Sodium Lauroyl Lactylate, Carbomer, Xanthan Gum

ส่วนเจ้าครีมที่เรากำลังรีวิวอยู่มันคือแบบปกติคือมีพาราเบนนะครับ


ข้อดีของ SK-influx® คือมันเติม Phytosphingosine ที่ดีกับผิวเข้ามาเพิ่มให้อีกนอกเหนื่อจากกลุ่ม Ceramide เพราะมันช่วยให้เซลล์ผิวสื่อสารกันได้ดีมากขึ้น ลดการระคายเคือง และมีความสามารถในการยังยั้งเชื้อแบคทีเรียแถมยังเจองานวิจัยว่ามันสามารถช่วยขยายประสิทธิภาพในการรักษาสิวได้อีกด้วย

นอกจากนี้จากที่หมูเจอมาคือ Ceramide 1 และ 3 เองก็ช่วยกันทำงานเพื่อลดอัตราการสูญเสียน้ำจากการใช้สารทำความสะอาดอีกเช่นกันนะครับ ซึ่งดีนะเพราะเราก็อาบน้ำกันทุกวันอยู่แล้ว เอาตัวนี้มาช่วยก็แหล่มอยู่ (Ceramide 1 and ceramide 3 act synergistically on skin hydration and the transepidermal water loss of sodium lauryl sulfate-irritated skin.)

(เอาตรงๆ เราก็ไม่แน่ใจว่าเค้าจะใส่มาเข้มข้นแค่ไหนนะครับ อันนี้ต้องออกตัวไว้ก่อนเพราะเราก็ไม่ได้ข้อมูลเชิงลึกมา)

2. Vitamin C : AA2G ที่มีความสามารถในการช่วยลดเม็ดสี และกระตุ้น Collagen มันถูกคิดค้นและผลิตขึ้นมาโดยบริษัทญี่ปุ่นชื่อ Hayashibara International และเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์นะครับ เจ้าตัวนี้วิจัยเดี่ยวๆยังไม่มีนะ มีแต่วิจัยที่เทสร่วมกับ Niacinamide

mfcd23701380-large

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวนี้ทาง Counter Brand ทั่วโลกใช่กันเยอะมากๆ มากกกกกกกก ก ไก่ สามล้านหกสิบตัว คือเยอะจริงๆ แต่ส่วนใหญ่จะใส่มาเป็นลูกสมุนครับ (ใส่มาปลายๆ) ข้อดีของมันคือเสถียรมากๆ มากกว่าเจ้า Ascorbic Acid แบบดั่งเดิม และโดยส่วนตัวหมูเองที่ได้ใช้เจ้า AA2G ตัวนี้ก็เห็นผลที่ดีทีเดียว และเช่นเคย หมูว่าเค้าก็อาจจะไม่ได้ใส่มาเข้มข้นเท่าไหร่ครับ เพราะจากประสบการณ์ที่เคยหยิบจับสารตัวนี้แบบเข้มข้น 10% คือต่อให้เสถียรแค่ไหนทิ้งไว้โดยลมเยอะๆ ซัก 2 อาทิตย์ก็เหลืองอยู่ดี โดยเจ้ากระปุกนี้เปิดๆปิดๆ อยู่นานก็ยังมีเนื้อครีมที่ขาวสวยอยู่ล่ะ

3. สารประกอบดีๆอีกมากมายที่เค้าใส่มา ทั้ง Placenta, CoQ10, Hyaluronic, Squalane ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ดีต่อผิวทั้งสิ้น เน้นๆคือช่วยให้ผิวออกมาดูไม่แก่ ดูผิวมีสุขภาพ แม้ว่าจะดูเหมือนไม่ได้ใส่มาเยอะมากมายอะไร แต่ก็ยังดีกว่าไม่ใส่มา ส่วนในเรื่องของรายละเอียดว่าแต่ละตัวดีต่อผิวยังไงรบกวนอ่านจากข้างล่างเอานะครับ

เพิ่มเติม : หมูยังเห็นสาร Lecithin ที่ใส่มาด้วย ทำให้เข้าใจว่าสารบางตัวที่ใช้อยู่ในนี้ถูกทำให้เป็นแบบ Encapsulated เพื่อให้ซึมซาบลงผิวได้ดีขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเดาได้ว่าเป็นสารตัวไหนนะครับ… แต่ในนี้ก็มีแต่สารที่ดีๆอยู่ก็ถือเป็นเรืองดีไป

สรุปข้อดี/ข้อเสีย

ข้อดี

  1. สารประกอบเน้นบำรุงชั้นผิวได้ดี
  2. สารประกอบอื่นๆเน้นการบำรุงที่ดี องค์รวมคือทำให้ผิวดูไม่แก่ และแข็งแรงขึ้น
  3. ในท้องตลาดยังมี Body Cream ที่หาส่วนผสมแบบนี้ได้ไม่มาก (เห็นแค่ Cerave)
  4. เนื้อสัมผัสดีเหมาะกับอากาศร้อน และอบอ้าว

ข้อเสีย

  1. บรรจุภัณฑ์แบบกระปุก
  2. มีน้ำหอม

ราคา 459 บาท/175g

อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

Platinum Label Moist Cream 1

เนื้อครีมเป็นเจลสีขาวมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้ความรู้สึกเป็นเจลที่พร้อมจะละลายกลายเป็นน้ำได้ตลอดเวลาเลยทีเดียว

Platinum Label Moist Cream 2

เกลี่ยครีมครั้งแรกได้นุ่ม ไม่ได้ฝืดแต่อย่างใด

Platinum Label Moist Cream 3

เมื่อเกลี่ยจนเสร็จแล้วก็ให้ความรู้สึกชุ่มชื้นในทันที แห้งและสบายผิว สามารถลงครีมกันแดดทับต่อได้โดยไม่เหนอะหนะรำคาญใจ

อธิบายสาร

  1. Water
  2. Butylene Glycol
    • เรียกย่อๆกันว่า BG ช่วยเพิ่มความไหลลื่น การกระจายตัวให้แก่ครีม
  3. Triethylhexanoin
  4. Glycerin
    • Humectant ดูความชุ่มชื้นให้ผิว
  5. Ascorbyl Glucoside
    • mfcd23701380-large
    • Credit Photo : http://www.sigmaaldrich.com
    • เป็น Vitamin C ที่เกิดจากการรวมกันของ L-Ascorbic Acid และ Glucose ซึ่งเมื่อแตกตัวออกมาก็จะกลายเป็น Ascorbic Acid (AA) แล้วก็จะมี Function การทำงานเหมือน AA เช่นเป็น Antioxidant กระตุ้นการสร้าง Collagen และยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานิน
    • AA-2G มีความเสถียรมากกว่า AA จากผลการศึกษาของ Hayashibara International (เจ้าของลิขสิทธิ์ของสารตัวนี้) พบว่ามันมีความเสถียรไม่ว่าจะเจอต่อความร้อน แสง หรือการทำปฎิกิริยากับ Oxygen และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามันยังสามารถดูดซึมได้ยาวนานมากขึ้นด้วย
    • มีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์ แต่การศึกษานี้ใช้ Ultrasound เข้ามาช่วยให้สารซึมเข้าสู่ผิวลงไปลึกกว่าแค่การทา
    • มีการศึกษานำ AA-2G ใช้ร่วมกับ Malic Acid และการทาครีมกันแดดเป็นระยะเวลากว่าเกือบ 2 ปี (นานไปมะ) บอกว่า AA-2G สามารถช่วยลดฝ้าได้อย่างเห็นได้ชัด (ตรงนี้มองว่าการทากันแดดระยะเวลา 2 ปีอย่างเดียวก็ช่วยได้เยอะแล้วล่ะ)สรุป
      1. มีความเสถียรมากกว่า AA
      2. สามารถผสมกับน้ำได้
      3. สามารถดูดซึมลงผิวได้ (In Vitro)
      4. ลดเม็ดสี (In Vitro)
      5. กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro)
      6. มีผลการศึกษาว่าช่วยป้องกัน UV แต่ไม่เท่า SAP (In Vivo)

      Sources :

      1. Ultrasound enhanced skin-lightening effect of vitamin C and niacinamide.
      2. Successful short-term and long-term treatment of melasma and postinflammatory hyperpigmentation using vitamin C with a full-face iontophoresis mask and a mandelic/malic acid skin care regimen.
  6. Ceramide 3
  7. Sodium Hyaluronate
    • pl8395140-remark.jpg
    • Credit Photo : http://www.hyaluronicaciddermalfiller.com
    • เจ้า HA (Hyaluronic Acid) เป็นตัวที่ทำหน้าที่หลักๆ ในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมันเป็น GAGs (Glycosaminoglycans) ชนิดหนึ่งที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
    • GAGs คือ โปรตีนที่มีโครงสร้างเป็นเส้นใยของเมทริกซ์ภายนอกเซลล์ (Extracellular Matrix) ซึ่งฝังอยู่ในเจล และเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่ประกอบด้วยหน่วยของไดแซคคาไรด์ที่ซ้ำกัน โมเลกุลหนึ่งในสองของไดแซคคาไรด์จะเป็น N-acetylglucosamine หรือ N-acetylgalactosamine โดยโมเลกุลนี้จะมีความเป็น Acidic sugar (มีความเป็นกรด/มีประจุลบ)
    • GAGs เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย กล่าวคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ GAG ยังมีคุณสมบัติดูดน้ำจึงทำให้เนื้อเยื่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
    • ไปเจอ Report ในส่วนของความสามารถในการซึมเข้าสู้ผิวของ HA พบว่า HA ที่มีน้ำหนัก 20-300 kDa นั้นจะสามารถซึมลงไปในผิวได้ แต่พวกที่มีน้ำหนัก 1000-1400 kDa จะไม่สามารถ
    • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ Hyaluronic  Acid อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ
    • SODIUM HYALURONATE เป็น HA ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า HA ทั่วๆ ไป
    • ไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
  8. Hydrolyzed Coix Lacryma-Jobi Ma-yuen Seed
    • Coix Lacryma-Jobi Ma-yuen

    • Credit : healthdoses.files.wordpress.com

    • สารสกัดจากลูกเดือย เป็นส่วนผสมอยูใน Sulwhasoo : First Care Activating Serum ด้วย ส่วนใหญ่ที่เจอข้อมูลใน Pubmed จะเป็นช่วยในเรื่องต้านการเกิดเนื้องอก หรือกลายๆ ว่าช่วยให้ DNA ทำงานได้เป็นปกติครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24379669]
  9. Placental Protein
    • สารสกัดจากรกครับ (ทาง Brand ไม่ได้บอกว่ารกอะไร) ซึ่งรกเองก็จะมีสารต่างๆมากมาย เช่นแร่ธาติ วิตามิน และอะมิโนต่างๆ  ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ทั้งนี้สารสกัดจากรกนั้นจะช่วยให้มีการสร้างใหม่ขอคอลลาเจนใต้ผิวหนัง (รวมถึงเสริมสร้างการงอกของเส้นผมได้ด้วย) รกเป็นส่วนผสมในตำรับการรักษาของชาวจีนมาป็นเวลาช้านานแล้ว มีการวิจัยในส่วนของการรับประทานโดยผู้หญิงที่สามารถผลิตนมให้บุตรได้น้อย จะสามารถผลิตนมได้เพิ่มขึ้นหากรับประทานรกเข้าไปด้วย
    • ไปเจองานวิจัยที่เกี่ยวกับรกครับ เค้าบอกว่าเอาหนูตัวผู้อายุ 5 สัปดาห์มา 10 ตัว แล้วก็มีการฉีดสารสกัดจากรกคนเข้าไปที่แผลของหนู โดยรมแล้วเค้าก็บอกว่าเค้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าสารสกัดตัวนี้มันทำงานยังไง ยังหาไม่เจอ แต่ว่าจากการวัดปากแผลก็พบว่าขนาดของปากแผลมันลดลง
    • อีกวิจัยเรื่องที่เกี่ยวกับรกครับ คือเค้าไม่ได้มาตั้งแง่กับประสิทธิภาพของสารกสัดจากรกแล้ว เค้ามานั่งเทียบว่าสารสกัดนี้อยู่ในรูปของเจลกับครีม จะให้ผลที่แตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็บอกว่าให้ผลพอกัน โดยแบบที่เป็นครีมทาไปแล้วจะรู้สึกสบายผิวกว่า
    • มีวิจัยโดยเอาสารสกัดจากรกมาเทียบผลกับวิตามินซี ก็พบว่าทั้งคู่สามารถเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ fibroblast (เซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ผิวชั้นบน) ได้ครับ ซึ่งมันก็แปลว่าช่วยให้ผิวเราดูเด็กลงได้ทั้งคู่
  10. Ethylhexylglycerin
  11. Platinum Powder
    • ไม่มีข้อมูล
  12. Allantoin
    • comfrey.jpg
    • สกัดจากต้น Comfrey ช่วยลดการระคายเคือง และช่วยในเรื่องของการรักษาบาดแผล กระตุ้น fibroblastic proliferation (ใครไม่เข้าใจศพท์กดอ่านที่นี้ LINK)
  13. Soluble collagen
    • ว่ากันตรงๆตัวนี้ใส่มาเหมือนแค่เป็นกระแสครับ Collagen ทาผิวไป ผิวก็ไม่ได้สามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพราะโมเลกุลมันใหญ่เกินดูดซึม หรือแม้ว่าจะทำมาให้โมเลกุลเล็กมากดูดลงไปได้ผิวก็ไม่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น Collagen เพียงแ่เพิ่มความชุ่มชื้นบนผิวหนังเราได้เท่านั้นครับ
  14. Hydroxyethyl Acrylate/Sodium Acryloyldimethyl Taurate Copolymer
    • ตัวสร้างเนื้อครีม Thickeners/Emulsifiers
  15. Squalane
    • Squala65
    • Credit Photo : http://www.newdruginfo.com/
    • ตัวนี้เป็นสารที่ดีต่อผิวมากๆนะครับ สมัยก่อนจะหายากหน่อยเพราะต้องสกัดจากปลาฉลาม ไปเรื่อยๆ เราก็สามารถสกัดได้จากมะกอก จนล่าสุดสกัดได้จากอ้อยครับ
    • ในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ที่คงตัว (Saturated) แทน ซึ่งก็คือ Squalane ครับ
    • คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ
  16. Phytosteryl/Octyldodecyl Lauroyl Glutamate
    • Emollients ช่วยอุดรอยแตกของผิวไม่ให้ความชุ่มชื้นระเหย
  17. Ceramide 6
  18. Phytosphingosine
    • ช่วยให้เซลล์ผิวสื่อสารกันได้ดีมากขึ้น ลดการระคายเคือง และมีความสามารถในการยังยั้งเชื้อแบคทีเรียแถมยังเจองานวิจัยว่ามันสามารถช่วยขยายประสิทธิภาพในการรักษาสิวได้อีกด้วย
  19. Ubiquinone
    • มันคือ Coenzyme Q10 ที่เป็น Anti-Aging ครับ
    • สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญที่ลดลงเมื่อเรามีอายุมากขึ้น (หากการเผาผลาญพลังงานไม่ดีก็จะมีปริมาณของ ROS หรืออนุมูลอิสระมาก) รวมถึงการทำร้ายจากแสงแดดที่ทำให้ผิวดูอายุมากขึ้น เจ้า Q10 จึงทำให้ผิวดูเด็กลงครับ
  20. Ceramide 1
  21. 1,2-Hexanediol
    • เป็น Glycol ชนิดหนึ่งเป็น Humectant และมีคุณสมบัติในเรื่องของการเป็นสารกันเสียเพราะมันสามารถยับยั้งแบคทีเรียและยีสต์
    • มีการทำ Patch Test ที่ความเข้มข้น 15% ครับ ซึ่งก็พบว่ามันอ่อนโยนครับ
  22. Cholesterol
  23. Carbomer
  24. Xanthan Gum
  25. Polysorbate 20
    • Emulsifier
  26. Polysorbate 60
    • Emulsifier
  27. Sorbitan isostearate
  28. Sodium lauroyl lactylate
  29. Hydrogenated lecithin
  30. Polyglyceryl-10 laurate
  31. Polysorbate 80
    • Emulsifier
  32. Sodium Hydroxide
  33. Phenoxyethanol
    • สารกันเสีย
  34. Methylparaben
    • สารกันเสีย
  35. Fragrance
    • น้ำหอม

Ingredients :

Water, Butylene Glycol, Triethylhexanoin, Glycerin, Ascorbyl Glucoside, Ceramide 3, Sodium Hyaluronate, Hydrolyzed Coix Lacryma-Jobi Ma-yuen Seed, Placental Protein, Ethylhexylglycerin, Platinum Powder, Allantoin, Soluble collagen, Hydroxyethyl Acrylate/Sodium Acryloyldimethyl Taurate Copolymer, Squalane, Phytosteryl/Octyldodecyl Lauroyl Glutamate, Ceramide, Phytosphingosine, Ubiquinone, Ceramide 1, 1,2-Hexanediol, Cholesterol, Carbomer, Xanthan Gum, Polysorbate 20, Polysorbate 60, Sorbitan isostearate, Sodium lauroyl lactylate, Hydrogenated lecithin, Polyglyceryl-10 laurate, Polysorbate 80, Sodium Hydroxide, Phenoxyethanol, Methylparaben, Fragrance

 

Komenuka Bijin : Essence Whitening Serum with Rice Bran

สวัสดีครับ กลับมาอีกครั้งหลังจากที่สะสางงาน (บางส่วน) ออกไปได้บ้าง รู้สึกว่าได้ดองเค็มงานมาระยะหนึ่งจนได้ที่แล้วจึงนำมาส่งถือมือให้ได้อ่านกันล่ะ จริงๆงานตัวนี้เป็นงานที่ทางผู้นำเข้าเค้ามาติดต่อนะครับ ซึ่งไม่มีค่าจ้างใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือทางผู้นำเข้าได้นำสารประกอบทั้งหมด รวมถึงข้อมูล Packaging แหล่งผลิตอะไรต่างๆเข้ามาให้เราได้พิจารณาก่อน เราเห็นว่าโดยรวมแล้วก็น่าเอามาแนะนำก็เลยรับเอามาเขียนให้

ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเราเองก็ไปหาข้อมูลมาเองส่วนตัวเพื่อมายันกับสิ่งที่เค้าให้ข้อมูลเรามา จนได้คำตอบที่พอใจด้วย ก็จึงได้เอามานำเสนอกัน (เห็นมะไม่ใช่หายไปเลย เค้าก็ทำงานให้แบบลับๆนะ 555+) ถึงขนาดที่ว่าตอนหาข้อมูลนี้ถึงกับต้องเอา App Translate มานั่งแปลสารบางตัวช่วยเพิ่มเพื่อสอบยันข้อมูลเลยทีเดียว

เอาล่ะ! ไม่รอช้า มาพูดถึงตัว Product กันเลยดีกว่า สรุปคือเจ้าตัวนี้หมูเองก็ได้ใช้มาเป็นเดือนแล้วล่ะครับก็ไม่ได้แพ้อะไรนะ ให้ความชุ่มชื้นได้ดี แต่ถ้าเป็นคนผิวแฟ้งก็ต้องหาครีมมาทาเสริมนะครับ ส่วนสารประกอบที่อยู่ข้างในว่ามันมีอะไรดีบ้างครับ เดี๊ยวไปอ่านกันครับ

ทั้งนี้โดยส่วนตัวแล้วหมูใช้เจ้าตัวนี้เป็น Pre Serum นะ คือชอบอยู่ เพราะเนื้อของเค้ามีความเบาบาง ทาง่าย แห้งไว้ ทิ้งความชุ่มชื้นไว้ได้ดี ใครเบื่อๆตัวที่ใช้อยู่ก็มาลองเจ้าตัวนี้ดูบ้างก็ได้นะ

สารประกอบโดยรวมแบ่งออกมาได้ดังนี้ครับ

1. สารที่เน้นการให้ความชุ่มชื้น ประกอบไปด้วย Sodium Hyaluronate และ Water-soluble Collagen

  • pl8395140-remark
  • ก็เป็นที่ขึ้นชื่อกันมานานแล้วสำหรับตัวไฮยานะครับว่ามันช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้นได้จริง แล้วก็สามารถช่วยให้ผิวฟูขึ้นได้บางส่วน ส่วนเจ้า Collagen นั้นจากการหาข้อมูลมาก็ยังไม่เจอว่ามันจะทำงานอะไรได้นอกจากเคลือบผิวไว้เพื่อให้ความชุ่มชื้นครับ

2. สารที่ทำงานเป็น Whitening ประกอบไปด้วย สารสกัดจาก Mulberry และ รากชะเอม

  • สารสกัดสองตัวนี้ทำหน้าที่ยับยั้ง Tyrosinase ได้อยู่แล้วครับ ไม่มีข้อกังขา โดยที่เจ้ารากชะเอมนั้นจะมีข้อดีเพิ่มมาอีกข้อคือเรื่องของการ Sooth (ปลอบประโลม) ผิวของเรานั้นเอง

3. สารที่ช่วย Re-texturing ผิว คือออกแนวเสริมการสร้าง Collagen ให้ Texture ของผิวดูละเอียดดูฟูขึ้น (ซึ่งข้อนี้เป็นข้อที่หมูหวังผลกับเจ้าเซรั่มตัวนี้ไว้ครับ) ประกอบไปด้วย สารสกัดจากจมูกข้าว, Hydrolized Yeast และ Water-soluble Placenta,

  • ในส่วนนี้เองก็จะมีตัวที่มีความสามารถที่จะช่วยสมานแผลนั้นคือสารสกัดที่ได้จากยีสต์และรกครับ เจ้าสองตัวนี้ก็มีวิจัยที่อ่านเจอมาว่ามันช่วยลดขนาดของปากแผลได้ไวขึ้น แม้ว่าในส่วนของ Placenta หรือสารสกัดจากรกเค้าเองก็ยังไม่เข้าใจกันว่ากลไกการทำงานมันไปเริ่มยังไงอะไรตรงไหน แต่สิ่งที่พบเจอคือปลายทางที่ปากแผลเล็กลง สาร Growth Factor ตัวสำคัญมีปริมาณเพิ่มขึ้นครับ
  • ถัดมาก็เป็นตัวขายของทาง Brand มันก็คือจมกข้าวครับมีคุณสมบัติเป็น Anti-Aging ครับ มันเป็น Antioxidant แถมในสารสกัดจากข้าวยังมีสารดีๆ อย่างเช่น ferulic acid (F), γ-oryzanol (O), and phytic acid (P) อีกด้วย
  • เมื่อพูดถึง Ferulic Acid มาก็จะทำให้นึกถึงการรีวิวงานชิ้นทีผ่านมาตัวหนึ่งก็คือ Dr Dennis Gross : Ferulic + Retinol Eye Cream ซึ่งมีเจ้า Ferulic Acid ในรูปแบบที่ใส่มาจังๆเลย ซึ่งเจ้า Ferulic นี้ก็มีความดีงามไม่น้อยเลยทีเดียวนะครับ เป็น Super Antioxidant ช่วยลด Lipid peroxidation (การที่ออกซิเจนทำปฏิกริยากับไขมันออกมาเป็นของเสีย และทำให้โปรตีนเปลี่ยนเป็นสีอมเหลือง) ได้อีกด้วย
  • โดยรวมๆแล้วก็โอเคครับ แต่อย่าไปหวังเรื่องช่วยหลุมสิว (หลุมสิวให้ไปเลเซอร์ไม่ใช่ทาครีม!!! ไม่มีครีมอะไรช่วยเรื่องนี้!!! พูดรอบที่ล้านแปด)

