Month: July 2016

Fresh : Umbrian Clay® Purifying Mask

วันนี้หยิบตัว Mask โคลนของทาง Fresh มาเขียนให้ได้อ่านกันครับ ที่ตัดสินใจซื้อเจ้า Fresh : Umbrian Clay® Purifying Mask มาเป็นเพราะว่าหมูเองชอบ Brand นี้เป็นการส่วนตัวจากความประทับใจจากที่ได้ใช้เจ้า Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask รวมถึง Packaging ครับ เค้าใช้แก้วมาทำเป็นกระปุก พอจับแล้วให้ความรู้สึกมีน้ำหนักที่ดี ลวดลายอะไรต่างๆ ก็ทำออกมาได้ดูสบายตาไปหมดเลยทีเดียว ส่วนในเรื่องของสารประกอบนั้นเจ้า Mask ตัวนี้กลับไม่ได้ใส่สารอะไรมาหวือหวามากเหมือน Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask ครับ เค้าจะเน้นที่ตัว Fuller’s Earth ซึ่งหมายถึงแร่ดินที่มีคุณสมบัติในการดูดซึมล่ะ เจ้า Fuller’s Earth นี้มีคุณสมบัติในการดูดคราบไขมันออกจากหนังสัตว์ และเสื้อผ้า นะครับ นอกจากนี้มันยังเป็นสารประกอบหลักๆ ที่ใช้ในทรายแมวอีกด้วย จุดนี้คนเลี้ยงแมวจะรู้จักทรายแมวเป็นอย่างดี เพราะมันคือทรายที่เทใส่กะบะเอาไว้ให้น้องแมวมาทำธุระหนักเบา 🙂 โดยทรายแมวนี้จะจับตัวเป็นก้อนทันทีเมื่อโดนน้ำครับ ทำให้เราสามารถตักมันออกไปได้ง่าย ส่วนประกอบหลักๆ ของเจ้าแร่ดินนี้ก็จะประกอบไปด้วยแร่ดินต่างๆ เช่น Montmorillonite, Kaolinite และ Attapulgite นะครับ และในบางพื้นที่ Fuller’s Earth จะหมายถึง Bentonite ซึ่งก็เกิดจากขี้เถ้าของภูเขาไฟที่มีส่วนประกอบหลักๆ คือแร่ Montmorillonite เช่นกัน เจ้า Montmorillonite มีคุณสมบัติการบวมตัวเมื่อโดนน้ำ ซึ่งเกิดจากโมเลกุลของมันจะดูดซับน้ำเข้าไป ทำให้เจ้า Montmorillonite clays นั้นสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ หลากหลายมากครับ ทั้งเป็น Skincare ที่เอาไว้ใช้ในการดูดซับความมันส่วนเกิน ใช้ในทางการแพทย์เพื่อดูดซับสารพิษ (คือกินเข้าไปเลย) รวมถึงสามารถนำไปใช้ในการขุดแจาะน้ำมันในบริเวณที่มีโคลนเหลวจำนวนมากๆ ก็จะใส่เจ้าตัวนี้ลงไปช่วยครับ ในส่วนของการใช้เป็น Skincare ในการดูดซับความมันแล้ว เจ้า Montmorillonite ยังมีความสามารถที่ดีอีกข้อในเรื่องของการรักษาสิว หรือช่วยป้องกันการเกิดสิวได้ คือ มันมีคุณสมบัติเป็น antibiotic (ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย) อีกด้วยนะครับ Source : Enhanced interlayer trapping of a tetracycline antibiotic within montmorillonite layers in the presence of Ca and Mg., Antimicrobial organophilic montmorillonite nanoparticles: screening and detection assay. สรุปภาพรวม เจ้าตัวนี้ราคาประมาณ 2,400บาท/100ml นะครับ หมูก็ได้ลองใช้อยู่ 3 – 4 ครั้งแล้ว ตอนแรกก็นึกว่ามันจะเหม็นโคลน แต่ก็ผิดคาดครับกลายเป็นว่าเค้าได้ใส่กลิ่นแนว Citrus เข้ามาให้รู้สึกสดชื้นขึ้น หลังจากที่ได้ทาลงไปก็ใช้เวลาไม่นานประมาณ 5 นาที Mask ก็แห้งและเซตตัวแล้ว (แต่ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณที่เราใช้ทาว่าหนาแค่ไหนด้วยนะครับ แน่นำว่าไม่ต้องทาหนามากหรอกครับ) ส่วนในเรื่องของสารประกอบก็เห็นหลักๆ อยู่ 3 กลุ่ม คือ Fuller’s Earth ที่ได้อธิบายไปข้างต้นแล้ว น้ำมันที่ดีกับผิว 2 ตัวคือ น้ำมันเมล็ดองุ่น กับน้ำมันมะกอก ซึ่งทั้งสองนี้จะช่วยให้ผิวของเราแข็งแรงขึ้นจาก Fatty Acid ต่างๆ นอกจากนี้น้ำมันเมล็ดองุ่นยังสามารถช่วยในเรื่องของ Hyperpigmentation จากการกระตุ้นของ UV รวมไปถึงการเป็น Antioxidant ด้วย น้ำหอมจาก Essential Oil และ น้ำหอมทั่วไป ก็ทำหน้าที่แนว Aromatherapy (สุคนธบำบัด) ครับ สรุปข้อดี/ข้อเสีย ข้อดี เป็น …