สรุปข้อดี/ข้อเสีย

ข้อดี

  1. ใช้สารประกอบเรียบง่าย แต่ก็ให้ผลที่ชัดเจนมาช้านานในเรื่อง Whitening และการสมานแผล
  2. เหมาะสำหรับการใช้เป็น Pre Serum เน้นความชุ่มชื้น และมี Antioxidant ที่ดี
  3. Packaging ทึบแสง
  4. ไม่มีสีและน้ำหอม

ข้อเสีย

  1. ไม่มี (ถ้ามีก็เป็นเรื่องที่คิดเองส่วนตัวว่า Packaging เชยระเบิด)

ราคาประมาณ 1,490 บาท/40ml (แต่เห็นมีโปรใน Lazada อะ ลองไปกดดูกันเอง)

[Sponsored Item]

อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

Komenuka Bijin Essence Whitening Serum with Rice Bran 1

เนื่อ Serum เหลวเบาๆ ให้อารมณ์เหมือนผงเยลลี่ที่ผสมน้ำเยอะเกินไปอะไรแบบนั้น (ทำไมวกเข้าเรื่องของกิน) ส่วนกลิ่นก็แทบจะไม่มีเลย ต้องตั้งใจดมมากๆจะได้กลิ่นของสารจางมากๆ


Komenuka Bijin Essence Whitening Serum with Rice Bran 2

เกลี่ยครั้งแรกตอนแรกก็พยายามจะถ่ายรูปมือที่วางบนโต๊ะ แต่มันเหมือนจะไม่เห็นอะไรเลย สุดท้ายเอามาอังกับแสงดู เนื้อเกลี่ยง่ายมากไหลลื่น ชุ่มชื้นมาก (จะบอกว่าข้อดีคือจากการที่เค้าใช้ขวดแก้วมันทำให้เนื้อ Serum ซึมซับความเย็นได้ดี เพราะเราวางไว้ในห้องแอร์ เวลาใช้ตอนเช้าก็จะเย็นๆสดชื้นมาก)


Komenuka Bijin Essence Whitening Serum with Rice Bran 3

เกลี่ยเสร็จแล้วฮะ (No filter ใดๆทั้งสิ้น แสงธรรมชาติล้วนๆ)

รายละเอียดสารประกอบ

    1. Water
    2. Glycerin
      • เป็น Humectant เพิ่มความชุ่มชื้นแบบดึงน้ำเข้าสู่ผิว
    3. Sake
      • เพิ่มการผลิต growth factor-I ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น (เป็นการทดลองกับหนูนะครับ)
    4. Rice Bran
      • Oryza Sativa Bran Extract
      • สารสกัดจากข้าวตัวนี้มีคุณสมบัติเป็น Anti-Aging ครับ มันเป็น Antioxidant แถมในสารสกัดจากข้าวยังมีสารดีๆ อย่างเช่น ferulic acid (F), γ-oryzanol (O), and phytic acid (P) อีกด้วย
      • นอกจากนี้สารสกัดจากข้าวยังสามารถช่วยในเรื่องของการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ผิว
    5. Dipotassium Glycyrrhizate
    6. Hydrolized Yeast
      • formedium-filler-image_0010_layer_5
      • Credit Photo : http://www.formedium.com/
      • เนื่องจากเขียนมาแค่ Yeast เลยไม่รู้ว่าเป็นสายพันธุ์ไหนและอย่างไร แต่เท่าที่หาข้อมูลมาพบว่าบางตัวสามารถหยุดการสร้างการผลิตเมลานินได้
      • นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยให้ผิวเราสามารถสมานแผลได้ไวมากขึ้นด้วย (ทดสอบจากหนูที่เป็นเบาหวาน)
    7. Sodium Hyaluronate
      • pl8395140-remark.jpg
      • Credit Photo : http://www.hyaluronicaciddermalfiller.com
      • เจ้า HA (Hyaluronic Acid) เป็นตัวที่ทำหน้าที่หลักๆ ในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมันเป็น GAGs (Glycosaminoglycans) ชนิดหนึ่งที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
      • GAGs คือ โปรตีนที่มีโครงสร้างเป็นเส้นใยของเมทริกซ์ภายนอกเซลล์ (Extracellular Matrix) ซึ่งฝังอยู่ในเจล และเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่ประกอบด้วยหน่วยของไดแซคคาไรด์ที่ซ้ำกัน โมเลกุลหนึ่งในสองของไดแซคคาไรด์จะเป็น N-acetylglucosamine หรือ N-acetylgalactosamine โดยโมเลกุลนี้จะมีความเป็น Acidic sugar (มีความเป็นกรด/มีประจุลบ)
      • GAGs เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย กล่าวคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ GAG ยังมีคุณสมบัติดูดน้ำจึงทำให้เนื้อเยื่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
      • ไปเจอ Report ในส่วนของความสามารถในการซึมเข้าสู้ผิวของ HA พบว่า HA ที่มีน้ำหนัก 20-300 kDa นั้นจะสามารถซึมลงไปในผิวได้ แต่พวกที่มีน้ำหนัก 1000-1400 kDa จะไม่สามารถ
      • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ Hyaluronic  Acid อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ
      • SODIUM HYALURONATE เป็น HA ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า HA ทั่วๆ ไป
      • ไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
    8. Water-soluble Collagen
      • ว่ากันตรงๆตัวนี้ใส่มาเหมือนแค่เป็นกระแสครับ Collagen ทาผิวไป ผิวก็ไม่ได้สามารถนำไปใช้ได้ทันทีเพราะโมเลกุลมันใหญ่เกินดูดซึม หรือแม้ว่าจะทำมาให้โมเลกุลเล็กมากดูดลงไปได้ผิวก็ไม่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ดังนั้น Collagen เพียงแ่เพิ่มความชุ่มชื้นบนผิวหนังเราได้เท่านั้นครับ
    9. Water-soluble Placenta
      • สารสกัดจากรกครับ (ทาง Brand ไม่ได้บอกว่ารกอะไร) ซึ่งรกเองก็จะมีสารต่างๆมากมาย เช่นแร่ธาติ วิตามิน และอะมิโนต่างๆ  ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ทั้งนี้สารสกัดจากรกนั้นจะช่วยให้มีการสร้างใหม่ขอคอลลาเจนใต้ผิวหนัง (รวมถึงเสริมสร้างการงอกของเส้นผมได้ด้วย) รกเป็นส่วนผสมในตำรับการรักษาของชาวจีนมาป็นเวลาช้านานแล้ว มีการวิจัยในส่วนของการรับประทานโดยผู้หญิงที่สามารถผลิตนมให้บุตรได้น้อย จะสามารถผลิตนมได้เพิ่มขึ้นหากรับประทานรกเข้าไปด้วย
      • ไปเจองานวิจัยที่เกี่ยวกับรกครับ เค้าบอกว่าเอาหนูตัวผู้อายุ 5 สัปดาห์มา 10 ตัว แล้วก็มีการฉีดสารสกัดจากรกคนเข้าไปที่แผลของหนู โดยรมแล้วเค้าก็บอกว่าเค้าก็ไม่รู้หรอกนะว่าสารสกัดตัวนี้มันทำงานยังไง ยังหาไม่เจอ แต่ว่าจากการวัดปากแผลก็พบว่าขนาดของปากแผลมันลดลง
      • อีกวิจัยเรื่องที่เกี่ยวกับรกครับ คือเค้าไม่ได้มาตั้งแง่กับประสิทธิภาพของสารกสัดจากรกแล้ว เค้ามานั่งเทียบว่าสารสกัดนี้อยู่ในรูปของเจลกับครีม จะให้ผลที่แตกต่างกันหรือไม่ ซึ่งผลที่ได้ออกมาก็บอกว่าให้ผลพอกัน โดยแบบที่เป็นครีมทาไปแล้วจะรู้สึกสบายผิวกว่า
      • มีวิจัยโดยเอาสารสกัดจากรกมาเทียบผลกับวิตามินซี ก็พบว่าทั้งคู่สามารถเพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์ fibroblast (เซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ผิวชั้นบน) ได้ครับ ซึ่งมันก็แปลว่าช่วยให้ผิวเราดูเด็กลงได้ทั้งคู่
    10. Mulberry Root
      • mulberry
      • รากของต้นหม่อน ตัวนี้ข้อมูลเจอไม่ค่อยมาก แต่อ่านเจอว่าสารสกัดจากหม่อนมีความสามารถในการยับยั้ง Tyrosinase ได้ ซึ่งนั้นก็หมายถึงคุณสมบัติในการเป็น Whitening
    11. Ethanol
      • ตัวทำละลาย
    12. Paraben
      • สารกันเสีย
    13. Butylene Glycol
      • Slip Agent
    14. Cellulose Gum
      • ตัวสร้างเนื้อ
    15. Potassium Hydroxide
      • ตัวปรับ pH
    16. Carboxyvinylpolymer
      • ตัวสร้างเนื้อ

 

Ingredients : Water, Glycerin, Sake, Rice Bran, Dipotassium Glycyrrhizate, Hydrolized Yeast, Sodium Hyaluronate, Water-soluble Collagen, Water-soluble Elastin, Mulberry Root, Ethanol, Paraben, Butylene Glycol, Cellulose Gum, Potassium Hydroxide, Carboxyvinylpolymer

delicate : 2% Water Soluble BHA Exfoliate Toner

สวัสดีครับเรามาต่อจากตอนที่แล้วคือรายละเอียดของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum และ delicate : High Potency VC Serum กันนะครับ ตัวถัดมาที่จะเอามาอธิบายคือตัว BHA Toner นะครับ เป็นตัวที่หมูตั้งใจทำออกมามากๆ เพราะหมูเห็นจุดอ่อนของ BHA ในท้องตลาดคือจะมีกลิ่นฉุนรวมถึงทาแล้วหน้ามันเลื่อม บทจะทาทิ้งไว้ 15 นาทีก็ยังทิ้งความมันก่อนลงครีมตัวอื่นๆ ใช้แล้วหงุดหงิดผิวตัวเองอยู่เหมือนกัน เลยเป็นที่มาของเจ้า delicate : 2% Water Soluble BHA Exfoliate Toner ตัวนี้ครับ

The Review

ตามที่ได้เกริ่นไปข้างต้นถึงปัญหาในการใช้งานของ BHA ที่มีอยู่ในท้องตลาดที่มีกลิ่นค่อนข้างฉุนเล็กๆ มีสัมผัสหลังทาที่มันเลื่อม และแทบไม่ใส่สารบำรุงอะไรเพิ่มเติมเลย

สาเหตุที่ทำให้ BHA ตามท้องตลาดนั้นมันเลื่อมนั้น เพราะว่า BHA ทั่วๆไปต้องใช้สารละลายพวก Glycol ในปริมาณมากมาช่วยละลายไม่งั้นมันจะตกผลึกครับ ซึ่งการใช้สาร Glycol จำนวนมากจะไม่เหมาะกับผิวแพ้อะไรง่ายๆ (และมันจะอุดตันในบางคน) หมูก็เลยพยายามจะหาวิธีปรับตัว Product … ก็ใช้เวลาอยู่นาน คือตอนแรกไปเจอแบบ Encapsulated BHA จากการที่หมูคอยติดตามนักวิจัยท่านหนึ่งที่ Base ใน New York ซึ่งหมูเห็นเค้าเคยพยายามทำ Encapsulated BHA ออกผลที่ออกมาคือมัน Break แปลว่ามัน cap ไม่อยู่แล้วเมื่อเจอน้ำมันก็จะตกตะกอนนั้นเอง (ต่อมาก็ค่อยมีเวบไซต์ขายสารเค้าเอาเจ้า Encapsulated BHA มาขาย เป็นแบบให้เราเอาไปผสมใช้ได้เอง ก็เลยเอามาลองแต่ก็ยังติดๆเรื่องสัมผัสอยู่หน่อยๆเพราะมันก็ยังมีความมันวาวอยู่บ้าง จนสุดท้ายมาเจอสารที่ชื่อว่า “BioGenic Sallic-210” ตามด้านล่างนี้นะครับ

Screen Shot 2560-04-26 at 9.46.07 PM.png

สารตัวนี้เป็น Technology เฉพาะของทางบริษัท Biogenics นะครับ เค้าได้ปรับโมเลกุลของ BHA โดยนำพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ต่างๆมาประกอบกันแล้วก็ให้ชื่อว่า “Oligomer Complex” และก็ได้นำเจ้าสารตัวนี้มาใช้เป็นผนังห่อหุ้มโมเลกุลของ BHA เอาไว้ล่ะ Hi-tech ถูกจริตดีครับ เห็นแล้วเราก็เลยไปคุยกับ RD แล้วนำมาทดสอบดู ตอนที่ทดลองใช้อยู่ครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันใช่!!! เนื้อเป็นน้ำๆเลย พอดมแล้วกลิ่นไม่ฉุนแถมหอมอ่อนๆเสียอีก

ปล. เจ้า BioGenic Salic-210 มี Full Ingredient คือ [Salicylic Acid (and) Polydextrose (and) Dextrin (and) Amylopectin (and) Niacinamide] นะครับ

I) BHA

  1. เมื่ออายุเรามากขึ้นผิวเราจะหมองลง หรือที่เรียกเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Dullness” นะครับ มันเกิดจากรอบการผลัดเซลล์ผิว (ขี้ไคล) ของคนเราจะยาวนานมากขึ้น โดย Milady’s Standard ตามด้านล่าง ก็จะพบว่ารอบการผลัดเซลล์ที่ปกตินั้นจะอยู่ในช่วงประมาณ 28 วันนะครับ แต่พออายุเรามากขึ้น ผิวของเราก็จะใช้เวลานานมากขึ้นในการหลุดลอกเซลล์ที่ตายแล้วออกไป ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของผิวที่อุกตัน หรือดูหมองคล้ำ ซึ่ง BHA ก็จะเข้ามาช่วยสลายกาวที่ยึดขี้ไคลนี้ให้สลายตัวได้ไวขึ้น ผิวของเราก็จะผลัดเซลล์ผิวได้อย่างอ่อนโยนเหมือนยังเป็นวันรุ่นอยู่นั้นเอง
    • Babies: 14 Days
    • Teenagers: 21-28 Days
    • Middle Age Persons: 28-42 Days
    • Those 50 and Older: 42-84 Days
  2. มีความสามารถในการช่วยลดการผลิต Sebum หรือไขมันบนหน้าได้อีกด้วย
  3. นอกจากนี้ BHA ก็ยังยังช่วยให้รอยจากแผลสิว (Acne Lesion) ลดลงได้ และยังทำได้ดีกว่า BP (หรือ Benzac) อีกด้วย

II) GREEN TEA

0000049_diatea-green-tea-mix-250gm_760.jpeg

III) Soothing (Licorice&Sodium Hyaluronic)

พอจบเรื่อง BHA ไป ก็มามองจุดของของสินค้าในตลาดอีกคือพบว่า BHA ในท้องตลาดเองก็ใส่ชาเขียวมา แต่เห็นว่ามันตามหลังสารกันเสีย ซึ่งจุดนี้หมูมองว่าชาเขียวเองก็ควรจะใส่ในปริมาณที่เยอะขึ้นมาหน่อยเพื่อหวังผลในการเป็น Antioxidant และช่วยลดความมันได้บ้าง(เสริมการทำงานของ BHA) เพราะชาเขียวจะลดความมันได้มันต้องใส่ 2% เป็นต้นไป เราก็ใส่ไปให้มันถึง

นอกจากนี้ก็มาพิจารณาเพิ่มในส่วนของการลดอาการระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้นครับ เราก็เอารากชะเอมมาเพื่อ Sooth “ภาษา BA ชอบใช้คำว่าปลอบประโลมผิว” และ Sodium Hyaluronic เพื่อเติมความชุ่มชื้นเข้าไปอีกชั้นหนึ่งครับ

สรุปภาพรวมการใช้งาน

Toner ตัวนี้ทำมาเพื่อหลายวัตถุประสงค์ครับ ที่มาคือเราปรับปรุงจากข้อด้อยของสินค้าที่มีอยู่ในตลาดให้เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ในด้านการใช้งานมากขึ้น โดยหน้าที่หลักของมันเองก็คือเพื่อลดการอุดตันสาเหตุหนึ่งของสิวครับ แล้วก็จะได้เรื่องผลพลอยได้ตามมาในส่วนของการลดความมัน เมื่อผิวมันน้อยลงรูขุมขนเองก็จะดูเล็กลงด้วยส่วนหนึ่ง

อีกเหตุผลหนึ่งคือหมูต้องการให้นำมาใช้ร่วมกับ Products อีก 2 ตัวของทาง delicate ด้วย นั้นคือ delicate : Skin Illuminator Brightening Serum กับ delicate : High Potency VC Serum ครับ โดยมันจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพให้วงจรการปรับผิวใสนั้นเป็นไปได้รอบด้านมากขึ้นนั้นคือการกำจัดเซลล์ที่มีเมลานินอยู่ให้หลุดหลอกออกไปนั้นเอง แถมยังเป็นการปรับสภาพผิวให้รับสารบำรุงได้เต็มที่มากขึ้นด้วยครับ

ราคา 890 บาท/100ml

สามารถติดต่อสอบถามสินค้าได้ที่

LINE @ : @delicateskins

หรือกด http://line.me/ti/p/~@delicateskins

Facebook : delicateskins

IG : delicateskins


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

delicate 2 Water Soluble BHA Exfoliate Toner 1

Toner ก็จะเป็นเนื้อน้ำๆเลยครับ มีสีอมน้ำตาลเล็กๆ กลิ่นของ BHA อ่อนๆ ไม่บาดจมูก

delicate 2 Water Soluble BHA Exfoliate Toner 2

แนะนำให้ใช้ร่วมกับสำลีนะครับเพื่อช่วยปาดเอาฝุ่นหรือเซลล์ผิวเก่าออกให้สะอาดมากขึ้น

delicate 2 Water Soluble BHA Exfoliate Toner 3

ซูมแบบอังกับแสงให้ดูเลยว่าไม่มันจริงๆครับ BHA สูตรน้ำของ delicate

รายละเอียดสาร

  1. Water
  2. Propanediol
    • เป็นทั้งตัวทำละลาย เพื่อลดความหนืดของเนื้อครีม และเป็น Humectant คือตัวให้ความชุ่มชื้นโดยการดึงน้ำในอากาศเข้าสู่ผิว
    • EWG 1 : เป็นสารสกัด glycol ชิดหนึ่งที่มีความบริสุทธิ์สูงซึ่งได้มาจากการหมักข้าวโพด เจ้าตัวนี้มี Formula เดียวกับ Propelene Glycol นะครับ (C3H8O2) แต่ในความเป็นจริงแล้ว Structure มันจะต่างกัน โดยหลักๆ แล้วเจ้า Propanediol จะมี Rating ในการเป็นพิษ (Toxicology profile) ต่ำกว่าเจ้า Propelene Glycol ครับ
  3. Butylene Glycol
  4. Camellia Sinensis Leaf Extract
    • 0000049_diatea-green-tea-mix-250gm_760.jpeg
    • Credit Photo : http://www.diatea.com
    • สารสกัดจากชาเขียวมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant อย่างดี แถมยังช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ยาวนานเพิ่มขึ้น ลดการสูญเสียน้ำของผิว (Transepidermal water loss : TEWL) ส่งผลให้ผิวมีความเรียบเนียนมากขึ้นครับ
    • ในสารสกัดจากชาเขียวนั้นจะมีเจ้า EGCG (epigallocatechin-3-gallate) เป็นสารตัวหลักๆ ครับ โดย EGCG ถือเป็นโภชนเภสัช (polyphenol) หรือ สารที่มีสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีคุณสมบัติ ลดอาการสิว ลดความมันบนใบหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการระคายเคืองที่เกิดจาก UV และยังถือเป็น Anti-aging อีกด้วยเพราะมันไปช่วยยับยั้งการทำลาย Collagen ครับ
    • ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าเพียงแค่ 2% ก็รักษาสิวที่ไม่รุนแรงได้ครับ และเมื่อใช้ที่ 3% ก็จะช่วยลดปริมาณ Sebum หรือน้ำมันบนหน้าได้อีกด้วย
  5. Salicylic Acid
    • White-Willow-Bark.png
    • Credit Photo : www.annmariegianni.com
    • เจ้า Salicylic Acid นี้เป็น Chemical Exfoliator นะครับ มันช่วยให้ผิวเราผลัดได้ดีขึ้น ลดอาการอุดตัน เรียกกันย่อๆ BHA (β-hydroxy acid) เราสามารถนำมาทาได้เลยไม่ต้องออกแรงขัดเพราะการทำงานของมันไม่ได้อาศัยแรงเสียสีขัดไปมาเหมือน Physical Exfoliator คับ หมูไปเจอรายงานการทดสอบ BHA ที่ความเข้มข้นตั้งแต่ 2% ไปจนถึง 12 % ในกลุ่มคนทดลอง 23 คน ซึ่งเค้าก็พบชัดเจนครับว่าเจ้า BHA มันไปช่วยลอกเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้วโดยการไปละลายกาวที่ยึดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้มันเสื่อมได้ไวขึ้น (กาวนั้นมีชื่อว่า intercellular cement material นะครับ) ยิ่งเข้มข้นก็ยิ่งสามารถช่วยไปสลายกาวนั้นได้ครับ
    • ในความเป็นจริงแล้วเจ้า BHA นี้มีการใช้มาเนิ่นนานมากแล้วถึง 2000 ปี ครับ นั้นคือ Willow Bark นั้นเองครับ นอกจากนี้เจ้า BHA ยังมีความสามารถในการช่วยลดการผลิต Sebum หรือไขมันบนหน้าได้อีกด้วย
    • นอกจากนี้ก็ยังอ่านเจอวิจัยในส่วนของการลดรอยจากแผลสิว (Acne Lesion) ว่า BHA นั้นทำได้ดีกว่า BP
  6. 1 ,2-Hexanediol
    • เป็น Glycol ชนิดหนึ่งเป็น Humectant และมีคุณสมบัติในเรื่องของการเป็นสารกันเสียเพราะมันสามารถยับยั้งแบคทีเรียและยีสต์
    • มีการทำ Patch Test ที่ความเข้มข้น 15% ครับ ซึ่งก็พบว่ามันอ่อนโยนครับ
  7. Caprylhydroxamic Acid
    • Preservative เป็นสารกันเสียชนิดหนึ่งครับเรียกสั้นๆว่า CHA และยังเป็น Chelating Agent ด้วย
    • EWG 1 = อ่อนโยนครับ
  8. Dipotassium Glycyrrhizate
  9. Niacinamide
    • เจ้า Vitamin B3 นี้เป็นเหมือนวิตามินครอบจักรวาลจริงๆ ครับ มีชื่อเรียกอีก 2-3 ชื่อครับ คือ Niacinamide, Nicotinamide และ nicotinic amide ซึ่งเรามักจะเห็นว่ามีการนำมาใส่ในเครื่องสำอางค์กันเยอะมากๆ ครับ เอะอะก็โยนลงไป เพราะว่ามันเองมีความปลอดภัยสูงครับลักษณะของมันจะเป็นผงสีขาว สามารถละลายน้ำได้Vitamin B3 2.pngเรามาดูงานวิจัยของ Vitmin B3 กันบ้างว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างครับ 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วยDRP2011-379173.001.jpgDRP2011-379173.002.jpg2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7657446]3. มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16766489]4. Dose ในการใช้ Vitamin B3 Max Dose โดยไม่รู้สึกระคายเคืองผิวมี Limit อยู่ที่ 10% ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16596767]5. นอกจากนี้ B3 ยังเป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง (Source : http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/niacinamide)
  10. Amylopectin
    • Amylopectin.gif
    • Credit Photo : chemtech.org
    • เป็นพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ที่มีความสามารถในการละลายน้ำ
  11. Dextrin
    • Dextrin.png
    • Credit Photo : wikipedia
    • เป็นพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ที่มีความสามารถในการละลายน้ำ
  12. Polydextrose
    • polydextrose.jpeg
    • Credit Photo : intechopen.com
    • เป็นคาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) โดยจัดเป็นใยอาหาร (dietary fiber) ประเภทละลายในน้ำได้
  13. Sodium Hyaluronate
    • pl8395140-remark.jpg
    • Credit Photo : http://www.hyaluronicaciddermalfiller.com
    • เจ้า HA (Hyaluronic Acid) เป็นตัวที่ทำหน้าที่หลักๆ ในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมันเป็น GAGs (Glycosaminoglycans) ชนิดหนึ่งที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
    • GAGs คือ โปรตีนที่มีโครงสร้างเป็นเส้นใยของเมทริกซ์ภายนอกเซลล์ (Extracellular Matrix) ซึ่งฝังอยู่ในเจล และเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่ประกอบด้วยหน่วยของไดแซคคาไรด์ที่ซ้ำกัน โมเลกุลหนึ่งในสองของไดแซคคาไรด์จะเป็น N-acetylglucosamine หรือ N-acetylgalactosamine โดยโมเลกุลนี้จะมีความเป็น Acidic sugar (มีความเป็นกรด/มีประจุลบ)
    • GAGs เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย กล่าวคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ GAG ยังมีคุณสมบัติดูดน้ำจึงทำให้เนื้อเยื่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
    • ไปเจอ Report ในส่วนของความสามารถในการซึมเข้าสู้ผิวของ HA พบว่า HA ที่มีน้ำหนัก 20-300 kDa นั้นจะสามารถซึมลงไปในผิวได้ แต่พวกที่มีน้ำหนัก 1000-1400 kDa จะไม่สามารถ
    • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ Hyaluronic  Acid อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ
    • SODIUM HYALURONATE เป็น HA ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า HA ทั่วๆ ไป
    • ไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
  14. Disodium EDTA
    • Chelating Agent มีหน้าที่จับโลหะแขวนลอยที่ทำให้ครีมเสื่อมสภาพ
Ingredients : Water (Aqua) • Propanediol (hydration) • Butylene Glycol (hydration) • Camellia Sinensis Leaf Extract (green tea/skin calming/antioxidant) • Salicylic Acid (beta hydroxy acid/exfoliant) • 1 ,2-Hexanediol (hydration) • Caprylhydroxamic Acid (preservative) • Dipotassium Glycyrrhizate (soothing agent) • Niacinamide (vitamin B3/antioxidants/skin-restoring/whitening) • Amylopectin (water soluble polysaccharide) • Dextrin (texture enhancer) • Polydextrose (texture enhancer) • Sodium Hyaluronate (antioxidant/hydration) • Disodium EDTA (chelating agent)

delicate : High Potency VC Serum

สวัสดีครับเรามาต่อจากตอนที่แล้วคือรายละเอียดของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum กันนะครับ ตัวถัดมาที่จะเอามาอธิบายคือตัว Serum ที่เข้มข้นที่สุดใน Products 3 ชิ้นที่หมูทำออกมาเลยล่ะครับ

ความเป็นมา

เดลิเคท (delicate) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เกิดจากความสงสัยของเด็กคนหนึ่ง (ใช่.. เค้าเคยเป็นเด็ก 😂) ว่าทำไมครีมต่างๆนั้นประกอบไปด้วยสารอะไรบ้างนะ ถึงสามารถช่วยให้ผิวของคนเราชุ่มชื้นขึ้น ขาวขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้ริ้วรอยสามารถตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เด็กน้อยได้เริ่มออกเดินทางในโลกของสารประกอบต่างๆจาก งานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมากมาย[1][2]

delicate เป็นความตั้งใจอย่างสูงของหมูเองที่อยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงได้ผลจากการใช้งานจริง โดยสารที่นำมาเลือกใช้นั้นจะถูกคัดเลือกมาจากผลทางการวิจัยต่างๆที่เชื่อถือได้ตามหลักของเหตุและผล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป


[1] อ้างอิงจากเวบไซต์ Pubmed ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเปิดเผย และ Journal ทางการแพทย์ต่างๆที่เป็นงานวิจัยที่ถูกพิจารณาก่อนนำมาตีพิมพ์ ซึ่งงานวิจัยบางชี้นจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อเข้าไปอ่านได้
[2] ด้วยความที่เป็นคนสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ส่งผลให้การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้ที่ผ่านมากลายเป็นส่วนหนึ่งในใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้เห็นช่องว่างของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ skincare ยังมีอีกมาก จึงตัดสินใจเปิด Facebook Page ชื่อว่า livelymoo เมื่อต้นปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภค “คิดก่อนซื้อ” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริโภคเอง

The Review

เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า delicate : High Potency VC Serum นี้หมูมีความตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อมาเป็น Booster ตัวจัดเต็ม เร่งผิวใส ของทาง Brand เรา หากใครที่หน้าดูไม่กระจ่างใสขอให้ได้ลองตัวนี้ครับ วิธีใช้ก็ง่ายๆ ลงทั่วหน้าและใต้ตาได้ทั้งเช้าเย็น อยากให้ใช้ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไปนะครับ ไม่ควรขาดช่วง เห็นผลรู้เรื่องครับ (แต่ต้องทากันแดดให้ถูกต้องด้วยนะครับ 2 ข้อนิ้วมือเฉพาะหน้าไม่รวมคอ ทาทับทุก 3-4 ชม. เนาะ จริงๅ ต้อง 2 ชม. แต่ถ้านั่งใน Office ก็ลดความถี่ลงหน่อยได้)

เจ้าตัวนี้เฉพาะสาร Active หลักก็ 19% แล้วนะครับ เดี๊ยวลองไปอ่านกันที่ด้านล่างนะครับว่าเราใส่ Vitamin อะไรเข้ามาบ้าง ตัวนี้ใส่สารไม่ได้ซับซ้อน แต่ใส่หนัก ใส่ชนิดเข้มข้นเลยทีเดียวเชียวล่ะ อารมณ์ว่าไม่ต้ององค์ประกอบเยอะหมัดตรงแรงๆใส่เจ้าพวกเมลานินกันไปเลย

ตัวนี้อยากให้นำไปใช้ร่วมกับตัว delicate : Skin Illuminator Brightening Serum นะครับ เพราะมันจะช่วยเร่งให้ผิวมีความสว่างใสในขณะที่ตัว delicate : Skin Illuminator Brightening Serum จะช่วยปรับองค์รวมของสีผิวให้สม่ำเสมอ เพิ่มความอุ้มน้ำ และเป็นสาร Antioxidant ดีๆช่วยเสริมการทำงานซึ่งกันและกันครับ

ในส่วนของสารประกอบหลักๆ คือ Vitamin 3 ชนิดจะขออธิบายตามนี้นะครับ

I) Vitamin C (AA2G™) 10%

หากพูดถึง Vitamin ที่เน้นให้ดูผิวหน้าสดขึ้น ช่วยให้ผิวดูใสขึ้น หนีไม่พ้น Vitamin C ครับ (Vitamin B3 ช่วยให้ขาวจริง แต่ไม่ได้ช่วยให้ดูมีผิวดูสดขึ้น ดูใสขึ้นคับ) แต่รูปแบบของ Vitamin C ที่หมูได้เลือกมาใส่ใน Serum ตัวนี้จะไม่ใช่ Vitamin C ใน Form พื้นฐานที่เรียกว่า Ascorbic Acid (AA) นะครับ ซึ่ง AA ตัวนี้ดีแต่ไม่เสถียรนะครับ มันจะสบายไปไวมากเมื่อโดนแดดและน้ำ แถมมันจะเสถียรที่ความเป็นกรดส่งผลให้เวลาทาลงผิวหน้าจะรู้สึกอุ่นๆและคันยิบๆ (ซึ่งเรื่องคันยิบๆส่วนตัวหมูรับได้นะ) อย่างไรก็ตามจากความที่ AA มันใช้ยากตามที่กล่าวมาหมูจึงพยายามหา Vitamin C ที่มีความเสถียรทนแดดทนน้ำ แถมไม่คันยิบๆ ก็เลยเลือก Ascorbyl Glucoside หรือที่เรียกว่า AA2G™ มาใช้ครับ

AA2G.png

จากประสบการณ์ในการอ่านสารที่ผ่านมาทำให้เรารับทราบมาตลอดว่า AA2G™ นั้นถูกคิดค้นมาโดยบริษัทญี่ปุ่นและเป็นลิขสิทธิ์ของเค้านะครับชื่อ Hayashibara International เค้าเอา AA แบบธรรมดามาจับโมเลกุลกับ Glucose ซึ่งส่งผลให้ได้โมเลกุลที่เถียรขึ้น เจ้า AA2G™ ทุกวันนี้งานวิจัยตีพิมพ์ยังไม่ได้มีมากมายนะครับ แต่ก็พอจะมีออกมาให้เห็นบ้าง เช่น การนำไปใช้ร่วมกับ Vitamin B3 โดยใช้เครื่องช่วยกระตุ้นการดูดซึมเข้าสู่ผิว แล้วก็พบว่ามันสามารถลด Hyperpigmentation (จุดด่างดำ) บนผิวของเรานั้นเอง นอกจากนี้เจ้า AA2G™ เป็นตัวที่ใช้กันแพร่หลายมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ก. ไก่ ล้านตัว ทั้ง Skincare ของญี่ปุ่น และทางยุโรปไปถึงทาง US เช่น Fresh Algenist SK-II และอีกมากมายจนใช้คำว่าแทบจะทุก Brand ดังในโลกเลยก็ว่าได้ครับ พลิกไปอ่านสารเอะอะก็จะเจอ AA2G™ ตลอดๆ … แต่ทว่า เวลาที่เจอมันจะไปเจอในส่วนท้ายๆของสาร ซึ่งอาจจะไม่ได้ใส่มาเข้มข้นมากนัก ดังนั้นเราจึงตั้งใจใส่มาถึง 10% เพื่ออัดจัดหนักกับจุดด่างดำกันเลยทีเดียว

II) Vitamin B3 (Niacinamide) 4%

Vitamin B3.png

Niacinamide เป็นที่โด่งดังและใช้กันมาช้านานครับสรรพคุณของมันมากมาย แต่ Brand ต่างๆ ใส่มาถึง % ที่ได้ตามงานวิจัยหรือไม่นั้นก็ต้องไปพิจารณากันต่อไปครับ [เจ้าตัวนี้หมูก็ได้ใส่ไว้ใน delicate : Skin Illuminator Brightening Serum เช่นกันนะครับใส่ 4% เช่นกัน]

เข้าเรื่องเลยคือสรุปสรรพคุณต่างๆจากงานวิจัยมีดังนี้นะครับ

  • รักษาฝ้า : Niacinamide 4% เทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Niacinamide ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย
  • DRP2011-379173.001.jpgDRP2011-379173.002.jpg
  • Niacinamide 4% รักษาอาการอักเสบของสิว ได้ดีกว่า Clindamycin 1% เทสโดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง
  • มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้จริงครับ
  • เป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง

III) Vitamin B5 (Panthenol) 5%

1200px-(R)-(+)-Panthenol_Structural_Formulae_V.1.svg.png

Vitamin B5 โด่งดังในหมู่ของ Vitamin ในด้านการ Sooth ผิวครับ ที่หมูเลือกมาใส่เพราะตัว VC นี้ หมูมีความตั้งใจอยากได้ใช้หลังล้างหน้าทันทีเพราะVit B5 ที่ 5% มันช่วยลดอาการระคายเคืองจากสารทำความสะอาดจากตัวล้างหน้า SLS SLES ด้วยครับ แต่ไม่เพียงเท่านี้ เพราะว่าในด้านการบำรุงนั้นเจ้า Vitamin B5 เองมีความสามารถในการเป็น Humectant ที่ช่วยดึงน้ำเข้าผิว และมีความสามารถในการช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier (ช่วยลด TEWL หรืออัตราการสูญเสียน้ำ) รวมถึงการเสริมการแบ่งตัวของ Fibroblasts ซึ่งเป็น Cell ที่ผลิต Collagen และ Elastin (จุดนี้หวังผลให้เข้ามาทำงานร่วมกับ AA2G™ นั้นเอง)

IV) รากชะเอมและSodium Hyaluronate

สองตัวนี้ใส่เข้ามาเพื่อเพิ่มเป็นตัวลดอาการระคายเคืองและช่วยเพิ่มน้ำให้แก่ผิวครับ เนื่องจากตัว VC หมูมีความตั้งใจให้ผู้ใช้นั้นลงเป็นตัวแรกหลังล้างหน้าครับ ล้างหน้าเสร็จก็เติมความชุ่มชื้นพร้อมการบำรุงจาก Vit C และ B3 ทันทีเลย ตัดขั้นตอนน้ำตบออกไปได้เลยสำหรับคนที่มีงบจำกัดล่ะ

สรุปภาพรวมการใช้งาน

Serum ตัวนี้ตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อใช้งานเป็นขั้นตอนแรกหลังจากที่ล้างหน้าเสร็จครับ หากใครงบจำกัดก็สามารถตัดตัวน้ำตบออกไปได้เลยเพราะเราใส่ความชุ่มชื้นมาให้แล้วโดยมี Sodium Hyaluronate และ Panthenol เป็นตัวรักษาความชุ่มชื้นและลดอัตราการสูญเสียน้ำจากผิว แถมยังช่วยลดการระคายเคืองจากสารทำความสะอาดใบหน้าอีกด้วย

ในส่วนของการบำรุงเราได้อัด % ของ Vitamin ทั้ง 3 มาเพื่อประสานการทำงานกัน คือให้

  • AA2G™ + B3 ช่วยกันทำงานในเรื่องของการลดจุดด่างดำแบบเข้มข้น และ
  • AA2G™ + B5 ช่วยกันทำงานในส่วนของการ Boots Collagen นั้นเอง สรรพคุณไม่พูดซ้ำอธิบายข้างบนไปเต็มที่แล้วครับ

ราคา 890 บาท/15ml

สามารถติดต่อสอบถามสินค้าได้ที่

LINE @ : @delicateskins

หรือกด http://line.me/ti/p/~@delicateskins

Facebook : delicateskins

IG : delicateskins


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

delicate Hight Potency VC Serum.jpg

เนื้อสัมผัสเป็นน้ำๆเลยครับ ไม่มีความหนืดหรือเกาะตัวใดๆเลย และเนื้อจาก Vitamin C AA2G นั้นมีความสามารถในการละลายน้ำสูงมากเมื่อทาลงผิวแล้วจึงไม่มีอาการหนึบๆที่ผิวเมื่อแห้งเหมือน Ascorbic Acid ทั่วไปครับ

delicate Hight Potency VC Serum 1.jpg

พยายามจะถ่ายตอนที่เนื้อ Serum พึ่งลงผิวใหม่ๆ แต่เนื้อจากมันเหลวมากไหลลงมาตามผิวเลยครับ

delicate Hight Potency VC Serum 2.jpg

เมื่อทาเสร็จแล้วสบายผิวมากครับ ไม่เหนอะหรือรู้สึกหนึบๆผิวเหมือน AA ทั่วไปครับ

อธิบายสาร

  1. Water (Aqua)
  2. Ascorbyl Glucoside
    • mfcd23701380-large
    • Credit Photo : http://www.sigmaaldrich.com
    • เป็น Vitamin C ที่เกิดจากการรวมกันของ L-Ascorbic Acid และ Glucose ซึ่งเมื่อแตกตัวออกมาก็จะกลายเป็น Ascorbic Acid (AA) แล้วก็จะมี Function การทำงานเหมือน AA เช่นเป็น Antioxidant กระตุ้นการสร้าง Collagen และยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานิน
    • AA-2G มีความเสถียรมากกว่า AA จากผลการศึกษาของ Hayashibara International (เจ้าของลิขสิทธิ์ของสารตัวนี้) พบว่ามันมีความเสถียรไม่ว่าจะเจอต่อความร้อน แสง หรือการทำปฎิกิริยากับ Oxygen และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามันยังสามารถดูดซึมได้ยาวนานมากขึ้นด้วย
    • มีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์ แต่การศึกษานี้ใช้ Ultrasound เข้ามาช่วยให้สารซึมเข้าสู่ผิวลงไปลึกกว่าแค่การทา
    • มีการศึกษานำ AA-2G ใช้ร่วมกับ Malic Acid และการทาครีมกันแดดเป็นระยะเวลากว่าเกือบ 2 ปี (นานไปมะ) บอกว่า AA-2G สามารถช่วยลดฝ้าได้อย่างเห็นได้ชัด (ตรงนี้มองว่าการทากันแดดระยะเวลา 2 ปีอย่างเดียวก็ช่วยได้เยอะแล้วล่ะ)สรุป
      1. มีความเสถียรมากกว่า AA
      2. สามารถผสมกับน้ำได้
      3. สามารถดูดซึมลงผิวได้ (In Vitro)
      4. ลดเม็ดสี (In Vitro)
      5. กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro)
      6. มีผลการศึกษาว่าช่วยป้องกัน UV แต่ไม่เท่า SAP (In Vivo)

      Sources :

      1. Ultrasound enhanced skin-lightening effect of vitamin C and niacinamide.
      2. Successful short-term and long-term treatment of melasma and postinflammatory hyperpigmentation using vitamin C with a full-face iontophoresis mask and a mandelic/malic acid skin care regimen.
  3. Panthenol
    • 1200px-(R)-(+)-Panthenol_Structural_Formulae_V.1.svg.png
    • Credit Photo : wikimedia.org
    • Vitamin B5 โด่งดังในหมู่ของ Vitamin ในด้านการ Sooth ผิวครับ เป็น Humectant ที่ช่วยดึงน้ำเข้าผิว มีความสามารถในการช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier (ช่วยลด TEWL หรืออัตราการสูญเสียน้ำ) รวมถึงการเสริมการแบ่งตัวของ Fibroblasts ซึ่งเป็น Cell ที่ผลิต Collagen และ Elastin
  4. Niacinamide
    • เจ้า Vitamin B3 นี้เป็นเหมือนวิตามินครอบจักรวาลจริงๆ ครับ มีชื่อเรียกอีก 2-3 ชื่อครับ คือ Niacinamide, Nicotinamide และ nicotinic amide ซึ่งเรามักจะเห็นว่ามีการนำมาใส่ในเครื่องสำอางค์กันเยอะมากๆ ครับ เอะอะก็โยนลงไป เพราะว่ามันเองมีความปลอดภัยสูงครับลักษณะของมันจะเป็นผงสีขาว สามารถละลายน้ำได้Vitamin B3 2.pngเรามาดูงานวิจัยของ Vitmin B3 กันบ้างว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างครับ 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วยDRP2011-379173.001.jpgDRP2011-379173.002.jpg2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7657446]3. มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16766489]4. Dose ในการใช้ Vitamin B3 Max Dose โดยไม่รู้สึกระคายเคืองผิวมี Limit อยู่ที่ 10% ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16596767]5. นอกจากนี้ B3 ยังเป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง (Source : http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/niacinamide)
  5. Caprylhydroxamic Acid
    • Preservative เป็นสารกันเสียชนิดหนึ่งครับเรียกสั้นๆว่า CHA และยังเป็น Chelating Agent ด้วย
    • EWG 1 = อ่อนโยนครับ
  6. 1,2-Hexanediol
    • เป็น Glycol ชนิดหนึ่งเป็น Humectant และมีคุณสมบัติในเรื่องของการเป็นสารกันเสียเพราะมันสามารถยับยั้งแบคทีเรียและยีสต์
    • มีการทำ Patch Test ที่ความเข้มข้น 15% ครับ ซึ่งก็พบว่ามันอ่อนโยนครับ
  7. Sodium Hyaluronate
    • pl8395140-remark.jpg
    • Credit Photo : http://www.hyaluronicaciddermalfiller.com
    • เจ้า HA (Hyaluronic Acid) เป็นตัวที่ทำหน้าที่หลักๆ ในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมันเป็น GAGs (Glycosaminoglycans) ชนิดหนึ่งที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
    • GAGs คือ โปรตีนที่มีโครงสร้างเป็นเส้นใยของเมทริกซ์ภายนอกเซลล์ (Extracellular Matrix) ซึ่งฝังอยู่ในเจล และเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่ประกอบด้วยหน่วยของไดแซคคาไรด์ที่ซ้ำกัน โมเลกุลหนึ่งในสองของไดแซคคาไรด์จะเป็น N-acetylglucosamine หรือ N-acetylgalactosamine โดยโมเลกุลนี้จะมีความเป็น Acidic sugar (มีความเป็นกรด/มีประจุลบ)
    • GAGs เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย กล่าวคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ GAG ยังมีคุณสมบัติดูดน้ำจึงทำให้เนื้อเยื่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
    • ไปเจอ Report ในส่วนของความสามารถในการซึมเข้าสู้ผิวของ HA พบว่า HA ที่มีน้ำหนัก 20-300 kDa นั้นจะสามารถซึมลงไปในผิวได้ แต่พวกที่มีน้ำหนัก 1000-1400 kDa จะไม่สามารถ
    • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ Hyaluronic  Acid อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ
    • SODIUM HYALURONATE เป็น HA ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า HA ทั่วๆ ไป
    • ไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
  8. Dipotassium Glycyrrhizinate
  9. Disodium EDTA
    • Chelating Agent สารจับประจุที่ทำให้ครีมเสื่อม
  10. Butylene Glycol
    • Slip Agent ตัวช่วยทำละลาย และให้ความชุ่มชื้น

Ingredients : Water (Aqua) • Ascorbyl Glucoside (vitamin C/antioxidant) • Panthenol (skin replenishing/soothing) • Niacinamide (vitamin B3/antioxidants/skin-restoring/whitening) • Caprylhydroxamic Acid (preservative) • 1,2-Hexanediol (hydration) • Sodium Hyaluronate (antioxidant/hydration) • Dipotassium Glycyrrhizinate (soothing agent) • Disodium EDTA (chelating agent) • Butylene Glycol (hydration)

delicate : Skin Illuminator Brightening Serum

สวัสดีครับ ไหนๆก็ไหนๆแล้วมีคน Request อยากขอดูแตกสารของเจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum ครับ อันนี้เป็นลูกรักตัวแรกที่หมูทำออกมานะครับ แล้วจะบอกว่าทำไมถึงมาทำ Skin Care ตัวนี้ครับ

ความเป็นมา

เดลิเคท (delicate) เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เกิดจากความสงสัยของเด็กคนหนึ่ง (ใช่.. เค้าเคยเป็นเด็ก 😂) ว่าทำไมครีมต่างๆนั้นประกอบไปด้วยสารอะไรบ้างนะ ถึงสามารถช่วยให้ผิวของคนเราชุ่มชื้นขึ้น ขาวขึ้น หรือแม้กระทั่งช่วยให้ริ้วรอยสามารถตื้นขึ้นได้ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เด็กน้อยได้เริ่มออกเดินทางในโลกของสารประกอบต่างๆจาก งานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือมากมาย[1][2]

delicate เป็นความตั้งใจอย่างสูงของหมูเองที่อยากจะพัฒนาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพสูงได้ผลจากการใช้งานจริง โดยสารที่นำมาเลือกใช้นั้นจะถูกคัดเลือกมาจากผลทางการวิจัยต่างๆที่เชื่อถือได้ตามหลักของเหตุและผล เพื่อส่งต่อผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้บริโภคต่อไป