Atopalm : Concentrated Intensive Cream

ถ้าจะให้พูดถึงครีมดีๆ ที่ราคาก็ดีด้วยซักชิ้นหนึ่ง Atopalm : Concentrated Intensive Cream จะเป็นตัวแรกๆ ที่หมูนึกถึงในช่วงเวลานี้ครับ เจ้า Atoplam เป็น Product ที่มาจากเกาหลีโดยมีจุดขายก็คือ MLE Technology ที่เคลมเรื่องของการทำให้เนื้อครีมสามารถซึมลงผิวของเราได้เป็นอย่างดี ขยายความเพิ่มกันอีกซักเล็กน้อย Multi-Lamellar Emulsion หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า MLE ก็คือ oil-in-water emulsion ที่ถูกพัฒนาและคิดค้นมาโดยบริษัท NeoPharm ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งสิ่งที่ทาง Atopalm ได้พยายามนำเสนอจุดขายของ MLE ก็คือการที่เค้าสามารถทำเนื้อครีมที่มีโมเลกุลเป็นรูปกากบาทหรือที่เรียกว่า “Maltese Cross” ซึ่งเป็นสารที่จะอยู่ในผิวชั้นนอก (Stratum Corneum) โดยผิวมีความอ่อนเยาว์สมบูรณ์ก็จะมีจำนวน Maltese Cross จำนวนมาก และพอมีเจ้า Maltese Cross มาก ก็จะทำให้ผิวทำงานได้ดีมากขึ้น เก็บกักน้ำในผิวได้มากขึ้น และในเวลาเดียวกันก็สามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอมต่างๆ จากภายนอกได้ดีเช่นกัน จากตรงนี้ใครที่สนใจความเป็นมาของเค้า และรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ Youtube ด้านล่างนี้นะครับ ทีนี้จากมุมมอง และประสบการณ์ของหมูนะครับ ถ้าหากเราจะพูดถึงความสามารถของครีมในการซึมเข้าสู่ผิวชั้นที่ลึกขึ้นไปได้ดี ผู้รู้ท่านหนึ่งใน Industry นี้เค้าได้บอกหมูว่า เรื่องนี้จะต้องไปวัดกันที่ขนาดโมเลกุลของครีมที่ทำเสร็จขึ้นมาแล้วผ่านกล้องที่มีความละเอียดสูงมากๆ ซึ่ง Atopalm ก็สามารถตอบโจทย์ที่หมูสงสัยได้ เพราะว่าหมูไปเจอข้อมูลจาก website ของ Atopalm เองเลยว่าเค้าได้เทสแล้วว่าครีมของเค้ามีขนาดโมเลกุลที่เล็กจริงอะไรจริงนะจ๊ะ ตรงนี้หมูเอา Youtube ที่เป็นการเทสเจ้า Atopalm : Concentrated Intensive Cream ที่กำลังจะรีวิวให้อ่านกันนี้มาให้ได้ดูกันเลย นอกจากเรื่องของความสามารถในการซึมเข้าผิวได้ดีแล้ว ใน Line ของ Atopalm ทั้งหมดที่เป็นขวดสีแดงขาว (ตอนนี้ที่เกาหลีเค้ามี Line สีฟ้าออกมาใหม่ แต่ยังไม่ได้เข้าไทยอย่างเป็นทางการนะครับ) หมูจะชอบเจ้า Atopalm : Concentrated Intensive Cream ตัวนี้มากที่สุดเพราะมันเป็นตัว TOP ที่สุดของรุ่นแล้วครับ มันแตกต่างกับรุ่นแบบกระปุก (Atoplam : Intensive Moisturizing Cream) ตรงที่มีการใส่ Grape Seed Oil มามากกว่า มีการเติม Squalane เข้ามาลำดับต้นๆ และนอกจากนี้ก็ยังมีการเติม Cholesterol ที่เป็นส่วนประกอบของ Skin Barrier เข้ามาให้สูตรมีการทำงานที่ดีมากขึ้น เป็นการผสานของ Cholesterol : Essential Fatty Acid : Non Essential Fatty Acid : Ceramide ครับ เท่าที่หมูเห็นข้อมูลใน Paper ศึกษามา เค้าจะมีการสลับสัดส่วนของสาร 4 ตัวนี้ รวมถึงการทดสอบสารแค่บางคู่ หรือคู่ 3 แต่สุดท้ายก็ไปพบว่าสูตร 3 : 1 : 1 : 1 เป็นสูตรที่สามารถรักษาน้ำในผิวของคนเราได้สูงที่สุดครับ Source : Optimal ratios of topical stratum corneum lipids improve barrier recovery in chronologically aged skin. อย่างไรก็ตามถ้าดูจากการเรียงสารมาแล้วเจ้าตัวนี้ก็คงไม่ได้ตามสัดส่วนที่ว่ามาตามด้านบน (3 : 1 : 1 : 1) นะครับ เพียงแต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้ใส่อะไรมาเลย แต่ว่า… ตั้งแต่อ่านสารมาทั้งหมดนี้ก็ยังสงสัยว่าในสูตรไม่ได้มีการใส่ Ceramide มานี่หว่า หมูก็เลยไปหาข้อมูลเพิ่มเติมมาให้นะครับว่าทาง Atopalm เองก็ได้ใช้ Ceramides ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของทาง NeoPharm …