[1] อ้างอิงจากเวบไซต์ Pubmed ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลเปิดเผย และ Journal ทางการแพทย์ต่างๆที่เป็นงานวิจัยที่ถูกพิจารณาก่อนนำมาตีพิมพ์ ซึ่งงานวิจัยบางชี้นจะต้องเสียเงินเป็นหลักพันเพื่อเข้าไปอ่านได้
[2] ด้วยความที่เป็นคนสนใจในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ส่งผลให้การศึกษาหาข้อมูลและการเรียนรู้ที่ผ่านมากลายเป็นส่วนหนึ่งในใช้ชีวิตประจำวัน จึงทำให้เห็นช่องว่างของความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ skincare ยังมีอีกมาก จึงตัดสินใจเปิด Facebook Page ชื่อว่า livelymoo เมื่อต้นปี 2559 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภค “คิดก่อนซื้อ” ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้บริโภคเอง

The Review

เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า delicate : Skin Illuminator Brightening Serum นี้หมูมีความตั้งใจทำขึ้นมาให้เป็น Daily Skin Care เพื่อใช้ทั้งเช้า/เย็น และเป็น Unisex Skin Care ที่ใช้ได้ทั้งชาย/หญิงไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ สรุปคือเป็น Skin Care ที่ควรจะมีทุกบ้านครับ เพราะ

  1. เป็น Skin Care พื้นฐานที่ใครๆก็ควรใช้เพื่อปรับ Skin Tone ในภาพรวม ลดรอยแดงรอยดำ ให้สีผิวดูเรียบเนียนเท่ากันทั้งใบหน้า
  2. เป็น Skin Care ที่อ่อนโยนไม่ได้ผสมสีและน้ำหอมใดๆ
  3. เบสที่ใช้นั้นเป็นเบสของ Eye Cream ครับ เป็น Oil in Water Emulsion จึงสามารถใช้บำรุงได้ทั่วหน้าและบริเวณรอบดวงตา (คือตั้งใจทำมากจริงๆ)
  4. สารประกอบที่ใช้ก็เป็นสารประกอบที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนทุกตัว เรียบง่าย ทรงพลัง และชัดเจนในวัตถุประสงค์ของการใส่เข้ามา

ในส่วนของสารประกอบนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลักๆ ดังนี้

I) สาร Whitening ประกอบด้วย

  1. Niacinamide 4% : สารตัวนี้เป็นที่โด่งดังและใช้กันมาช้านานครับสรรพคุณของมันมากมาย แต่ Brand ต่างๆ ใส่มาถึง % ที่ได้ตามงานวิจัยหรือไม่นั้นก็ต้องไปพิจารณากันต่อไปครับ สรุปจากงานวิจัยมีดังนี้นะครับ
    • รักษาฝ้า : Niacinamide 4% เทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Niacinamide ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย
    • DRP2011-379173.001.jpgDRP2011-379173.002.jpg
    • Niacinamide 4% รักษาอาการอักเสบของสิว ได้ดีกว่า Clindamycin 1% เทสโดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง
    • มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้จริงครับ
    • เป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง
  2.  Licorice Root Extract
    • 500g-dried-font-b-Glycyrrhiza-b-font-font-b-uralensis-b-font-Fisch-herb-tea-Licorice.jpg

    • credit : aliexpress.com
    • รากของชะเอมเทศเป็นตัวที่ขึ้นชื่อในเรื่องการการต้านการระคายเคืองรวมถึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น ที่ผ่านมาเราจะได้ยินว่า Hydroquinone คือ Gold Standard ในเรื่องของการรักษาฝ้าแต่ก็ยังมีประเด็นในเรื่องของความปลอดภัย ดังนั้นจึงมีการศึกษาสารสกัดอื่นๆ จากพืชที่สามารถช่วยรักษาฝ้า และอาการ Hyperpigmentation จากรอยสิวและแผลต่างๆ หนึ่งในนั้นที่ช่วยรักษาอาการเหล่านี้คือชะเอมเทศนั้นเองครับ
    • จริงๆสารตัวนี้มีใน Biophytex™ ที่กำลังจะพูดในด้านล่าง แต่หมูใส่เพิ่มเข้ามาอีกครับเพราะสรรพคุณมันดีจริงๆ
  3. Ascorbyl Tetraisopalmitate
    • ascorbic-acid-ascorbyl-tetraisopalmitate-structure.png
    • Credit Photo : labmuffin.com
    • ตัวนี้เป็น Vitamin C ที่มีชื่อเรียกอีกชื่อว่า tetraisopalmitoyl ascorbic acid (ATIP) มันเป็น Vitamin C ที่มีความสามารถในการละลายในน้ำมันครับ คือเป็น Oil Base Vitamin C นั้นเอง ตัวมันเองมีความเสถียรสูงมากนะครับ มากกว่าตัวรูปแบบโบราณที่ชื่อ Ascorbic Acid (AA) ที่โดนน้ำก็จะเสื่อมแล้ว และเนื่องจาก ATIP เป็นรูปแบบที่ละลายในน้ำมัน มันจึงมีความสามารถในการซึมเข้าผิวของเราได้ดี โดยคุณสมบัติของ Vitamin C จะเป็นตัวลดการสร้างเมลานิน รวมถึงกระตุ้นการสร้าง Collagen และช่วยป้องกันผิวจากการทำร้ายจาก UV เพราะแดดบ้านเราก็เหลือทนจริงๆ

II) Biophytex™

  • มาถึงทีมนางเอก (Biophytex™) ของเรากันบ้าง หลังจากที่มีทีมพระเอก Niacinamide และเหล่าผองเพื่อนไปแล้ว
  • จากเดิมที่หมูพยายามจะหาสารแยกเป็นตัวๆที่ช่วยเรื่องรอยแดงนี้ หมูก็ขอใช้เจ้า Biophytex™ แทนเลยครับ เจ้าตัวนี้หมูพิจารณาสารประกอบข้างในแต่ละตัวแล้วว่าทุกตัวให้ผลได้จริง มันสามารถช่วยลดรอยคล้ำหรือรอยแตกแดงๆของเส้นเลือดฝอยได้ โดยที่หมูไม่ต้องไปนั่งซื้อสารแยกกันมารวม แล้วต้องมานั่งกังวลอีกว่า Source ของผู้ผลิตเชื่อถือได้แค่ไหน แต่ตัวนี้เชื่อมันได้เลยเพราะมันผลิตจากผู้ขายสารรายใหญ่อันดับต้นๆเองเลยนั้นคือ BASF เป็นเจ้าของลิขสิทธ์แต่เพียงผู้เดียวครับ
  • เจ้าตัวนี้จะประกอบไปด้วยสารทั้งหมด 6 ตัวนะครับได้แก่ Butcher’s broom, Centella asiatica, Calendula officinalis, Horse Chestnut, Licorice และ Saccharomyces cerevisiae (Hydrolyzed Yeast Protien) ทั้งนี้สารทั้ง 6 ตัวมีงานวิจัยรองรับทั้งหมดนะครับ สามารถอ่านรายละเอียดและ Reference งานวิจัยได้ที่ด้านล่างหมูจะแปะไว้ให้หมดแล้วครับ
  • สาร 5 ตัวแรกจะมีสารสกัดที่จะให้สารจำพวก Flavonoid และ Saponosides ที่ต้านอาการอักเสบของผิว (บางคนนำตัวนี้ไปใช้แล้วถึงมาบอกว่าผื่นต่างๆหายก็มาจากสารเหล่านี้ด้วยครับ)
  • สิ่งที่น่าประทับใจคือสารที่ชื่อ Escin ที่ได้จาก horse chestnus นะครับ เจ้าตัวนี้นั้นนับได้ว่าเป็นเภสัชวิทยาเลยทีเดียว (pharmacological) ซึ่งมันเองก็ถูกก็นับเป็นสารประกอบประเภทสาร Saponin เช่นกันนะครับ มีความสามารถในการช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น ทำให้เส้นเลือดและหลอดเลือดหดตัว สร้างความแข็งแรงให้ผนังหลอดเลือดไม่ให้แตกง่าย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สามารถออกฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ และช่วย Sooth ผิวด้วย (ศัพท์ BA หรือการโฆษณามักจะแปลงคำว่า Sooth เป็นคำว่า “ปลอบประโลม” ผิว นั้นเอง)
  • Butcher’s broom มีชื่อในเรื่องของการช่วยให้โลหิตไหลเวียน และเป็นสารที่มักจะใช้ในการช่วยลดอาการเส้นเลือดขอด
  • สารสกัดจากใบบัวบก ซึ่งเจ้าตัวนี้เป็นตัวทำมาหากินของ Brand Sisley มาช้านานครับ สรรพคุณดีงามมากมายหลากหลาย เช่นรักษาอาการแพ้อักเสบ หรือช่วยในเรื่องของการสมานแผลและการผลิต Collagen โดยสารหลักๆของมัน คือ Triterpenoid และ Saponins (ที่มีในโสมเช่นกัน)
  • ข้อดีอีกข้อคือใน Biophytex™ นี้มีสารประกอบจากดอกดาวเรืองซึ่งโดดเด่นในเรื่องการลดผลกระทบจากการทำร้ายของ UVB ซึ่งหมายถึงลดอาการไหม้จากแสงแดดให้แก่ผิวของเราเพราะมันมีสาร Polyphenol และ Flavonoid ครับ เหมาะกับการใช้สู้แดดบ้านเราแน่นอน [แอบบอกว่าสารตัวนี้หมูชอบตั้งแต่มันอยู่ในครีมกันแดดที่หมูเคยรีวิวไปแล้วด้วยนั้นคือ KOSÉ : Suncut UV Protect Gel SPF50+ PA++++ นั้นเองครับ]
  • ส่วนตัวที่ 6 เอาตรงๆมันก็คือยีสต์สกัด ที่มาก็เหมือนแนวพวก SK II นั้นแหล่ะครับเน้นให้ความชุ่มชื้น ต้านอนุมูลอิสระและ Sooth ผิวอีกเช่นกันครับ

III) สารให้ความชุ่มชื้น

ในส่วนนี้ก็จะประกอบไปด้วย Jojoba Seed Oil ที่ทาเอาชุ่มชื้นเฉยๆ และ Squalane ซึ่งตัวนี้เป็นสารที่ดีต่อผิวมากๆนะครับ สมันก่อนจะหายากหน่อยเพราะต้องสกัดจากปลาฉลาม ไปเรื่อยๆ เราก็สามารถสกัดได้จากมะกอก จนล่าสุดสกัดได้จากอ้อยครับ คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ

สรุปภาพรวมการใช้งาน

Serum ตัวนี้เน้นเรื่องการปรับ Skin Tone ในภาพรวมครับปรับทั้งเรื่องฝ้า ลดความมัน ปรับทั้งสีผิวที่ดำและแดงคล้ำต่างๆ หากใครที่มีผิวมันก็สามารถใช้แทนครีมเป็นลำดับสุดท้ายแล้วต่อด้วยครีมกันแดดได้เลยครับ ถือเป็นตัวที่ควรมีไว้ทุกบ้านจริงๆ

สำหรับผู้ที่มี Concern อื่นๆ เช่นอยากมีผิวที่ขาวใส กระจ่างชัดเจน รวมถึงต้องการลดริ้วรอยเล็กๆบนใบหน้า ขอแนะนำให้ใช้ delicate : High Potency VC Serum นะครับ เอาไว้จะมาเขียน Review ให้ต่อไป แต่บอกคร่าวๆว่าตัวนี้เป็นตัวที่เข้มข้นสูงสุดใน Product ที่เราทำขึ้นมา เพื่อคืนความกระจ่างใสให้แก่ผิวอย่างเข้มข้นครับ เฉพาะสาร Active หลักที่ใช้ก็รวมกัน 19% แล้วครับ ยังไม่นับตัวรองที่ใส่มาเพิ่ม

ในส่วนของผู้ที่ต้องการเน้นเรื่องยกกระชับนั้นทางเราเองยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาสูตรอยู่นะครับอดใจรออีกหน่อยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ

ราคา 1,090 บาท/30ml

สามารถติดต่อสอบถามสินค้าได้ที่

LINE @ : @delicateskins

หรือกด http://line.me/ti/p/~@delicateskins

Facebook : delicateskins

IG : delicateskins


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

delicate Skin Illuminator Brightening Serum 2.jpg

เนื้อเซรั่มมีคววามเกาะตัวปานกลาง สีขาวอมเหลืองนวลๆ แทบไม่มีกลิ่นครับ (ต้องตั้งใจดมจริงๆถึงจะได้กลิ่นจางๆของสารสกัด)

 

delicate Skin Illuminator Brightening Serum 3.jpg

เมื่อลองเกลี่ยเซรั่มแล้วจะรู้สึกถึงความนุ่มของตัวเนื้อครีม เกลี่ยไม่ยาก ไม่หนักจนเกินไป แต่ก็ไม่เบาจนแห้งหายเหมือนกลุ่มน้ำตบ

 

delicate Skin Illuminator Brightening Serum 4.jpg

เมื่อเกลี่ยจนเสร็จแล้วทิ้งไว้ไม่ถึงนาทีเซรั่มก็จะเซตตัวและเรียบไปกับผิวครับ จุดนี้สำหรับผู้ที่มีผิวแห้งแนะนำให้ทาครีมเติมทับลงไปอีก 1 ชั้นนะครับ

 

รายละเอียดสาร

ขอขั้นรายการซักเล็กน้อย มาให้ความรู้เพิ่มเติมซึ่งมาจากประสบการณ์ในการอ่านสารของหมูเองแล้วกันครับ

  • จะเห็นว่าสารในข้อ II เหล่านี้จะอยู่ที่ปลายๆของ Full Ingredient ซึ่งนั้นไม่ได้หมายความว่าใส่น้อยแล้วจะไม่ให้ผลอะไรนะครับ
  • สารบางตัวต้องใส่มากถึงเห็นผล แต่ในเวลาเดียวกันสารตัวเดิมใส่มากไปก็จะเป็นโทษ (อย่าง Niacinamide เกิน 10% ก็จะระคายผิว) สารบางตัวสกัดมาแล้วใส่ในปริมาณน้อยๆก็เพียงพอสำหรับให้ผลแล้ว… ตรงนี้ต้องใช้ระยะเวลาในการอ่านสารมาซักระยะหนึ่งนะครับ ถึงจะเข้าใจและดูออกว่าตัวไหนควรมีมากหรือน้อยแตกต่างกันออกไป อีกตัวอย่างก็คือ Vitamin A Retinol ใส่แค่ 0.25% ก็เห็นผลแล้วเช่นกันครับ
  • ถ้าเพื่อนๆไปสังเกตุ Escin ที่อยู่ใน Kiehl’s : Powerful-Strength Line-Reducing Eye-Brightening Concentrate มันก็ใส่มาอยู่ท้ายๆ เช่นกันนะครับ เพราะรูปแบบของตัวสาร Escin เค้าใส่กันเท่านี้จริงๆครับ
  • อีกตัวอย่างคือ Acetyl Hexapeptide-8 ที่อ้างว่ามันทำหน้าที่เหมือน Botox ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Agireline® นะครับ สาร Agireline® เพียวๆเลยเค้าจะมี Acetyl Hexapeptide-8 อยู่ 0.05% แปลว่าถ้าเอาสารที่ชื่อ Agireline® มาทาหน้าเพียวๆ 100% เราก็จะได้ Acetyl Hexapeptide-8 ที่ 0.05% นะครับ
  • ทั้งนี้เจ้า Agireline® เอง มีวิจัยที่เป็นเกรดจ้างโดยผู้ผลิตสารเอง ความน่าเชื่อถือก็จะเบาบาง เค้าบอกว่าใส่ Agireline® 10% (หมายความว่าครีมตัวนี้มี Acetyl Hexapeptide-8 อยู่ 0.005%) สามารถช่วยให้ริ้วรอยลดลงได้ …. คือจะช่วยได้หรือไม่หมูไม่รู้ แต่ถ้ามีสติแล้วอ่านสารในครีม เราก็ควรจะเห็น Acetyl Hexapeptide-8 ตามหลังสารกันเสียที่มักจะใส่กันที่ 1% จริงไหมครับ? ดังนั้นเวลาเห็นครีมเจ้าไหนเรียงสารเอาตัว Acetyl Hexapeptide-8 ไว้แถวหน้าๆของครีมมาเลย ส่วนตัวหมูเองก็มองว่าเค้า “น่าจะ” ใส่มาไม่ได้เรียงลำดับความเข้มข้นนะครับ ใส่จริงกี่% ก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆคือไม่ได้บอกอะไรเราอย่างตรงไปตรงมาครับ… [Reference เรื่อง 0.05% มาจาก Suppliers ขายสารหลายๆเจ้าตามนี้นะครับ Ref1 / Ref2 / Ref3 ถ้าใครเจอคนที่ขายแบบเข้มข้นกว่านี้ก็รบกวนเอามาแบ่งปันกันครับ]
  1. Aqua
  2. Behenyl Alcohol
    • Emulsifier ให้ Oil และ น้ำเข้ากัน
    • EWG = 1
  3. Isononyl Isononanoate
  4. Niacinamide
    • เจ้า Vitamin B3 นี้เป็นเหมือนวิตามินครอบจักรวาลจริงๆ ครับ มีชื่อเรียกอีก 2-3 ชื่อครับ คือ Niacinamide, Nicotinamide และ nicotinic amide ซึ่งเรามักจะเห็นว่ามีการนำมาใส่ในเครื่องสำอางค์กันเยอะมากๆ ครับ เอะอะก็โยนลงไป เพราะว่ามันเองมีความปลอดภัยสูงครับลักษณะของมันจะเป็นผงสีขาว สามารถละลายน้ำได้Vitamin B3 2.pngเรามาดูงานวิจัยของ Vitmin B3 กันบ้างว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างครับ1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วยDRP2011-379173.001.jpgDRP2011-379173.002.jpg2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7657446]

      3. มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16766489]

      4. Dose ในการใช้ Vitamin B3 Max Dose โดยไม่รู้สึกระคายเคืองผิวมี Limit อยู่ที่ 10% ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16596767]

      5. นอกจากนี้ B3 ยังเป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง (Source : http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/niacinamide)

  5. Butylene Glycol
    • สารเพิ่มการกระจายตัวของเนื้อครีม
  6. Squalane
    • Squala65
    • Credit Photo : http://www.newdruginfo.com/
    • ตัวนี้เป็นสารที่ดีต่อผิวมากๆนะครับ สมันก่อนจะหายากหน่อยเพราะต้องสกัดจากปลาฉลาม ไปเรื่อยๆ เราก็สามารถสกัดได้จากมะกอก จนล่าสุดสกัดได้จากอ้อยครับ
    • ในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ที่คงตัว (Saturated) แทน ซึ่งก็คือ Squalane ครับ
    • คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ
  7. Dicetyl Phosphate
    • Ceteth-10 Phosphate
  8. Licorice Root Extract
    • 500g-dried-font-b-Glycyrrhiza-b-font-font-b-uralensis-b-font-Fisch-herb-tea-Licorice.jpg
    • รากของชะเอมเทศ ใช้เป็นสาร Whitening มายาวนานแล้วครับทำหน้าที่ในการยับยั้ง Tyrosinase สาเหตุต้นๆ ของการผลิตเม็ดสี
    • รากของชะเอมเทศเป็นตัวที่ขึ้นชื่อในเรื่องการการต้านการระคายเคืองรวมถึงช่วยให้ผิวขาวขึ้น ที่ผ่านมาเราจะได้ยินว่า Hydroquinone คือ Gold Standard ในเรื่องของการรักษาฝ้าแต่ก็ยังมีประเด็นในเรื่องของความปลอดภัย ดังนั้นจึงมีการศึกษาสารสกัดอื่นๆ จากพืชที่สามารถช่วยรักษาฝ้า และอาการ Hyperpigmentation จากรอยสิวและแผลต่างๆ หนึ่งในนั้นที่ช่วยรักษาอาการเหล่านี้คือชะเอมเทศนั้นเองครับ
  9. Jojoba seed oil
    • jojoba-beans
    • Credit Photo : https://www.thejojobacompany.com.au
    • Jojoba Oil มีส่วนผสมที่คล้ายกับ Sebum ของคนเราครับ จึงทำให้มันมีจุดเด่นในด้านของการหลอกผิวของเราว่าด้านบนผิวมีน้ำมันเพียงพอแล้วนะ จึงทำให้ผิวเราหลั่งน้ำมันออกมาน้อยลงนั้นเอง นอกจากนี้ Jojoba มักจะถูกนำไปใช้ในส่วนผสมของ Moisturizer, Make-up remover, Lip Balm, Conditioner หรือ Massage Oil ทั้งนี้ที่เราเรียกว่า Oil จริงๆ มันคือ Liquid Wax Ester นะครับ
    • หน้าที่หลักๆ ของ Jojoba จะเป็นเรื่องของการให้ความชุ่มชื้นเสียมากกว่าครับ
  10. PEG-100 stearate
    • เป็นตัวให้ความชุ่มชื้น Emollients หรือตัวสร้างเนื้อครีม  Thickeners หรือเป็นตัวประสานน้ำและน้ำมันให้เข้ากัน Emulsifiers
  11. Glyceryl stearate
    • ส่วนใหญ่จะเจอแต่คำว่า “Glyceryl stearate SE ” เป็น Glycerin + Stearic Acid โดยคำว่า SE มาจาก “Self-Emulsifying” หน้าที่หลักๆ คือเป็น Thickeners, Emulsifiers และ Emollients (แทรกตามรอยแตกของผิวไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิว)
  12. Cetearyl Alcohol
    • ให้ความชุ่มชื้นได้เป็นแบบ Emollients ที่เคลือบผิวไม่ให้น้ำระเหยออกไป หรือเป็น Emusifier, Thickener ได้ด้วย
  13. Ascorbyl Tetraisopalmitate
    • ascorbic-acid-ascorbyl-tetraisopalmitate-structure.png
    • Credit Photo : labmuffin.com
    • หรือเรียกอีกชื่อว่า tetraisopalmitoyl ascorbic acid (ATIP)
    • นี้ก็เป็นอีกตัวที่มาแก้ไขเรื่องความเสถียรของ AA ครับ แต่ต้องใช้ที่ PH ต่ำกว่า 5 (ก็ยังไม่ต่ำเท่าของ AA) แถมมันยังละลายในน้ำมันด้วย ส่งผลให้การซึมลงผิวเป็นไปได้ดีกว่า AA ธรรมดานอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกว่ามันสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้ด้วยสรุป
      1. มีความเสถียร
      2. ละลายในน้ำมัน ทำให้ดูดซึมได้ดี
      3. การดูดซึมดีกว่า MAP (human ex vivo testing)
      4. ลดเม็ดสี (human in vivo testing)
      5. กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro)
      6. ช่วยป้องกันการทำร้ายจาก UV
      7. สามารถ Convert ไปเป็น AA (In Vitro)

      Sources :

      1. In vitro antioxidant and in vivo photoprotective effects of an association of bioflavonoids with liposoluble vitamins.
      2. In vitro antioxidant activity and in vivo efficacy of topical formulations containing vitamin C and its derivatives studied by non-invasive methods
  14. Propylene Glycol
    • Slip Agent
  15. Triethanolamine
    • pH balancer
  16. Diazolidinyl Urea
    • preservative
  17. Panthenol
    • 1200px-(R)-(+)-Panthenol_Structural_Formulae_V.1.svg.png
    • Credit Photo : wikimedia.org
    • Vitamin B5 โด่งดังในหมู่ของ Vitamin ในด้านการ Sooth ผิวครับ เป็น Humectant ที่ช่วยดึงน้ำเข้าผิว มีความสามารถในการช่วยเสริมสร้าง Skin Barrier (ช่วยลด TEWL หรืออัตราการสูญเสียน้ำ) รวมถึงการเสริมการแบ่งตัวของ Fibroblasts ซึ่งเป็น Cell ที่ผลิต Collagen และ Elastin เจ้าตัวนี้อยู่ใน Product ของ Paula Choice’s อยู่มากมายเลยครับ
  18. Alpha Bisabolol (skin soothing)
    • chamomile-401490_960_720
    • Credit Photo : pixabay.com
    • ตัวนี้จะใส่มาเพื่อลดการระคายเคืองครับ ส่วนใหญ่ก็จะสกัดมาจาก Chamomile
    • มีรายงาน Support ว่ามันช่วยลดอาการผื่นอักเสบผิวหนังครับ [http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24894548]
    • นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกับคน 28 คน โดยให้ทาอยู่ 2 เดือนก็พบว่ามันเป็น Whitening ได้ด้วยล่ะ [http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20642768]
    • ส่วนใหญ่ใส่ไม่เกิน 1%
  19. Dl-Alpha Tocopheryl Acetate
    • 470078872_XS.jpg
    • Credit Photo : livestrongcdn.com
    • Antioxidant
    • Vitamin E นั้นมีอยู่ทั้งหมด 8 Forms ครับ มีทั้ง Alpha Beta Gamme Delta เวิ้นกันไป โดยที่ตัวที่เป็น Active Form จะเรียกว่า Alpha-Tocopherol
    • อย่างไรก็ดี Vitamin E ก็สามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้จาก Petroleum Product เราก็จะเรียกกันว่า Synthetic vitamin E ซึ่งพวกนี้จะมี “dl-” นำหน้าครับ
    • ส่วน Natural Vitamin E หรือ Vitamin E ที่มาจากธรรมชาตินั้นก็จะมี “d-” นำหน้ามา เช่น d-alpha tocopherol, d-alpha tocopheryl acetate หรือ d-alpha tocopheryl succinate
    • Natural Vitamin E จะดีกว่าแบบ Synthetic ในแง่ของการดูดซึม ทั้งนี้มีการวิจัยในญี่ปุ่นพบว่าจะต้องใช้ Vitamin E แบบสังเคราะห์ถึง 3 เท่าเมื่อเทียบความสามารถกับแบบ Natural
    • มีงานวิจัยที่สนับสนุนงานวิจัยด้านบน ว่าแบบ Natural นั้นถูกดูดซึมได้ดีกว่า
    • งานวิจัยของ Oregon State University พบว่าแบบ Synthetic สลายตัวไวกว่า Natural ถึง 3 เท่า
    • มีงานทดลองกับหนูครับบอกว่ามันช่วยเรื่องลดการผลิตเม็ดสี ลดการระคายเคืองที่เกิดจากการกระตุ้นจาก UV
    • มีความสามารถในการช่วยยืดอายุของน้ำมันจากพืชต่างๆ
  20. Escin
    • Aesculus Hippocastanum
    • สารสกัดที่ได้จาก horse chestnut มีความสามารถในการเป็น เภสัชวิทยา (pharmacological) ต่อผิว โดยสารสกัดจากตัวนี้จะมี Aescin ที่เป็นสารประกอบประเภทสาร Saponin ซึ่งมันมีความสามารถในการช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยการทำให้เส้นเลือดและหลอดเลือดหดตัว และยังสามารถออกฤทธิ์ในการต้านการอักเสบด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นกับยาตัวหนึ่งที่ใช้ทาคือยาเรพาริลเจล (Reparil gel)
    • นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการช่วยเรื่องผิวไหม้จากแดด และ Photo Aging (ผิวโดนทำร้ายจากแสงแดดทำให้ดูแก่ขึ้น
  21. Glycerin
    • Humectant ให้ความชุ่มชื้นโดยการดึงน้ำในอากาศเข้าสู่ผิว
  22. Ruscus Aculeatus Root Extract
    • butchersbroomberries800w
    • Credit Photo : http://www.actinia.me.uk/
    • Butcher’s broom มีชื่อในเรื่องของการช่วยให้โลหิตไหลเวียน และเป็นสารที่มักจะใช้ในการช่วยลดอาการเส้นเลือดขอดครับ ข้อมูลใน Pubmed เค้าจะบอกว่ามันช่วยอาการความดันในเลือดต่ำ “Orthostatic Hypotension” เพราะว่าสาร Flavonoid จะช่วยให้หลอดเลือดมีความแข็งแรงมากขึ้น (แต่ดูเหมือนมันจะมาจากการเทสแบบกิน)
  23. Ammonium Glycyrrhizate
  24. Centella Asiatica Extract
    • centella-asiatica.jpg
    • Credit : spicesmedicinalherbs.com
    • สารสกัดจากใบบัวบก เจ้าตัวนี้เป็นตัวทำมาหากินของ Brand Sisley มาช้านานครับ สรรพคุณดีงามมากมายหลากหลาย เช่นรักษาอาการแพ้อักเสบ หรือช่วยในเรื่องของการสมานแผลและการผลิต Collagen โดยสารหลักๆของมัน คือ Triterpenoid และ Saponins (ที่มีในโสมเช่นกัน)
  25. Hydrolyzed Yeast Protein
    • formedium-filler-image_0010_Layer_5.jpg
    • Credit Photo : http://www.formedium.com/
    • Yeast ที่ใช้ตัวนี้มีชื่อว่า “Saccharomyces Cerevisiae” โดยคำว่า “Cerevisiae” เป็นภาษาลาตินแปลว่า “of beer” นะครับ ใช่เลยเบียมันก็ใช้การหมักบ่มนี้นา ยีสต์ตัวนี้ก็มาจากการหมักบ่มเหมือน Story ของ SK II นั้นล่ะครับ
    • ตัวนี้มันก็ยังไม่ได้มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ครับ แต่ก็ไปเจอข้อมูลใน Pubmed มาจนได้ เค้าบอกว่ามันช่วยเรื่อง oxidative stress (ต้านอนุมูลอิสระ) และช่วยเรื่องความชุ่มชื้นของผิว ซึ่งเค้าก็ทดลองประสิทธิภาพโดยเทียบ 4 สูตร เป็น
      • 1.เบสเปล่า
      • 2.เบส+ Vitamin A C และ E
      • 3. เบส + SCE
      • 4. เบส + Vitamin ACE + SCE
    • แล้วตรวจผลวันที่ 3, 15 และ 30 วัน พบว่าเจ้า SCE สามารถเพิ่มความชุ่มชื้น และเพิ่ม Texture ของผิวได้มากกว่าสูตรอื่นๆ อย่างชัดเจนครับ
  26. Calendula Officinalis Flower Extract
  27. Iodopropynyl Butylcarbamate
    • Preservative
  28. Sodium Citrate
    • pH balancer

Ingredients : Aqua • Behenyl Alcohol (hydration/emollient) • Isononyl Isononanoate (hydration/emollient) • Niacinamide (vitamin B3/antioxidants/skin-restoring/whitening) • Butylene Glycol (hydration) • Squalane (antioxidant/ hydration/emollient/skin-replenishing) • Dicetyl Phosphate (emulsifier) • Ceteth-10 Phosphate (emulsifier) • Licorice Root Extract (skin soothing) • Jojoba seed oil (hydration/emollient/skin replenishing) • PEG-100 stearate (hydration/emollient) • Glyceryl stearate (hydration/emollient) • Cetearyl Alcohol (hydration/emollient) • Ascorbyl Tetraisopalmitate (vitamin C/antioxidant) • Propylene Glycol (hydration) • Triethanolamine (pH balancer) • Diazolidinyl Urea (preservative) • Panthenol (vitamin B5/skin soothing) • Alpha Bisabolol (skin soothing) • Dl-Alpha Tocopheryl Acetate (vitamin E/antioxidant) • Escin (antioxidant) • Glycerin (hydration/skin-replenishing) • Ruscus Aculeatus Root Extract (skin conditioning/skin soothing) • Ammonium Glycyrrhizate (skin conditioning) • Centella Asiatica Extract (antioxidant/skin conditioning/skin soothing) • Hydrolyzed Yeast Protein (skin conditioning) • Calendula Officinalis Flower Extract (antioxidant/skin conditioning) • Iodopropynyl Butylcarbamate (preservative) • Sodium Citrate (pH balancer)

Kiehl’s : Powerful-Strength Line-Reducing Eye-Brightening Concentrate

สวัสดีครับ วันนี้หมูเอา Kiehl’s มารีวิวบ้างนะครับ จริงๆแล้วหมูเองใช้ Products ของทาง Kiehl’s มาก็ระดับหนึ่งนะครับ ไม่ถึงกับได้ลองทุกตัวแต่ก็ถือว่าได้สัมผัสมาหลายตัวอยู่ เราก็ลองหลายๆ Brand กระจายๆกันไปเนาะ ของ Kiehl’s ที่หมูได้ลองใช้ไม่ว่าจะเป็นครีมทาตัว Superbly Restorative Argan Body Lotion หรือ Serum เอาไว้ลดจุดด่างดำ Clearly Corrective™ Dark Spot Solution ที่ได้ใช้ไปทั้งหมด 2 ขวด … ก็เห็นเค้าบอกว่ามันจะช่วยลดจุดดำๆบนใบหน้าให้จางลงเราก็ทาไปเรื่อยๆ ไม่คิดอะไรมาก หน้าก็โอเคนะครับเพียงแต่ไม่ได้ไปจับสังเกตุมันเท่าไหร่ (อาจจะเพราะไม่ได้มีจุดดำบนหน้าที่เห็นชัดเจนอยู่แล้วก็เป็นได้) อีกตัวหนึ่งที่ทุกๆคนต้องได้ลองแน่ๆของ Kielh’s นั้นก็คือ Powerful-Strength Line-Reducing Concentrate ครับมันก็เป็น Vitamin C ใน Form Ascorbic Acid หรือที่หมูมักจะเรียกสั้นๆว่า AA ตัวนี้ข้อดีมีมาก หมูใช้แล้วหน้าใสจริง ใช้ตั้งแต่เค้าออกรุ่นแรกๆเลยที่ขวดเป็นฝากดป๊อกแป๊กใช้ยากๆ จนเค้าเปลี่ยนมาเป็นหัวปั๊ม และจนมีขนาด 75 ml หมูก็ไปสอยมาใช้ตามมาตลอด (น่าจะมี 3 – 4 ขวดได้) อย่างไรก็ตามมันเองก็มีข้อเสียเหมือนกันนะครับเพราะ AA มัน Oxidize ค่อนข้างไว ปลอกหมอนก็เหลืองกันไป (ตื่นมาบางก็นึกว่านี้ละเมอเอาซุปข้าวโพดมากินหรอ 555+) หากทาตอนเช้าหน้าก็จะอมเหลืองๆจางๆในช่วงสายๆด้วยนะครับ (ถ้าไม่สังเกตุก็คงไม่รู้สึกอะไร) แต่ถามถึงผลที่ได้คือหน้าเรากระจ่างใส ดูสดขึ้น ดู Bright ขึ้นครับ (ขวด 75 ml นี้ใช้ไม่หมดจริงๆ มันเหลืองจนเป็นน้ำตาลเข้มไปเสียก่อน จริงๆถ้าใครจะใช้ก็อยากแนะนำให้ใช้ขนาดเล็กแล้วรีบใช้ให้หมดไปตามรอบน่ะครับ)

ทีนี้เมื่อเวลาผ่านไปเจ้า Line AA 10.5% นี้ก็จะดูเป็นที่ Popular ในไทยมากมาย ต่างประเทศก็คงด้วย เค้าก็เลยแตกไลน์ที่เป็น Eye มาให้เราได้เว้อเวินกันอีก (แตกมาเป็นปีพึ่งจะไปเอามาลอง…) ตัวหมูเองเห็นครั้งแรกก็มีความรู้สึกอยู่ 2 มุมนะครับ หนึ่งคือ Packaging น่ารักจังชอบมากเห็นแล้วถูกจริต สองคือเราเชื่อมั่นใน AA มานานแล้วล่ะจากสูตรเก่าที่เอาไว้ทาหน้า

อย่างไรก็ตาม หมูก็ยังไม่ได้คิดจะหยุดซื้อใช้เจ้าตัวนี้ครับ เพราะที่ผ่านมาหมูใช้ Eye Cream ตัวอื่นๆที่หลากหลายมากๆ จากการที่เป็นคนชอบทดลองชอบอ่านสาร เวลาเห็นอะไรใหม่ๆ ก็จะแบบขอลองก่อนแล้วกัน AA เราก็รู้ผลของมันอยู่แล้วว่าจะเป็นยังไงก็ทิ้งไว้ตรงนั้นแหล่ะ เราก็ไปลองทั้ง AlgenistDr.Ci:Labo และ Dr Dennis Gross ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีจุดขายของสารประกอบที่แตกต่างกันไป โดยที่จุดมุ่งหมายของแต่ละตัวก็เน้นไปที่เรื่อง Crow Feet (ตีนกา) นั้นแล…

อย่างไรก็ตาม มันก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะหยิบมารีวิวเสียที เพราะเมื่อวันก่อนต้องไปทำงานที่ต่างประเทศ เราก็มีความรู้สึกว่าอยากหาอะไรให้กับเพื่อนในเพจที่มาเปิดใจใช้สินค้าที่หมูทำขึ้นมา delicate เราก็เดินไปเจอตัวนี้เข้า แล้วแบบ… ยืนเหมือนคนเอ๋อๆ จ้องไปที่ขวด Eye Cream จนพนักงานงงว่าไอ่นี้เป็นอะไร 5555 สรุปว่ามันก็เป็นอะไรที่เราอยากลองมานานแล้วนะทำไมไม่ลองล่ะ สุดท้ายตัดสินใจซื้อมา 2 ขวดครับ แจก 1 และเอามาใช้เอง 1 🙂

อธิบายสารแบบย่อ

ในเรื่องของสูตรนั้นก็เรียบง่ายมากๆ ครับ จะขออธิบายแบ่งไปตามนี้แล้วกัน

1. Ascorbic Acid (AA) : มันคือตัวชูโรงของเค้าเลยครับเป็น Vitamin C นั้นเอง

620px-L-Ascorbic_acid.svg.png

ตัวนี้ไม่ต้องพูดอะไรมากประสิทธิภาพล้นหลามอยู่แล้ว ถ้าไม่นับเรื่องความเสถียรต่ำ คุณสมบัติของมันก็ถือได้ว่าดีที่สุดแล้วล่ะ เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วในการทดสอบกับคน (Human in vivo) พบว่าแทรกซึมเข้าสู่ผิวไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ต่างๆ ได้ ปกป้องผิวจาก UV ลดปริมาณเม็ดสี เป็น Antioxidant และ เพิ่มปริมาณ Collagen ในชั้นผิวของเราได้ ข้อแม้คือมันจะมีความเสถียรที่ค่า PH 3.5 และต้องอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีน้ำเลย (Anhydrous Systems) ดังนั้นการใช้งานของเจ้าตัวนี้จึงมีข้อจำกัดสูง ส่งผลให้มีการคิดค้นหา Vitamin C Derivative ในรูปแบบอื่นๆ ตามมาทั้งแบบที่ละลายในน้ำมัน หรือแบบที่ไม่ต้องใช้ความเป็นกรดในการคงความเสถียร

2. สามประสานที่เอามาอัดเรื่องรอยคล้ำใต้ตาประกอบไปด้วย ESCIN, N-Hydroxysuccinimide และ CHRYSIN

  • ESCIN เป็นสารเภสัชวิทยา (pharmacological) ต่อผิว สกัดได้จาก Horse Chestnut โดยสารสกัดที่ได้อาจจะเขียนว่า Aescin ซึ่งเป็นสารประกอบประเภทสาร Saponin ที่มีความสามารถในการช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น จากการที่มันไปทำให้เส้นเลือดและหลอดเลือดหดตัว นอกจากนี้มันยังสามารถออกฤทธิ์ในการต้านการอักเสบด้วย ซึ่งตรงนี้ก็จะให้ผลที่ช่วยลดรอยเส้นเลือดฝอยแตกเล็กๆ จากการขยี้ตาได้ครับ
  • N-HYDROXYSUCCINIMIDE ตัวนี้ยังหาข้อมูลใน Pubmed ที่ช่วยเรื่องรอยคล้ำใต้ดวงตาได้ แต่มันก็เป็นสารที่เอาเข้ามาเคลมในเรื่องนี้โดยเฉพาะ เจ้าตัวนี้มักจะถูกใส่อยู่ใน Eye Cream Product เพราะมันจะไปช่วยลดอาการไหลเวียนของเลือดหรืออาการอักเสบที่ทำให้เรามีแพนด้าใต้ตา (ส่วนตัวคิดว่าเค้าฉลาดที่เอามาใส่คู่กับ Escin ล่ะ ประสานการทำงานได้ดีทีเดียว) อย่างไรก็ตามเรามักจะเห็นมันมาคู่กับ chrysin นะครับ และจะจับคู่กันมาอยู่ใน Eye Cream ที่อ้างสรรพคุณในเรื่องของการลด dark circle หรือรอยคล้ำของถุงใต้ตานั้นเอง ใส่กันหลาย Brand เลยล่ะ Dior / Algenist / Estee Lauder / Lancôme มากมายอะ
  • CHRYSIN เป็นสาร Isoflavone ที่มักจะสกัดได้จากดอกของเสาวรสครับ passiflora caerulea (blue passion flower) ก็จะเน้นในเรื่องของการเป็นการลดอาการอักเสบ ลดผลกระทบจากการทำร้ายของ UVA UVB, เป็น Antioxidant, เป็น Photo aging, ช่วยสร้าง Collagen I และ ยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้อีกด้วย
  • สรุปว่าเป็นสามประสานที่หมูอ่านแล้วเฮ้ย เก๋ร์ มีความเหมาะเจาะ มีความลงตัว มีความ Tango เว้อร์เวินอยู่ในทีแต่ไม่แสดงออก (เพราะจะเน้นขาย Vit C)

3. Matrixyl® 3000 (PALMITOYL OLIGOPEPTIDE/PALMITOYL TETRAPEPTIDE-7) เป็นสารตัวที่ 14 และ 16 ของ Eye Cream ตัวนี้นั้นเอง คำกล่าวอ้างจากผู้ผลิตสารจะบอกว่ามันสามารถช่วยในเรื่องของกากระตุ้นการสร้าง Collegen ได้ (เพื่อหวังผลในเรื่องของการลดริ้วรอยต่างๆ) จึงมักจะถูกใส่อยู่ใน Anti-aging Product มีการศึกษาแต่ไม่ได้ตีพิมพ์อย่างชัดเจนนะครับ อันนี้ก็ต้องไปพิจารณากันต่อว่าจริงไหม แต่เค้าอ้างว่ามันสามารถเสริมสร้าง Collagen ได้ครับ

สรุปภาพรวม และความรู้สึกในการใช้งาน

Kiehl’s  Powerful-Strength Line-Reducing Eye-Brightening Concentrate 4.jpg

หมูเองเห็นตอนแรกก็ชอบ Packaging แล้วนะครับ ที่ผ่านมาเองก็ไม่เคยคิดจะซื้อใช้เลย เรามัวแต่ไปมองหาครีมตัวอื่นๆ ที่มีส่วนผสมหวือหวาโดยที่ยังไม่เคยมาพิจารณาเจ้าตัวนี้จริงๆซักที จนมาวันนี้อ่านสูตรจนครบแล้วมีความรู้สึกดีกับเจ้า Kiehl’s : Powerful-Strength Line-Reducing Eye-Brightening Concentrate ตัวนี้ขึ้นมาทันที

ในด้านของการใช้งานนั้นจะบอกว่าหัวปั๊มของเค้าไม่จำเป็นต้องกดแรงเลย และไม่จำเป็นต้องกดลงไปสุดปั๊มด้วย แค่แตะๆเนื้อครีมก็ออกมาแล้วล่ะครับ แต่มีข้อเสียตามที่หมูเคยบอกไปว่า AA มันไม่เสถียรเท่าไหร่ ดังนั้นตอนที่หมูเอามาใช้ได้ประมาณ 4 – 5 วันแรก เนื้อครีมที่กดออกมานั้นจะค่อนข้างมีสีเหลืองเข้มอมน้ำตาลเลยทีเดียว แต่พอกดใช้ไปเรื่อยๆเนื้อครีมก็จะมีสีอ่อนลงครับ ทั้งนี้เมื่อทาลงไปบนผิวเราก็จะรู้สึกอุ่นๆหน่อยนะ

ในส่วนของการใช้งานหมูใช้ตัวนี้หลังจากลง Pre Serum & Serum แล้วนะครับ เพราะหมูทาทั้งสองตัวลงใต้ตาด้วยเช่นกัน แล้วค่อยลงเจ้าตัว Eye Cream นี้ไปที่ใต้ตาก่อนแล้วค่อยวนไปที่เปลือกตา เพื่อนๆถ้าจะทาเปลือกตาด้วยก็ระวังเข้าตากันดีๆนะครับ จนมาสุดท้ายหมูก็จะมาแตะตรงหางตาที่มักจะเป็นรอยตีนกาชัดๆย้ำลงไปอีกซักเล็กน้อยเป็นอันเสร็จพิธี

ปล. แอบบอกว่าสารที่ใช้ในครีมตัวนี้คล้ายกับของ Dr Dennis Gross มากเลยอะทั้ง N-Hydroxysuccinimide, CHRYSIN และ Matrixyl® 3000 ต่างกันที่ตัวนี้ใช้ Vit C แต่ของ Dr Dennis Gross เค้าไปเน้น Vit A กับ Ferulic Acid

สรุปข้อดี/ข้อเสีย

ข้อดี

  1. ใช้ Vitamin C รูปแบบ AA ในปริมาณที่ให้ผลได้จริง
  2. ใช้สารประกอบที่เข้ามาช่วยลดเลือนริ้วรอยและรอยหมองคล้ำเสริมการทำงาน
  3. Packaging ทึบแสง
  4. ไม่มีสีและน้ำหอม

ข้อเสีย

  1. Vitamin C จะเหลืองขึ้นเรื่อยๆทำให้หมอนเหลือง หรือถ้าใช้ในตอนเช้าสีผิวก็จะอาจจะดูอมเหลืองหน่อยๆได้
  2. เนื่องจาก AA ไม่ถูกกับน้ำซักเท่าไหร่ แต่ในสูตรก็ยังมีน้ำติดมาเบาๆ ตรงนี้จริงๆแล้วส่วนตัวหมูไม่ได้คิดมากนะ แต่ก็ต้องเขียนไว้หน่อยครับ

ราคาประมาณ 1,600 บาท/15ml

อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

Kiehl_s Powerful-Strength Line-Reducing Eye-Brightening Concentrate 1

เนื้อครีมสีเหลืองมีกลิ่นของวิตามินซีชัดเจนครับ (ใครไม่เคยใช้จะไม่เข้าใจต้องไดมกันเองเนาะ)

Kiehl_s Powerful-Strength Line-Reducing Eye-Brightening Concentrate 2

เมื่อเริ่มเกลี่ยเนื้อของมันจะดูเหมือนมีเม็ดทรายเล็กๆบอกไม่ถูก ตรงนี้อาจจะเป็น silicone ที่ยังจับตัวกันอยู่ก็เป็นได้ครับ ระหว่างที่เกลี่ยไปก็จะรู้สึกเริ่มอุ่นๆในบริเวณที่เกลี่ยด้วยล่ะ

Kiehl_s Powerful-Strength Line-Reducing Eye-Brightening Concentrate 3

เห็นเนื้อดูเหมือนจะเหลวๆ เอาจริงๆ แล้วมันก็มีความหนืดเบาๆนะรับ จะไม่ได้เกลี่ยง่ายเหมือนน้ำเสียทีเดียว แต่ก็เกลี่ยไม่ได้ยากมากครับ ส่วนตัวจะชอบเนื้อหนักหน่อยสำหรับรอบดวงตาครับ

อธิบายสารอย่างละเอียด

  1. PROPYLENE GLYCOL
    • สารช่วยเพิ่มการกระจายตัว
  2. CYCLOPENTASILOXANE
    • เจ้าตัวนี้เป็น Silicone แบบเบาบางครับ มันจะเบากว่า Dimethicone ทั้งนี้คนที่มีผิวมันจะเหมาะกับ Silicone ตัวนี้มากกว่า (แม้ว่า Dimethicone จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ แถมยังทำให้ Product มีความ Silky Smoth ทั้งนี้ไม่มี Primer ตัวไหนที่ไม่ใส่ Silicone หรอกครับ เป็นไปได้ยากหรือแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป)
  3. ASCORBIC ACID
    • 620px-L-Ascorbic_acid.svg.png

      Credit : wikipedia.org

    • ตัวนี้คือ Vitamin C พื้นฐานตั้งต้นตัวแรกสุดครับ ถ้าไม่นับเรื่องความเสถียรต่ำ คุณสมบัติของมันก็ถือได้ว่าดีที่สุดแล้วล่ะ เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วในการทดสอบกับคน (Human in vivo) พบว่าแทรกซึมเข้าสู่ผิวไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ต่างๆ ได้ ปกป้องผิวจาก UV ลดปริมาณเม็ดสี เป็น Antioxidant และ เพิ่มปริมาณ Collagen ในชั้นผิวของเราได้ ข้อแม้คือมันจะมีความเสถียรที่ค่า PH 3.5 และต้องอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีน้ำเลย (Anhydrous Systems) ดังนั้นการใช้งานของเจ้าตัวนี้จึงมีข้อจำกัดสูง ส่งผลให้มีการคิดค้นหา Vitamin C Derivative ในรูปแบบอื่นๆ ตามมาทั้งแบบที่ละลายในน้ำมัน หรือแบบที่ไม่ต้องใช้ความเป็นกรดในการคงความเสถียร

    • ทีนี้หลายๆ ท่านก็อาจจะเคยได้ยินคำว่า L-Ascorbic Acid และ D-Ascorbic Acid ซึ่งก็จะมาบอกว่าทั้ง 2 ตัวนี้ก็เป็น AA นั้นล่ะครับ เพราะ AA จะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ แบบ L และ D ครับ ต่างกันที่การจัดเรียงโมเลกุล โดยแบบ D จะมาจากการสังเคราะห์นะครับ ไม่สามารถเจอได้ในธรรมชาติ อย่างในผักผลไม้ต่างๆ ครับ (จากการนั่งอ่านข้อมูลโดยทั่วไปก็จะมีการ Recommend ให้ใช้แบบ L จะดีกว่าครับ)มีงานวิจัยว่าการใช้งาน AA และ MAP (Vitamin C อีกรูปแบบอธิบายด้านล่าง) เพียง 2% ก็ทำให้ผิวหนังเราเสริมสร้างขึ้นมาได้แล้วครับ ทดสอบโดยความหนาของชั้น Epidermal ครับสรุป
      • เสถียรที่ PH 3.5
      • ความเสถียรน้อย ต้องอาศัย PH และส่วนผสมต้องไม่มีน้ำ
      • สามารถซึมเข้าไปในผิวได้จริง (In Vivo)
      • เพิ่มปริมาณ Collagen ได้จริง (In Vivo)
      • ลดปริมาณเม็ดสีได้จริง (In Vivo)
      • เพิ่มความชุ่มชื้นของผิวได้ และลดการสูญเสียน้ำได้

      Sources:

      1. Regulation of collagen synthesis by ascorbic acid.

      2. Protection against minocycline pigment formation by ascorbic acid (vitamin C).
      3. Histopathological, morphometric and stereological studies of ascorbic acid and magnesium ascorbyl phosphate in a skin care formulation.
      4. In vitro antioxidant activity and in vivo efficacy of topical formulations containing vitamin C and its derivatives studied by non-invasive methods
  4. GLYCERIN
    • Humectant ให้ความชุ่มชื้นแบบดูดน้ำเข้าสู่ผิว
  5. CETYL PEG/PPG-10/1 DIMETHICONE
    • เป็น Silicone ที่ทำหน้าที่ทั้ง Emulsifier และ Skin Conditioning ครับ ตัวนี้มีชื่อทางการค้าว่า Ambil EM 90 มันจะให้ความรู้สึกเรียบลื่นมักใช้ใน Anti Aging และ Eye Cream
  6. DIMETHICONE CROSSPOLYMER
    • Silicone
  7. AQUA / WATER
  8. LAUROYL LYSINE
  9. ACRYLATES COPOLYMER
  10. ESCIN
    • Aesculus Hippocastanum
    • สารสกัดที่ได้จาก horse chestnut มีความสามารถในการเป็น เภสัชวิทยา (pharmacological) ต่อผิว โดยสารสกัดจากตัวนี้จะมี Aescin ที่เป็นสารประกอบประเภทสาร Saponin ซึ่งมันมีความสามารถในการช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยการทำให้เส้นเลือดและหลอดเลือดหดตัว และยังสามารถออกฤทธิ์ในการต้านการอักเสบด้วย โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นกับยาตัวหนึ่งที่ใช้ทาคือยาเรพาริลเจล (Reparil gel)
    • นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการช่วยเรื่องผิวไหม้จากแดด และ Photo Aging (ผิวโดนทำร้ายจากแสงแดดทำให้ดูแก่ขึ้น
  11. SILICA DIMETHYL SILYLATE
  12. ADENOSINE
    • ถ้าใครที่เรียนเรื่องเซลล์มาจะคุ้นกับคำว่า ATP (Adenosine Triphosphate) ซึ่งจะเป็นสารที่ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ Cell ประกอบมาจาก Adenine + Ribose sugar = Adenosine แล้วจึงต่อกับหมู่ฟอสเฟต 3  หมู่ [ใครที่สนใจอยากอ่านในเชิงลึกลองไปอ่านตาม Linkนี้ครับ]
    • เจ้าตัวนี้เป็น Anti Aging ที่โด่งดังมานานแล้วครับ มันสามารถช่วยลดริ้วรอยได้ช่วยให้ผิวเรียบเนียนมากขึ้น
    • สามารถช่วยลดอาการอักเสบของผิว และช่วยเสริมกระบวนการรักษาบาดแผลได้
  13. N-HYDROXYSUCCINIMIDE
    • N-Hydroxysuccinimide.png
    • Credit Photo : wikipedia
    • ตัวนี้เป็นอะไรที่น่าสนใจครับ เพราะว่ามันมักจะถูกใส่อยู่ใน Eye Cream Product ล่ะ เพราะมันจะไปช่วยลดอาการไหลเวียนของเลือดหรืออาการอักเสบที่ทำให้เรามีแพนด้าใต้ตา (ส่วนตัวคิดว่าเค้าฉลาดที่เอามาใส่คู่กับ Escin ล่ะ ประสานการทำงานได้ดีทีเดียว)
    • เจ้าตัวนี้ส่วนใหญ่เราจะเห็นมันมาคู่กับ chrysin นะครับ และจะจับคู่กันมาอยู่ใน Eye Cream ที่อ้างสรรพคุณในเรื่องของการลด dark circle หรือรอยคล้ำของถุงใต้ตานั้นเอง ใส่กันหลาย Brand เลยล่ะ Dior / Algenist / Estee Lauder / Lancôme มากมายอะ
    • อย่างไรก็ตามหมูยังไม่เจอข้อมูลใน Pubmed นะครับตัวนี้
  14. PALMITOYL OLIGOPEPTIDE
    • สารตัวที่ 14 และ 16 หมูเข้าใจว่ามันมาด้วยกันนะครับ มันคือ Matrixyl® 3000 ครับ เรามักจะเห็น Matrixyl® 3000 ใน Product ของ No.7 ครับ คำกล่าวอ้างจากผู้ผลิตสารจะบอกว่ามันสามารถช่วยในเรื่องของกากระตุ้นการสร้าง Collegen ได้จึงมักจะถูกใส่อยู่ใน Anti-aging Product
    • มีการศึกษาแต่ไม่ได้ตีพิมพ์อย่างชัดเจนนะครับ อันนี้ก็ต้องไปพิจารณากันต่อว่าจริงไหม แต่เค้าอ้างว่ามันสามารถเสริมสร้าง Collagen ได้ครับ
  15. CHRYSIN
    • maxresdefault.jpg
    • เป็นสาร Isoflavone ที่มักจะสกัดได้จากดอกของเสาวรสครับ passiflora caerulea (blue passion flower) ก็จะเน้นในเรื่องของการเป็นการลดอาการอักเสบ ลดผลกระทบจากการทำร้ายของ UVA UVB, เป็น Antioxidant, เป็น Photo aging, ช่วยสร้าง Collagen I และ ยังช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีได้อีกด้วย
  16. PALMITOYL TETRAPEPTIDE-7

La Roche-Posay : Lipikar Fluide

สวัสดีครับห่างหายจากการรีวิว Body Cream ไปนาน เพราะที่ผ่านมาหมูก็ไปใช้ตัวทั่วๆไปที่ราคาไม่ได้แพงมากส่วนผสมก็ธรรมดาๆตามราคา ซึ่งมันก็ไม่ได้น่าสนใจขนาดที่จะเอามารีวิวได้ แต่คราวนี้มาใหม่กับตัวที่มีความน่าสนใจครับ จนมีน้องในเพจนี้แหล่ะ (แหล่งข่าวสารดีๆของหมูส่วนหนึ่งก็มาจากเพื่อนๆในเพจครับ) หมูเองโดยส่วนตัวเคยพลิกอ่านส่วนผสมของเจ้าตัวนี้มาก่อนแล้ว ก็เห็นว่าน่าประทับใจดีเหมือนกันเพราะมี Vitamin B3 มาอันดับต้นๆ แต่ก็ยังไม่ได้ลองเนื้อของมัน (พลาดไปได้ไง)

ดังนั้นจึงนำมาสู่ด่านที่สองของการพิจารณาสินค้า คือเรื่องของเนื้อสัมผัสครับ เนื่องจากว่าบ้านเมืองเรานั้นมีอากาศร้อนคนก็มักจะไม่ชอบทาครีมทาตัวกันเพราะมันเหนอะ แต่หมูต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าตัวนี้ทำเนื้อครีมออกมาได้น่าประทับใจทีเดียวครับ เป็นเจลเนื้อแน่นที่ทาแล้วไม่เหนอะเลย สะบายผิวๆมากๆ แถมหมูยังสามารถทาครีมกันแดดทับไปอีกชั้นได้แบบสบายๆเลยทีเดียว

Active หลักๆของ Body Cream ตัวนี้เห็นอยู่ 3 ตัวเท่านั้นนะครับก็จะมี Vitamin B3, Rapeseed Oil (Canola Oil) และ Shea Butter โดยรวมๆแล้วเราก็จะได้เรื่อง Whitening และการฟื้นฟูผิวเสียจากการทำร้ายของ UV และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวนะครับ ในส่วนนี้หมูไม่อยากเสียเวลาอธิบายมาก เนื่องจากว่าสารไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลยอยากให้ไปอ่านอธิบายเรียงสารด้านล่างเอามากกว่าครับ

เจ้าตัวนี้หมูก็ไม่กล้าฟันธงว่าเค้าใส่ Vitamin B3 มาปริมาณเท่าไหร่นะครับ แต่ก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 2% ใครที่ผิวกระดำกระด่างอยู่ก็น่าซื้อไปลองอยู่ครับ เนื้อดีทาง่ายเหมาะกับอากาศบ้านเรา สูตรผสมก็ง่ายแสนง่าย เรียบง่ายมากๆ คนผิวแพ้ง่ายก็น่าจะไปลองโดนกันครับ (ครีมจะแพงแค่ไหนกระปุกละ 8 หมื่น ยังไงก็ควรเทสที่ข้อพับหรือหลังหูก่อนทานะครับ และใครที่อยากจะผิวขาวขึ้นยังไงก็ต้องทาครีมกันแดดเยอะๆครับ และจะขาวได้มากสุดก็คงไม่เกินส่วนของร่างกายที่โดนแดดน้อยที่สุดครับ จุดที่ขาวที่สุดในร่างกายนั้นแหล่ะคือมาตรฐานในการขาวของเราครับ อย่าหวังเรื่องขาวข้าม DNA ของตัวเองครับ เตือนสติด้วยความหวังดี)

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  1. มี Vitamin B3 มาต้นๆที่มีสรรพคุณรอบด้านทั้ง Whitening และ Anti-aging
  2. มี Canola Oil ที่บำรุง Skin Barrier ได้ชัดเจน
  3. บรรจุภัณฑ์ทึบแสง ไม่ใส่สี และน้ำหอม

ข้อเสีย

  1. ไม่มี

ราคาประมาณ 400 บาท/400ml (หลายๆครั้งที่มีส่วนลดตามร้านต่างๆ)

อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

La Roche-Posay Lipikar Fluide 1

เนื้อครีมสีขาวเจล เกาะตัวหลวมๆ ไม่มีกลิ่น

La Roche-Posay Lipikar Fluide 2

เอานิ้วเกลี่ยแบบไม่ต้องออกแรงก็กระจายตัวได้ดีแล้วครับ

La Roche-Posay Lipikar Fluide 3

เมื่อเกลี่ยจนรอบแล้วก็จะแห้งได้ไวมากๆ และหมูก็พึ่งจะรู้ว่าทาแล้วมันได้ Feel เหมือนมีอะไรมาช่วยเคลือบผิว เพราะที่ผ่านมาทาทั้งตัว แต่คราวนี้หมูลองลูบที่หลังมืออีกข้างแล้วมันต่างกันจริงๆ สรุปก็ให้ความชุ่มชื้นได้ดีครับ

อธิบายเรียงสาร

  1. AQUA / WATER
  2. GLYCERIN
    • ให้ความชุ่มชื้นแบบ Humectant (ดึงน้ำเข้าผิว)
  3. NIACINAMIDE
    • 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วยDRP2011-379173.001.jpgDRP2011-379173.002.jpg2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเวบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7657446]

      3. มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16766489]

      4. Dose ในการใช้ Vitamin B3 Max Dose โดยไม่รู้สึกระคายเคืองผิวมี Limit อยู่ที่ 10% ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16596767]

      5. นอกจากนี้ B3 ยังเป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง (Source : http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/niacinamide)

  4. DIMETHICONE
    • เป็น Silicone ชนิดหนึ่ง
  5. PARAFFINUM LIQUIDUM / MINERAL OIL
    • ตัวนี้มีหลายคนเข้าใจผิดมาตลอดว่ามันเกี่ยวข้องกับการก่อสิว จิงๆแล้วมันคือน้ำมันใสๆ ไม่มีกลิ่น ได้มาจากการ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าเราเอามาทำให้มันบริสุทธิ์ (Purify) มันจะเรียกว่า mineral oil USP นะครับ ย่อมาจาก cosmetics- and pharmaceutical-grade mineral oil ครับ ใช้ได้ตามปกติเลย ซึ่งมันปลอดภัยมากและยังให้ประโยชน์กับผิวในเรื่องของการเป็น Moisturizing อีกด้วย
  6. CAPRYLIC/CAPRIC TRIGLYCERIDE
  7. BRASSICA CAMPESTRIS OLEIFERA OIL / RAPESEED SEED OIL
    • canola-and-its-seeds.jpg
    • Credit Photo : http://www.oilmillequipment.com
    • มันคือ Canola Oil นั้นเอง ภาษาไทยเรียกว่าผักกาดก้านขาวครับ โดยมีงานวิจัยพบว่าเจ้าตัวนี้สามารถลดค่า TEWL (transepidermal water loss) หรือลดการสูญเสียน้ำของผิว ซึ่งมันก็คือการเสริม Skin Barrier ที่ดีนั้นเองครับ
    • จริงๆแล้วใน Canola Oil ก็มี Fatty Acid ดีๆมากมายนะครับ ประกอบไปด้วย 55% of the monounsaturated fatty acid; oleic acid, 25% linoleic acid and 10% alpha-linolenate เลยทีเดียว ซึ่งพวก Fatty Acid เหล่านี้ก็มีส่วนช่วยในเรื่องของการเสริม Skin Barrier นั้นเองครับ
    • Linoleic acid and alpha-linolenic สองตัวนี้มีวิจัยว่าช่วยลดอาการ Hyperpigmentation จาก UV ได้ด้วยนะครับ
  8. DIMETHICONOL
    • ตัวนี้ก็เหมือน Silicone ทั่วไปครับ เป็น emollient แล้วก็ช่วยในเนื้อครีมมีความเรียบลื่น
  9. SODIUM HYDROXIDE
    • pH Adjuster
  10. AMMONIUM POLYACRYLDIMETHYLTAURAMIDE / AMMONIUM POLYACRYLOYLDIMETHYL TAURATE
  11. DISODIUM EDTA
    • Chelating Agent ตัวจับประจุที่ทำให้เนื้อครีม Break
  12. CAPRYLYL GLYCOL
  13. XANTHAN GUM
    • สารก่อเนื้อเจล
  14. ACRYLATES/C10-30 ALKYL ACRYLATE CROSSPOLYMER
  15. BUTYROSPERMUM PARKII BUTTER / SHEA BUTTER
    • Dollarphotoclub_80486232.jpg
    • ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น เป็นตัวเคลือบผิว (Emollient) และมี Antioxidant มากมาย แถมยังลดการระคายเคืองได้
    • ไปเจองานวิจัยว่ามันเสริม Skin Barrier และรักษาอาการผื่นผิวหนังได้ครับ
  16. PHENOXYETHANOL
    • สารกันเสียส่วนใหญ่มักจะใส่กันที่ 1% ครับ

Ingredients : AQUA / WATER, GLYCERIN, NIACINAMIDE, DIMETHICONE, PARAFFINUM LIQUIDUM / MINERAL OIL, CAPRYLIC/CAPRIC TRIGLYCERIDE, BRASSICA CAMPESTRIS OLEIFERA OIL / RAPESEED SEED OIL, DIMETHICONOL, SODIUM HYDROXIDE, AMMONIUM POLYACRYLDIMETHYLTAURAMIDE / AMMONIUM POLYACRYLOYLDIMETHYL TAURATE, DISODIUM EDTA, CAPRYLYL GLYCOL, XANTHAN GUM, ACRYLATES/C10-30 ALKYL ACRYLATE CROSSPOLYMER, BUTYROSPERMUM PARKII BUTTER / SHEA BUTTER, PHENOXYETHANOL

StriVectin : Intensive Illuminating Serum

สวัสดีครับ วันนี้หมูมากับ Brand ที่เราส่วนใหญ่จะมีความรู้สึกต่อเค้าว่า ทาง Brand จะเน้นเรื่องส่วนประกอบที่ดี และดูเป็น Brand ที่มี Innovation (นวัตกรรม) มีการคิดค้นสารประกอบพิเศษที่ Brand อื่นๆ ไม่มี เหมือนกับพวก สาหร่ายนาซ่าของ La Mer หรือ Life Plankton ของ Biotherm ซึ่ง Strivectin ก็ได้นำเจ้าสาร NIA-114™ มาลงแข่งในตลาด Skincare นั้นเอง

เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ คือทาง Brand น่ะเค้าพยายามจะอ้างว่าเค้ามีการคิดค้นสารที่ชื่อว่า NIA-114™  (ถ้าไปอ่านใน Ingredients ก็จะเจอคำว่า Myristyl Nicotinate : MN ครับ) ซึ่งถ้าดูตาม VDO เค้าก็บอกว่ามีการเทสต่างๆมากมาย ได้ผลลัพธ์โน้นนี้ บลาๆๆ (ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อได้แค่ไหนนะครับ) นอกจากนี้เค้าก็บอกว่าสารตัวนี้มันสามารถซึมลึกเข้าสู้ผิวได้ในชั้นที่ลึกมาก โดยมันจะไปช่วย ดังนี้

  1. Energize Skin Cells : ให้พลังงานแก่เซลล์
  2. Strengthen and Rebuild the Skin Barrier : เสริมให้ Skin Barrier มีความแข้งแรงมากขึ้น รักษาน้ำในผิวไว้ได้ดีขึ้น โดยอ้างว่าผิวมันจะแข็งแรงขึ้น 88% (เอาไรมาวัดก็ไม่รู้)
  3. Prevent the Impact of Environmental Aggressors : ช่วยปกป้องจากมลภาวะแวดล้อม เช่นแสงแดด ฝุ่นควันต่างๆ
  4. Turbocharge Other Active Ingredients : คือเข้าไปช่วยให้ Active อื่นๆในครีมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่นใน Line Wrinkle ก็จะไปช่วยเสริมตัว Collagex-CE (ประกอบไปด้วยอะไรบ้างก็ไม่รู้) หรือไปเสริมการทำงานของ Retinol ในเรื่องของการปรับ Skin Tone

 

620px-Hexylresorcinol.svg

จริงๆ แล้วเจ้า NIA-114™ มันก็เป็นสารประกอบ Niacin ฟังแล้วก็คุ้นๆกับคำว่า Niacinamide หรือ Vitamin B3 นะครับ และ… ใช่ครับมันคือสารกลุ่มเดียวกับ Vitamin B3 นั้นเอง สารตัวนี้มาจากการวิจัยของ Dr. Myron Jacobson ซึ่งเป็น biochemist ครับ ซึ่งเค้าและภรรยาก็เป็นคนนำทีมวิจัยเองนั้นล่ะ โดยทั่วไปแล้ว Gold Standard ในการรักษาริ้วรอยมันคือ Tretinoin (Vitamin A ชนิดหนึ่ง อ่านรายละเอียด Vitamin A ที่นี้) ซึ่งปกติแล้ว Vitamin A จะทำให้ผิวเราบางลงอ่อนแอลงจนทำให้เราไม่สามารถใช้ Skincare บางตัวที่ไม่ได้อ่อนโยนต่อได้ครับ ตัวนี้ทางผู้คิดค้นใช้คำว่า “You get the gain without the pain.” เลยทีเดียวเชียวล่ะ (ส่วนตัวฟังแล้วก็ Againts ทันที 555+ โม้จีๆ)

อย่างไรก็ตามครับ ในเมื่อจะมาขายสาร NIA-114™ (MN) ให้กับ Consumer อย่างหมู หมูก็ Search สิ รออะไร 555 ข้อมูลมีไว้หาเนาะ หมูก็ไปเจอรายละเอียดใน Pubmed มาสรุปสั้นๆเลยคือมันช่วยเสริม Skin Barrier ได้ครับ เค้าทดสอบกับผู้หญิงที่มีการใช้ Retinoic Acid (เพราะ Vitamin A มันทำให้ผิวชั้น Stratum Corneum บางลง เป็นผลให้ Skin Barrier มันแย่ลง และเป็นผลให้ TEWL หรือชื่อเต็มคือ Transepidermal Water Loss ที่แปลว่าอัตราการสูญเสียน้ำของผิวมันพุ่งสูงขึ้น ที่เป็นเหตุผลว่าทำไมช่วงใช้ Vitamin A แล้วหน้าของเราแห้งไวนั้นเอง) ซึ่งได้ผลว่าเจ้า MN นี้มันช่วยลด Side-Effect จากการใช้ Retinoic Acid ได้ล่ะ แต่ในส่วนของวิจัยว่ามันไปเสริมประสิทธิภาพของ Retinoic Acid ไหม… ไม่จะ เป็นแค่คำเคลมของทาง Brand เท่านั้นครับ

นอกจากนี้จากที่หมูได้เกริ่นไปข้างต้นนั้น แท้จริงแล้วตัว Brand เอง ก็เคยถูกทาง FDA ลงดาบมารอบหนึ่งถึงความโม้ในการโฆษณามาเช่นกันนะครับ เนื่องจากปี 2003 ตอนที่เค้าได้ออกสินค้าและ Slogan ที่ว่า “Better than Botox” มานั้นทำให้กลุ่มลูกค้าสาวๆ (หรือหนุ่มๆที่มีใจจะหน้าตึง) บางกลุ่มแห่แหนกันไปอุดหนุนสินค้าของ StriVectin กันมากมาย ซึ่งในเวลาต่อมามันก็พิสูจน์ไปในตัวน่ะนะว่ามันทำไม่ได้ จนสุดท้ายมาจบที่ “You get the gain without the pain.” นั้นล่ะ ทั้งนี้ทั้งนั้น Reseach จาก Pubmed ก็เป็นอะไรที่น่าจะเป็นจริงมากสุดในเรื่องของการเสริม Skin Barrier ครับ ใครที่สนใจเรื่องราวที่มาของ Brand ว่าเป็นมาอย่างไร ถูกใคร Takeover ไปบ้าง ก็กดเข้าไปอ่านกันได้ที่ LINK นี้นะครับ

สรุปภาพรวม

เรามาพูดถึง Product ตัวนี้กันบ้างครับ หมูมองสารประกอบของ Product ตัวนี้ออกเป็นตามนี้นะครับ

1. ความสามารถในการเป็น Whitening ก็จะประกอบไปด้วย

  • ก็จะมี NIA-114™ ครับ ตัวนี้นอกจากที่หมูเขียนในเรื่องของการบำรุง Skin Barrier ไปข้างต้นแล้ว หมูมองว่ากลุ่ม Vitamin B3 ยังไงก็ยังทำหน้าที่ยับยั้งการส่งผ่านเมลานินเข้าไปยังเซลล์ผิวครับ
  • Hento White เป็นตัวที่ทำให้ครีมมีสีน้ำตาลซะขนาดนี้นะครับ ดูจากปริมาณที่ใส่เข้ามาแล้วก็น่าจะใส่มาหลาย % อยู่นะครับสีขึ้นมาซะเข้มเชียว แต่เอาเข้าจริงแล้วในส่วนของ Hento White นั้นจะช่วยให้ผิวเราขาวได้จริงหรือไม่ก็ยังไม่มีผลพิสูจน์ที่เป็นทางการอย่างแท้จริงนะครับ
  • Vitamin C รูปแบบ Tetrahexyldecyl Ascorbate ซึ่งมีความสามารถละลายในน้ำมันครับ ตัวนี้น่าจะดูดซึมเข้าผิวได้ดี โดยทั่วไปแล้ว Vitamin C จะเป็น Antioxidant แล้วช่วยให้หน้าดูสว่างมากขึ้น ดู Bright มากขึ้น นอกจากนี้มันยังช่วยกระตุ้นการผลิต Collagen ได้ ซึ่งก็เป็นการช่วยลดริ้วรอยบางๆ ได้บ้างครับ ข้อดีคือทาง Brand ไม่ได้ลืมใส่ Vitamin E เข้ามาให้มันช่วยเสริมการทำงานกันและกันจากการ Share Electron จาก Vitamin E ที่ใช้ให้ Vitamin C มีความเสถียรมากขึ้นครับ
  • สารสกัดจาก Water Cress มีความสามารถเป็น Antioxidant ลด Lipid peroxidation ซึ่งเป็นอาการที่ออกซิเจนทำปฎิกิริยากับไขมันออกมาเป็นของเสีย แล้วทำให้โปรตีนเราเปลี่ยนสี และสุดท้ายคือ Skin Tone เราก็จะอมเหลืองขึ้นมาครับ
  • เป็นพืชตระกูลมินท์ มีผู้ขายสารพยายามจะชูว่ามันมีความสามารถในการยับยั้ง Tyrosinase แต่ยังไม่เจอข้อมูลใน Pubmed เท่าไหร่ ไปเจอว่าน้ำมันของมันมีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรีย

2. สารที่ช่วยเรื่องการสมานผิว

2e75a223dfa01dc274859efd15ae7d7d

  • สารสกัดจากดอกเดซี่มีวิจัยว่ามันมีสาร Saponin ที่ช่วยยับยั้งอาการของเนื้องอก และมีความสามารถในการสมานแผล ช่วยให้ปากแผลปิดได้ไวขึ้น เป็นผลที่ได้จากการทดลองกับผิวของหนูนะครับ
  • สารสกัดจากยีสต์มีวิจัยว่ามันช่วยเร่งกระบวนการรักษาของแผลครับ เค้าเอาไปทดสอบกับหนูที่เป็นเบาหวานนะ
  • มีสารสกัดจากสาหร่ายที่ช่วยในเรื่องการต้านเซลล์มะเร็ง แต่บังเอิญเค้าไม่ได้เขียนพันธุ์ของสาหร่ายมาให้ชัดเจน

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  1. มีสารประกอบที่เน้นชัดเจนเลยในด้านการเป็น Whitening
  2. มีสารที่เน้นไปในเรื่องของการบำรุง Skin Barrier
  3. มีสารที่เน้นในการเสริมการเป็น Antioxidant และเสริมการสมานแผล
  4. บรรจุภัณฑ์ทึบแสง ไม่ใส่สี และน้ำหอม

ข้อเสีย

  1. สาร Hento White และสารสกัดจากพืชตระกูลมินท์ยังไม่มีวิจัยที่เป็นทางการรองรับแน่นอน

ราคา 3,850/30ml

อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

StriVectin Intensive Illuminating Serum 1

เนื้อครีมเป็นสีส้มอมน้ำตาลชัดเจนนะครับ มีกลิ่นแปลกๆนะ อธิบายไม่ถูกแต่มันก็ไม่ได้เหม็นอะไรนะครับ

StriVectin Intensive Illuminating Serum 2

ตอนเกลี่ยก็แอบตกใจเล็กน้อยกลัวว่าทาไปแล้วจะหน้าเหลือง แต่ก็เนื้อดีมากครับเกลี่ยง่ายดี

StriVectin Intensive Illuminating Serum 3

เมื่อทาเสร็จแล้วผิวก็ไม่ได้เหลืองอะไรขึ้นมากเท่าไหร่ครับ

รายละเอียดส่วนผสม

  1. Aqua (Water, Eau)
  2. Bellis Perennis (Daisy) Flower Extract
    • 2e75a223dfa01dc274859efd15ae7d7d
    • Credit Photo : Pinterest
    • สารสกัดจากดอกเดซี่มีวิจัยว่ามันมีสาร Saponin ที่ช่วยยับยั้งอาการของเนื้องอก
    • มีความสามารถในการสมานแผล ช่วยให้ปากแผลปิดได้ไวขึ้น เป็นผลที่ได้จากการทดลองกับผิวของหนูนะครับ
  3. Isopropyl Myristate
  4. Myristyl Nicotinate
    • มีคือสาร NIA-114™ ของทาง Strivectin มีวิจัยว่ามันเสริม Skin Barrier จากคนที่ใช้ Vitamin A ได้ แต่มันจะไม่ช่วยเสริมประสิทธิภาพของ Vitamin A
    • มีงานวิจัยว่ามันเป็นสารที่สามารถเสริม Skin Barrier รักษาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ และมีความเสถียรสูง โดยวางไว้ที่อุณหภูมิของห้องได้ยาวนานถึง 3 ปี โดยที่มันสลายไปไม่ถึง 0.05%
  5. Pentylene Glycol
    • Slip Agent เพิ่มความเรียบลื่นให้ Products
  6. Glycerin
    • เป็น Humectant ให้ความชุ่มชื้น
  7. Hexylresorcinol
    • 620px-Hexylresorcinol.svg
    • Credit Photo : wikimedia.org
    • เจ้าตัวนี้ถ้าไปอ่านจากในเวบป้าพอลล่าก็จะพบว่ามันยังไม่มีวิจัยจริงจังถึงผลกระทบต่อผิวของคนเรานะครับว่ามันช่วยให้เราขาวขึ้นได้ยังไง แต่ที่แน่ๆ คือมันเป็น Antioxidant ได้ ทั้งนี้ในเวบป้าพอลล่าก็จิกกัดได้สนุกสนานดี เค้าบอกว่า Research น่ะพบว่าเจ้าสารตัวนี้มันมีประสิทธิภาพต่อการเปลี่ยนสีที่เกิดการ Oxidation ของเปลือกกุ้งหรือผลไม้ (คือเค้าใช้สารนี้กันในอุตสาหกรรมอาหารกันอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการเปลี่ยนสีของอาหารเป็นสีน้ำตาล (Browning)) แล้วป้าพอลล่าก็ถามกลับมาเบาๆ ว่า แล้วผิวของคนมันมีส่วนประกอบอะไรที่เหมือนผลไม้หรือเปลือกกุ้งรึปล่าวล่ะ? การเอามาเชื่อมโยงกันแบบนี้มันดูง่ายไปมั๊ย? 555+ ก็เข้าใจถามดีคับ นอกจากนี้มี Research ของสารตัวนี้ที่เอาไปเทสกับผิวของคนจริงๆ นะ แต่ก็ดันเอาเนื้อครีมที่มีเจ้าตัวนี้ใส่ผสมรวมกับ B3, Arbutin ที่ช่วยในเรื่องความขาวอยู่แล้ว แล้วจะไปรู้ได้ไงว่าขาวเพราะใคร (เหมือนท้องไม่มีพ่อเลยอะ 555+)
  8. Mica
  9. Polymethylsilsesquioxane
  10. Tetrahexyldecyl Ascorbate
    • 1944233921
    • เป็น Vitamin C ชนิดหนึ่งที่อยู่ในรูปละลายน้ำมัน (lipid soluble) มีงานวิจัยโดยเค้าเอา 10% ascorbic acid (water soluble) and 7% tetrahexyldecyl ascorbate (lipid soluble) มาเปรียบเทียบกับการทาหน้าอีกข้างด้วยซิลิโคนเบสเปล่าพบว่าฝั่งที่ทา Vitamin C Complex นั้นได้ผลการกระตุ้น และช่วยให้ผิวชุ้มชื้นมากกว่าผิวอีกฝั่งอย่างมีนัยสำคัญ
  11. Lysolecithin
  12. Sclerotium Gum
    • Thickening Agent เอาไว้สร้างเนื้อครีม
  13. Dimethicone
    • ซิลิโคน
  14. Yeast Extract
    • สารสกัดจากยีสต์มีวิจัยว่ามันช่วยเร่งกระบวนการรักษาของแผลครับ เค้าเอาไปทดสอบกับหนูที่เป็นเบาหวานนะ
    • สามารถช่วยลดเม็ดสีได้ หากยีนส์นั้นถูกเลี้ยงด้วย daidzein, genistein และ apigenin
  15. Sodium Acrylates Copolymer
    • ตัวนี้น่าจะมากับ Lecithin มีชื่อทาวงการค้าว่า LECIGEL™ นะครับ ทำหน้าที่เป็น Emulsifier
  16. Caprylyl Glycol
  17. Lecithin
  18. Pullulan
    • สารก่อฟิลม์ มีความสามารถในการละลายกับน้ำ โดย CosmeticsCop.com บอกว่ามันคือ “Glucan gum produced by black yeast that contains polysaccharides, which makes it a good water-binding agent, thickening agent, and antioxidant,” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเจ้าตัวนี้มักจะใส่อยู่ในครีมแนว Anti Aging ช่วยให้เกิดการตึงกระชับจากการก่อฟิลม์
  19. Algae Extract
    • นี้ก็เขียนมาลอยๆ มากเพราะสาหร่ายมีหลายสายพันธุ์ ไม่รู้จะให้ข้อมูลยังไง แต่โดยทั่วไปแล้วมันก็ช่วยเรื่องผิวได้อยู่ครับ เช่นสารสกัดจากสาหร่าย Combu ก็สามารถช่วยต้านเซลล์มะเร็งได้
  20. Tocopheryl Acetate
    • Vitamin E
  21. Soy Amino Acids
    • ตัวนี้หาข้อมูลไม่พบครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วสารสกัดที่ได้จากถั่วเหลืองจะมีความสามารถในการยับยั้งการส่งผ่านเมลานินเข้าสู่เซลล์ผิวได้
  22. Nasturtium Officinale Extract
    • nasturtium-officinale-le-ahaines-a.jpg
    • Credit Photo : newfs.s3.amazonaws.com
    • สารสกัดจาก Watercress มีความสามารถเป็น Antioxidant ลด Lipid peroxidation ในตับของหนูทดลอง (การที่ออกซิเจนทำปฏิกริยากับไขมันออกมาเป็นของเสีย)
  23. Melissa Officinalis Leaf Extract
    • melissa_officinalis_lemon_balm_leaf_02-08-04.jpg
    • Credit Photo : http://www.aphotoflora.com
    • เป็นพืชตระกูลมินท์ มีผู้ขายสารพยายามจะชูว่ามันมีความสามารถในการยับยั้ง Tyrosinase แต่ยังไม่เจอข้อมูลใน Pubmed เท่าไหร่ ไปเจอว่าน้ำมันของมันมีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรีย
  24. Ethylhexylglycerin
  25. Tetrasodium Glutamate Diacetate
  26. Hexylene Glycol
  27. Parfum (Fragrance)
  28. Xanthan Gum
  29. Alcohol
  30. Phenethyl Alcohol
  31. Potassium Sorbate
  32. Sodium Benzoate
  33. Disodium Phosphate
  34. Sodium Hydroxide
  35. Tetrasodium EDTA
  36. Phenoxyethanol
    • สารกันเสียนิยมใส่กันประมาณ 1%

Ingredients : Aqua (Water, Eau), Bellis Perennis (Daisy) Flower Extract, Isopropyl Myristate, Myristyl Nicotinate, Pentylene Glycol, Glycerin, Hexylresorcinol, Mica, Polymethylsilsesquioxane,Tetrahexyldecyl Ascorbate, Lysolecithin, Sclerotium Gum, Dimethicone, Yeast Extract, Sodium Acrylates Copolymer, Caprylyl Glycol, Lecithin, Pullulan, Algae Extract, Tocopheryl Acetate, Soy Amino Acids, Nasturtium Officinale Extract, Melissa Officinalis Leaf Extract, Ethylhexylglycerin, Tetrasodium Glutamate Diacetate, Hexylene Glycol, Parfum (Fragrance), Xanthan Gum, Alcohol, Phenethyl Alcohol, Potassium Sorbate, Sodium Benzoate, Disodium Phosphate, Sodium Hydroxide, Tetrasodium EDTA, Phenoxyethanol

Fresh : Black Tea Firming Corset Cream

สวัสดีครับ วันนี้วนกลับมาเจอ Line Black Tea ของ Fresh ซึ่งเป็น Line ลูกรักของหมูเอง (จะบอกว่า Brand Fresh ลูกรักก็จะดูวงกว้างไป ขอ Scope อยู่ใน Line ของ Black Tea แล้วกันนะ) เจ้าตัวนี้เป็นตัวที่เค้า Launch มาได้ซักพักแล้วนะครับ เพียงแต่ว่าครีมที่บ้านยังไม่หมดเสียทีเราก็เลยตัดใจไม่ซื้อ แม้ว่าจะอยากได้มากแค่ไหนก็ตาม ผ่านมาซัก 2 – 3 เดือนครีมหมูเริ่มใกล้จะหมดประมาณว่าอีกไม่เกิน 1 อาทิตย์ไปแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจไปรับเจ้านี้มาอยู่ในกรุด้วยกันกับพี่ชายเค้า … งงสิใครพี่ เจ้านั้นคือ Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask ที่หมูปลื้มจนใส่ไว้เป็น Livelymoo’s Favorite 2016 นั้นเองความดีงามของมันมีอยู่แน่นอัดเต็มจนหมูต้องร้องว้าวด้วยราคา 3600 บาท ต่อขนาดใหญ่ยักษ์ถึง 100 ml เชียวนะแกร คุ้มมาก (นี้ถ้ารอช่วงลดราคา 20% Sephora นี้ถึงกับตายได้เลยนะ คุ้มค่ามากๆ)

Fresh-Black-Tea-Line.jpg

เมื่อ Fresh ออก Product ตัวใหม่มาใน Line Black Tea มีหรือเราจะไม่ไปแอบส่องเนื้อครีมและสารสกัด Ingredients List ของเค้า … ตอนแรกที่เห็นเนื้อครีมก็รู้สึกฟินไป 3 บ้าน 8 บ้านแล้ว เพราะว่ารุ่นพี่ชายเค้าเป็น Mask ซึ่งมีเนื้อที่หนักหนวง Heavy Weight มากๆ ครับ แต่ก็ไม่แคร์เราก็โบกไปด้วยความสะใจจริงๆ รู้สึกได้ทุกเช้าที่ทาว่าหน้าเราได้รับการบำรุงมาทั้งคืนแน่นอน ที่แน่ๆคือเรื่องการช่วยรักษาความชุ่มชื้นครับเพราะว่าตอนล้างหน้าในตอนเช้าจะพบความลื่นๆทันทีเมื่อหน้าโดนน้ำ แสดงว่ามันเคลือบได้ดีจริงๆ

ใน Fresh : Black Tea Firming Corset Cream นี้มีความดีงามอกเรื่องครับคือเค้าได้มีการปรับเปลี่ยนสารจากรุ่นพี่ชายมาคือมีการนำสารที่ชื่อว่า Alpinia Galanga Leaf Extract เข้ามาเพิ่ม

 

คือตัวนี้เป็นสารที่แม้แต่ Dr.Ci:Labo : Special Enrich-Lift Eye ก็ยังเอามาใช้กันเลยทีเดียว แล้วเจ้าสารนี้มันดีงามยังไงล่ะ คือถ้าให้ตอบข้อมูลจาก Pubmed ก็จะบอกว่า “Alpinia: the gold mine of future therapeutics” หรือแปลว่าขุมทรัพย์ของการบำบัดรักษาเลยทีเดียว ที่เค้าให้ชื่อนี้เป็นเพราะว่าสารสกัดที่ได้จากเจ้าข่านี้มี Flavonoid ที่เป็นสารต้านมะเร็งผิวหนัง และลดอาการอักเสบได้ด้วย แต่ถ้าให้พูดในเรื่องของมุมจากบริษัทผู้ผลิตสาร “BASF” เค้าก็ได้สกัดสารตัวนี้และให้ชื่อทางการค้าว่า “Hyalufix GL” นะครับ ถ้าลองอ่านจาก Link ด้านล่างก็จะพบว่าเค้าพยายามเคลมในเรื่องของการที่มันจะเข้าไปช่วยในการสร้าง Hyaluronic ใต้ผิวหนังด้วยเอมไซน์ที่ชื่อว่า HAS-2 ซึ่งเป็นตัวเดียวเท่านั้นที่ไปกระตุ้นการสร้าง Hyaluronic ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง ซึ่งเค้าเองก็ทำ Research in-house กับผู้หญิง 50 คนว่า Hyalufix GL 3% เมื่อใช้เป็นระยะยาวเวลา 4 อาทิตย์ก็จะให้ผลที่ดีกว่าพวกเปปไทด์ต่างๆที่เอาไว้ลดริ้วรอย รวมถึงเมื่อใช้ไปจนถึง 3 เดือน ก็จะพบว่าร่องแก้มตื้นขึ้น… แค่นี้ ยังไม่ต้องตามไปอ่านสารตัวอื่นก็เริ่มน่าสนใจเข้ามาแล้วววว

tratamento_Hyalufix.jpg

ครีมตัวนี้หากจะดูในแง่เชิงเปรียบเทียบจาก Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask อีกก็คงต้องขอบอกว่าเค้าได้เอา Shea Butter ที่ทำให้เนื้อครีมมีความหนักออกไป รวมถึงสารที่ชื่อ Kigelia Africana ออกไปด้วย เป็นพืชที่เจริญเติบโตใน Africa ทั้งนี้จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากการที่สาวชาวพื้นเมืองของ Africa นำผลของเจ้า Kigelia Africana มาบดแล้วนวดบริเวณหน้าอกเพื่อให้เกิดความเต่งตึงครับ

มาดูสรุปภาพรวมกันครับว่าหมูมองความสามารถของเจ้าครีมตัวนี้ออกเป็นกี่ส่วนกัน

1. ความสามารถในเรื่องของการฟื้นฟูริ้วรอยเป็น Anti-Aging

  • ในส่วนนี้หมูพดเรื่องสาร Alpinia Galanga Leaf Extract ไปมากแล้วที่ด้านบนนะครับ
  • สารประกอบอีกตัหนึ่งคือเจ้าพิเทร่าที่อยู่ใน SK-II ที่มีความสามารถในการส่งเสริมการแบ่งตัวของเซลล์
  • มีสารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ที่มีคุณสมบัติครอบจักรวาล ในส่วนที่ให้ผลด้าน Anti Aging ก็จะมี
    • ช่วยต่อต้านการเสื่อมสลายของ Collagen Elastin และ Hyaluronic
    • แถมยังไปกระตุ้น Fibroblasts ให้ผลิต Collagen ขึ้นมาเพิ่มอีกด้วยซ้ำครับ
  • มีเจ้า Adenosine ที่หมูชอบเป็นการส่วนตัว เจ้าตัวนี้เป็น Anti Aging ที่โด่งดังมานานแล้วครับ มันสามารถช่วยลดริ้วรอยได้ช่วยให้ผิวเรียบเนียนมากขึ้น และสามารถช่วยลดอาการอักเสบของผิว และช่วยเสริมกระบวนการรักษาบาดแผลได้
  • และอีกตัวที่น่าสนใจมากๆ คือ Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester ครับ สารตัวนี้มาแนวแปลกครับ Concept คือเป็นสารที่ไปช่วยลดความเครียดของผิวได้ และเป็น lipodipeptide ที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ ทางผู้ผลิตสาร เค้าทดลองโดยการใช้เครื่องมือจับเท็จ (Lie Detector) มาทดสอบกับมือที่มีการทาและไม่ทาเจ้าสารนี้ แล้วเอากระดาษทรายมาถู พร้อมทั้งใช้เครื่องจับเท็จมาตรวจ (เออเป็นการทดสอบที่แปลกดีวุ้ย) สรุปสุดท้ายเค้าก็บอกมาว่ามันช่วยลดความเครียด และไปลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่ก่อให้เกิดริ้วรอยได้ครับ ตัวนี้เจอข้อมูลตลกๆ ใน Pubmed เพราะเค้าเอาสาร 2 ชนิดที่มีการ Claim ในเรื่องของการผ่อนคลายมาเทียบกันแบบ in vivo เลยครับ โดยสาร 2 ตัวนั้นคือ 4-t-butylcyclohexanol (Eucerin® UltraSensitive Soothing Care Dry Skin) และ acetyl dipeptide-1 cetyl ester (La Roche-Posay Toleriane® Ultra Intense Soothing Care) ซึ่งก็พบว่าทั้งสองสามารถช่วยผ่อนคลายได้จริง และทั้งสองก็มีคุณสมบัติที่เท่ากันล่ะ

2. ความสามารถในการเป็น Antioxidant

  • มีสารสกัดจากใบชา (จะชาดำหรือชาเขียวล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติที่ดีพอกัน และเก็บมาจากต้นเดียวกัน ต่างกันแค่กรรมวิธีหลังเก็บที่จะพยายามรักษาสีเขียวไว้หรือไม่)
    • ในสารสกัดจากชาเขียวนั้นจะมีเจ้า EGCG (epigallocatechin-3-gallate) เป็นสารตัวหลักๆ ครับ โดย EGCG ถือเป็นโภชนเภสัช (polyphenol) หรือ สารที่มีสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีคุณสมบัติ ลดอาการสิว ลดความมันบนใบหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการระคายเคืองที่เกิดจาก UV และยังถือเป็น Anti-aging อีกด้วยเพราะมันไปช่วยยับยั้งการทำลาย Collagen ครับ
    • ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าเพียงแค่ 2% ก็รักษาสิวที่ไม่รุนแรงได้ครับ และเมื่อใช้ที่ 3% ก็จะช่วยลดปริมาณ Sebum หรือน้ำมันบนหน้าได้อีกด้วย
  • Blackberry นี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในฐานะของ Herbal Medicine ครับ เพราะว่ามันมีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรีย (Antimicrobial) เซลล์มะเร็ง ตลอดจนเป็น Antioxidant ที่มีประสิทธิภาพ
  • “เก๋ากี่ หรือ เก๋ากี้, เก๋ากี๋, เก๋าคี่” หรือภาษาอังกฤษคือ “Wolfberry หรือ Goji berry” นะครับ ตัวนี้เจอข้อมูลว่ามันเป็น Antioxidant ที่ดี

3. ความสามารถในการให้ความชุ่มชื้น

pl8395140-remark

  • SODIUM HYALURONATE เป็น HA (Hyaluronic Acid) ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า HA ทั่วๆ ไป ซึ่งไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
  • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ HA อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ

ความรู้สึกในภาพรวม และการใช้งาน

Livelymoo Fresh Black Tea Firming Corset Cream 5.jpg

หมูลองใช้เจ้า Fresh : Black Tea Firming Corset Cream มาได้ประมาณ 2 อาทิตย์แล้วครับ จะบอกว่ามันทาได้ทั้งเช้าและเย็นเลยนะ สำหรับหมู ด้วยเนื้อครีมที่มีความเบาบางมากขึ้น อย่างไรก็ตามคนที่มีผิวมันอาจจะทาได้แต่เฉพาะตอนเย็นเท่านั้นครับเพราะถึงเนื้อจะเบาบางลงแต่ยังไงก็บางและระเหยไวเท่าพวก Gel แน่นอน

ความรู้สึกในการใช้นี้ดีมากครับ เนื้อครีมนุ่มมาก กลิ่นหอมอ่อนๆเหมือนลิ้นจี่ ประกอบกับสารในภาพรวมนั้นดูดีทำให้ทาแล้วรู้สึกว่ากำลังได้รับการบำรุงที่ดีกระตุ้นการสร้าง Hyaluronic และ Collagen ใต้ชั้นผิวพร้อมการรักษาความชุ่มชื้นไปในเวลาเดียวกัน ยิ่งรู้ว่าเป็นสารที่ Dr.Ci:Labo : Special Enrich-Lift Eye ใช้ด้วยแล้วยิ่งฟินหนักเข้าไปอีก 555

อย่างไรก็ตามราคาของเจ้าตัวนี้ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันครับ 4,200/50ml เมื่อเทียบกับตัว Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask ที่ 3,600/100ml มันเหมือนแพงขึ้นมาเกินเท่าตัวเลยทีเดียวล่ะ

🍭ถามว่าน่าลงทุนไหมหมูว่าถ้ามีงบก็คู่ควรนะครับ เหมาะสำหรับคนอายุ 30+ ดี มันเป็นวัยของคนที่เลิกบ้าความขาวแต่อยากเน้นผิวให้ดูแน่นกระชับลดริ้วรอยครับ…

🍭ถามว่าแล้วเลือกอันใดอันหนึ่งได้ไหม เป็นหมูจะใช้ทั้งคู่ครับ แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ ก็อาจจะเลือกเจ้า Fresh : Black Tea Firming Corset Cream เป็นหลัก ส่วนการรักษาความชุ่มชื้นเดี๊ยวไป Mask หน้าเอาแทนเนาะ…

สรุปข้อดีข้อเสีย

ข้อดี

  1. มีสารประกอบที่เน้นไปทางด้าน Anti Aging มากมาย
  2. ประทับใจที่ใส่สารเดียวกับ Dr.Ci:Labo มาอยู่ต้นๆของครีมเลย แสดงว่าอัดมาหนักใช่ได้ครับ
  3. มี Antioxidant ดีๆมากมาย
  4. ครีมสามารถให้ความชุ่มชื้นได้ดี
  5. เนื้อสัมผัสดีกว่ารุ่น Over Night Mask
  6. กลิ่นที่เบาบางกว่าไม่แน่ใจว่ามาจากการใส่น้ำหอมที่น้อยลง (หรือมาจากการใส่สารสกัดลิ้นจี่ที่น้อยลงแต่มันก็โอเคดี)

ข้อเสีย

  1. บรรจุภัณฑ์แบบกระปุก
  2. มีน้ำหอม

ราคา 4,200/50ml

อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ


รีวิวละเอียด ขี้เกียจอ่าน ข้ามเลย

เนื้อสัมผัส

livelymoo-fresh-black-tea-firming-corset-cream-1

ด้านซ้ายคือตัว Corset Cream ส่วนด้านขวาคือ Overnight Mask นะครับ จะเห็นว่าด้านซ้ายเนื้อครีมจะดูเบากว่า ไม่หนืดเหมือนด้านขวาที่เกาะตัวกันแน่นกว่าครับ ทั้งสองตัวมีกลิ่นลิ้นจี่นำมาเหมือนกันนะครับ แต่ตัวขวาจะมีกลิ่นที่ชัดเจนกว่า

livelymoo-fresh-black-tea-firming-corset-cream-2

ลองเอาไม้ปาดดูไปพร้อมๆกันทั้งสองก็กลี่ยได้ไม่ได้ยากเย็นอะไร

livelymoo-fresh-black-tea-firming-corset-cream-3

อันนี้คือใช้นิ้วช่วยปาดต่อจะรู้สึกได้เลยว่าตัว Over Night Mask จะมีความหนึบติดนิ้วมากกว่าเยอะครับ

livelymoo-fresh-black-tea-firming-corset-cream-4

เกลี่ยเสร็จแล้วก็จะรู้สึกเย็นๆ ในบริเวณที่มีครีมทั้งสองเคลือบอยู่ล่ะ

รายละเอียดสาร

  1. Water
  2. Isononyl Isononanoate
  3. Cetearyl Isononanoate
  4. Hydrogenated Polyisobutene
  5. Butylene Glycol
  6. Glycerin
  7. Pentylene Glycol
  8. Steareth-21
  9. Jojoba Esters
    • เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ว่า โจโจบา ดีสำหรับเอามาทาผิว ทำให้ผิวนุ่ม ชุ่มชื้น โดยน้ำมันของผลโจโจบานั้นก็เป็นส่วนประกอบหลักของ Ester (WAX) นั้นเอง มีรายงานว่ามันสามารถลดการระคายเคือง ช่วยสมานแผล ช่วยชะลอวัยรวมถึงเป็น Moisturizer ด้วย
    • อีกรายงานบอกว่ามันช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำได้ (Transepidermal water loss : TEWL)
  10. Alpinia Galanga Leaf Extract
    • alpinia-galanga-rasna-3.jpg
    • มันคือใบของต้นข่าครับ ซึ่งข่าเองก็มีหลากหลายสายพันธุ์เหลือเกิน แต่จากการหาข้อมูลใน Pubmed ถึงกับเขียนว่า “Alpinia: the gold mine of future therapeutics” หรือแปลว่าขุมทรัพย์ของการบำบัดรักษาเลยทีเดียว ที่เค้าให้ชื่อนี้เป็นเพราะว่าสารสกัดที่ได้จากเจ้าข่านี้มี Flavonoid ที่เป็นสารต้านมะเร็งผิวหนัง และลดอาการอักเสบได้ด้วย
    • ถ้าให้พูดในเรื่องของสารนั้นเข้าใจว่าตัวนี้มาจากบริษัทผู้ผลิตสาร BASF โดยมีชื่อทางการค้าว่า Hyalufix GL นะครับ ถ้าลองอ่านจาก Link ด้านล่างก็จะพบว่าเค้าพยายามเคลมในเรื่องของการที่มันจะเข้าไปช่วยในการสร้าง Hyaluronic ใต้ผิวหนังด้วยเอมไซน์ที่ชื่อว่า HAS-2 ซึ่งเป็นตัวเดียวเท่านั้นที่ไปกระตุ้นการสร้าง Hyaluronic ที่มีน้ำหนักโมเลกุลสูง ซึ่งเค้าเองก็ทำ Research in-house กับผู้หญิง 50 คนว่า Hyalufix GL 3% เมื่อใช้เป็นระยะยาวเวลา 4 อาทิตย์ก็จะให้ผลที่ดีกว่าพวกเปปไทด์ต่างๆที่เอาไว้ลดริ้วรอย รวมถึงเมื่อใช้ไปจนถึง 3 เดือน ก็จะพบว่าร่องแก้มตื้นขึ้น
    • tratamento_Hyalufix.jpg
  11. Algin
  12. Saccharomyces Ferment Filtrate
    • budding_saccharomyces1330516213464.jpg
    • Credit Photo : classconnection.s3.amazonaws.com
    • นี้ก็คือ Pitera ที่ใส่ใน SK-II ครับ แต่ประเด็นคือเราก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าใช้ยีสต์สายพันธุ์ไหนมาใช้
    • เท่าที่ขุดข้อมูลใน Pubmed ไปเจอเรื่องการเอามากินครับ ว่ายีสต์สายพันธุ์ Cerevisiae มีคุณสมบัติในการส่งเสริมการแบ่งตัวของเซลล์ (เค้าทดสอบกับปลา Rainbow Trout นะ)
    • http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22440584
  13. Camellia Sinensis Leaf Extract
    • 0000049_diatea-green-tea-mix-250gm_760.jpeg
    • Credit Photo : http://www.diatea.com
    • สารสกัดจากชาเขียวมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant อย่างดี แถมยังช่วยให้ผิวรักษาความชุ่มชื้นได้ยาวนานเพิ่มขึ้น ลดการสูญเสียน้ำของผิว (Transepidermal water loss : TEWL) ส่งผลให้ผิวมีความเรียบเนียนมากขึ้นครับ
    • ในสารสกัดจากชาเขียวนั้นจะมีเจ้า EGCG (epigallocatechin-3-gallate) เป็นสารตัวหลักๆ ครับ โดย EGCG ถือเป็นโภชนเภสัช (polyphenol) หรือ สารที่มีสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีคุณสมบัติ ลดอาการสิว ลดความมันบนใบหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการระคายเคืองที่เกิดจาก UV และยังถือเป็น Anti-aging อีกด้วยเพราะมันไปช่วยยับยั้งการทำลาย Collagen ครับ
    • ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าเพียงแค่ 2% ก็รักษาสิวที่ไม่รุนแรงได้ครับ และเมื่อใช้ที่ 3% ก็จะช่วยลดปริมาณ Sebum หรือน้ำมันบนหน้าได้อีกด้วย
    • ทั้ง Green Tea และ Black Tea นั้นมาจากต้นเดียวกัน เพียงแต่ต่างกรรมวิธีในการเก็บรักษาหลังเก็บเกี่ยว เพราะ Black Tea เค้าจะปล่อยให้มันทำปฏิกริยา Oxidize ไปเลย ส่วน Green Tea ไม่ อย่างไรก็ตามคุณสมบัติที่ได้ก็ยังคงใกล้เคียงกัน โดยมีการค้นพบว่าทั้งคู่มีปริมาณสาร Polyphenol ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน
  14. Lycium Chinense Fruit Extract
    • 20cb7be1eff83e404c48e464c044c4bd.jpg
    • Credit Photo : Pinterest
    • มันคือ “เก๋ากี่ หรือ เก๋ากี้, เก๋ากี๋, เก๋าคี่” หรือภาษาอังกฤษคือ “Wolfberry หรือ Goji berry” นะครับ ตัวนี้เจอข้อมูลว่ามันเป็น Antioxidant ที่ดี
  15. Rubus Fruticosus (Blackberry) Leaf Extract
    • Blackberry-Thornless-Chester-860.jpeg
    • Credit Photo : http://plant.daleysfruit.com.au
    • เจ้า Blackberry นี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในฐานะของ Herbal Medicine ครับ เพราะว่ามันมีความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรีย (Antimicrobial) เซลล์มะเร็ง ตลอดจนเป็น Antioxidant ที่มีประสิทธิภาพ โดยตัว Blackberry เองนั้นก็มีสารประกอบดีๆ มากมายเหลือเกินครับ ถ้าเป็นสารที่สกัดจากผลก็จะมีกรดต่างๆ ที่เป็น AHA และน้ำตาลเพิ่มมาด้วยล่ะ
    • http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4127818/
  16. Litchi Chinensis Seed Extract
    • thumbnail
    • Credit Photo : davesgaeden.com
    • ตัวนี้หาใน Pubmed จะเจอแต่สารสกัดจากลิ้นจี่ แต่ยังไม่เจอข้อมูลถึงสารที่สกัดมาจากเมล็ดของลิ้นจี่ครับ
    • แต่เรายังไม่หยุด เราหาจนเจอ Article หนึ่ง 555+ เค้าบอกว่าเมล็ดของลิ้นจี่นี้มีสาร Flavonoid Saponin Anthocyanin และอื่นๆ ครับ ซึ่งเค้าก็พบว่าสารสกัดเมล็ดลิ้นจี่สามารถ
      • ช่วยต่อต้านการเสื่อมสลายของ Collagen Elastin และ Hyaluronic
      • แถมยังไปกระตุ้น Fibroblasts ให้ผลิต Collagen ขึ้นมาเพิ่มอีกด้วยซ้ำครับ
      • นอกจากนี้ก็ยังช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มมากขึ้น มีค่า PH ที่เหมาะสม รวมถึงช่วยเพิ่มปริมาณ Sebum ในชั้นผิวได้อีกด้วย
      • แล้วที Peak ไปอีกก็คือตัวมันเองก็เป็น Antioxidant โดยไปลด Active Oxigen ในร่างกาย ซึ่งก็ลดปริมาณของที่มาของอนุมูลอิสระต่างๆ ในร่างกาย
      • ยังไม่หมดครับ เค้าก็บอกว่ามันยังเป็น Whitening ที่เทียบเท่ากับ Vitamin C โดยไปยับยั้งการทำงานของ Tyrosinase อีกด้วย
      • ทั้งนี้เค้าก็บอกมานะครับว่าสารสกัดที่ได้จากเมล็ดนี้ Strong สุดในการยับยั้ง Melanin เมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของต้นลิ้นจี่ด้วยล่ะ
      • http://www.oryza.co.jp/html/english/pdf/Litch_seed_6.0.pdf
  17. Sorbitan Laurate
    • Surfactant & Emulsifier
  18. Sodium Hyaluronate
    • pl8395140-remark.jpg
    • Credit Photo : http://www.hyaluronicaciddermalfiller.com
    • เจ้า HA (Hyaluronic Acid) เป็นตัวที่ทำหน้าที่หลักๆ ในการรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ชั้นผิวหนัง ซึ่งมันเป็น GAGs (Glycosaminoglycans) ชนิดหนึ่งที่พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
    • GAGs คือ โปรตีนที่มีโครงสร้างเป็นเส้นใยของเมทริกซ์ภายนอกเซลล์ (Extracellular Matrix) ซึ่งฝังอยู่ในเจล และเป็นโพลีแซคคาไรด์ที่ประกอบด้วยหน่วยของไดแซคคาไรด์ที่ซ้ำกัน โมเลกุลหนึ่งในสองของไดแซคคาไรด์จะเป็น N-acetylglucosamine หรือ N-acetylgalactosamine โดยโมเลกุลนี้จะมีความเป็น Acidic sugar (มีความเป็นกรด/มีประจุลบ)
    • GAGs เป็นคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นสำหรับร่างกาย กล่าวคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ GAG ยังมีคุณสมบัติดูดน้ำจึงทำให้เนื้อเยื่อสามารถทนทานต่อแรงกดดันได้
    • ไปเจอ Report ในส่วนของความสามารถในการซึมเข้าสู้ผิวของ HA พบว่า HA ที่มีน้ำหนัก 20-300 kDa นั้นจะสามารถซึมลงไปในผิวได้ แต่พวกที่มีน้ำหนัก 1000-1400 kDa จะไม่สามารถ
    • โดยทั่วไปแล้วขนาดโมเลกุลของ Hyaluronic  Acid อยู่ที่ประมาณ 3,000 nm ซึ่งช่องว่างของผิว (intercellular space) นั้นจะมีขนาดเพียง 15-50 nm เท่านั้น มันจึงไม่ได้สามารถซึมลงเข้าสู่ผิวได้นะครับ
    • SODIUM HYALURONATE เป็น HA ที่มีโมเลกุลเล็กกว่า HA ทั่วๆ ไป
    • ไปเจอการศึกษาของตัว Nano-Hyaluronic (ขนาดประมาณ 5 nm) เค้าเอาไปทดสอบกับผู้หญิงจำนวน 33 คน รวมแล้วมีค่าเฉลี่ยของอายุที่ 45.2 ปี เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ พบว่ามันสามารถช่วยลดความลึกของร่องริ้วรอยได้ 40% รวมถึงความชุ่มชื้นของผิว (skin hydration) ก็เพิ่มขึ้น 55%
  19. Hydroxyethylcellulose
    • เป็นกรดอะมิโนที่ได้มาจากพืช ใช้เพื่อเป็นสารกันเสีย Emulsifier Binder Thickener มีความสามารถในการละลายน้ำ ตัวมันเองไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อผิวแต่ถูกใช้ในวงกว้างด้วยคุณสมบัติเฉพาะของตัวมันเอง
  20. Adenosine
    • ถ้าใครที่เรียนเรื่องเซลล์มาจะคุ้นกับคำว่า ATP (Adenosine Triphosphate) ซึ่งจะเป็นสารที่ทำหน้าที่ให้พลังงานแก่ Cell ประกอบมาจาก Adenine + Ribose sugar = Adenosine แล้วจึงต่อกับหมู่ฟอสเฟต 3  หมู่ [ใครที่สนใจอยากอ่านในเชิงลึกลองไปอ่านตาม Link นี้ครับ]
    • เจ้าตัวนี้เป็น Anti Aging ที่โด่งดังมานานแล้วครับ มันสามารถช่วยลดริ้วรอยได้ช่วยให้ผิวเรียบเนียนมากขึ้น
    • สามารถช่วยลดอาการอักเสบของผิว และช่วยเสริมกระบวนการรักษาบาดแผลได้
  21. Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester
    • สารตัวนี้มาแนวแปลกครับ Concept คือเป็นสารที่ไปช่วยลดความเครียดของผิวได้ และเป็น lipodipeptide ที่สามารถพบได้ในธรรมชาติ
    • ทางผู้ผลิตสาร เค้าทดลองโดยการใช้เครื่องมือจับเท็จ (Lie Detector) มาทดสอบกับมือที่มีการทาและไม่ทาเจ้าสารนี้ แล้วเอากระดาษทรายมาถู พร้อมทั้งใช้เครื่องจับเท็จมาตรวจ (เออเป็นการทดสอบที่แปลกดีวุ้ย)
    • สรุปสุดท้ายเค้าก็บอกมาว่ามันช่วยลดความเครียด และไปลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่ก่อให้เกิดริ้วรอยได้ครับ
    • ตัวนี้เจอข้อมูลตลกๆ ใน Pubmed เพราะเค้าเอาสาร 2 ชนิดที่มีการ Claim ในเรื่องของการผ่อนคลายมาเทียบกันแบบ in vivo เลยครับ โดยสาร 2 ตัวนั้นคือ 4-t-butylcyclohexanol (Eucerin® UltraSensitive Soothing Care Dry Skin) และ acetyl dipeptide-1 cetyl ester (La Roche-Posay Toleriane® Ultra Intense Soothing Care) ซึ่งก็พบว่าทั้งสองสามารถช่วยผ่อนคลายได้จริง และทั้งสองก็มีคุณสมบัติที่เท่ากัน
  22. Tocopheryl Acetate
    • Vitamin E
  23. Tocopherol
    • Vitamin E
  24. Myristyl Myristate
  25. Behenyl Alcohol
  26. Cetyl Alcohol
  27. Stearyl Alcohol
  28. Glyceryl Stearate
  29. Decyloxazolidinone
  30. Dimethicone
  31. Diphenylsiloxy Phenyl Trimethicone
  32. Parfum (Fragrance)
  33. Polyacrylamide
  34. Acrylates/C10-30 Alkyl Acrylate Crosspolymer
  35. C13-14 Isoparaffin
  36. Xanthan Gum
  37. Sorbitol
  38. Tromethamine
  39. Maltodextrin
    • เป็น Polysacharide ที่ช่วยให้สารในครีมมีความเสถียรมากขึ้น ช่วยเพิ่มคุณสมบัติของสารตัวอื่นๆ ในด้าน Anti-Aging ได้ (แต่ตัวมันเองไม่ใช่ Anti-Aging นะครับ)
  40. Dimethicone/Phenyl Vinyl Dimethicone Crosspolymer
  41. Laureth-7
  42. Polyvinyl Alcohol
  43. Bht
    • Antioxidant ช่วยให้ครีมมีอายุยืดขึ้น
  44. Cellulose Gum
  45. Caprylic/Capric Triglyceride
  46. Citric Acid
  47. Sodium Benzoate
  48. Sodium Citrate
  49. Potassium Sorbate
    • สารกันเสีย
  50. Biotin
    • คนมักเรียกตัวนี้ว่า Vitamin H หรือ Vitamin B7 ครับ ตัวมันเองทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาในการสร้าง DNA หรือ RNA จะต้องมี Biotin เสมอ
    • เรามันจะเห็น Brand ดังๆ ในการใช้เจ้าตัวนี้ใส่ลงอยู่ใน Hair Care Product ที่เคลมเรื่องการงอกยาวของเส้นผมนะครับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ช่วยให้ผมเรางอกเยอะขึ้น แต่จะเป็นการ Maintain ไม่ให้ผมร่วงไปก่อนครับ
    • แต่จากการหาข้อมูลมายังไม่เจอผลการ Test จากการทานะครับ เจอแต่เรื่องกินอย่างเดียว ซึ่งส่งผลให้ผิวเราสวยขึ้นมากๆ จริงๆ ครับ (ไปหา Bioten มากินดีกั่ว…)
  51. Phenoxyethanol
    • สารกันเสีย นิยมใส่กันที่ 1%
  52. Linalool
    • น้ำหอม
  53. Citronellol
    • น้ำหอม
  54. Geraniol
    • น้ำหอม

Ingredients : Water, Isononyl Isononanoate, Cetearyl Isononanoate, Hydrogenated Polyisobutene, Butylene Glycol, Glycerin, Pentylene Glycol, Steareth-21, Jojoba Esters, Alpinia Galanga Leaf Extract, Algin, Saccharomyces Ferment Filtrate, Camellia Sinensis Leaf Extract, Lycium Chinense Fruit Extract, Rubus Fruticosus (Blackberry) Leaf Extract, Litchi Chinensis Seed Extract, Sorbitan Laurate, Sodium Hyaluronate, Hydroxyethylcellulose, Adenosine, Acetyl Dipeptide-1 Cetyl Ester, Tocopheryl Acetate, Tocopherol, Myristyl Myristate, Behenyl Alcohol, Cetyl Alcohol, Stearyl Alcohol, Glyceryl Stearate, Decyloxazolidinone, Dimethicone, Diphenylsiloxy Phenyl Trimethicone, Parfum (Fragrance), Polyacrylamide, Acrylates/C10-30 Alkyl Acrylate Crosspolymer, C13-14 Isoparaffin, Xanthan Gum, Sorbitol, Tromethamine, Maltodextrin, Dimethicone/Phenyl Vinyl Dimethicone Crosspolymer, Laureth-7, Polyvinyl Alcohol, Bht, Cellulose Gum, Caprylic/Capric Triglyceride, Citric Acid, Sodium Benzoate, Sodium Citrate, Potassium Sorbate, Biotin, Phenoxyethanol, Linalool, Citronellol, Geraniol