Clinique : Turnaround™ Revitalizing Lotion

หลายเดือนก่อนหมูนั่งหาข้อมูลใน Internet อยู่ก็ไปเจอ Clinique ตัวนี้เข้าครับ เห็นว่ามันน่าสนใจดี จากการที่หมูเองก็ใช้ Product ของเค้ามามากมายเหลือเกิน จึงพอจะทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของ Brand Clinique มาโดยตลอด อย่างในเรื่องของการเปิด Product Line ที่เป็น Water Lotion (ที่เรามักจะเรียกว่าน้ำตบ) เป็นต้น ถ้าหมูเข้าใจไม่ผิดทาง Clinique พึ่งจะมีการ Launch สินค้าแนว Water Lotion ได้ไม่น่าจะเกิน 5 ปีนะ (ตอนนี้ปี 2016) เริ่มจากตัวแรกก็จะเป็น Even Better ขวดขาวๆ ก่อน แล้วก็ตามมาด้วยเจ้า Turnaround™ ขวดฟ้านี้ แล้วก็ตามมาด้วยพวก Oil Serum อีกซึ่งเค้าก็ได้ใช้ไลน์ Turnaround นี้แหล่ะมาเล่นด้วย แต่ก็มาอย่างเงียบๆ แน่ะนะ ก็ต้องขอบอกว่าในความเห็นส่วนตัว ครั้งแรกที่ได้เห็น Clinique ลงมาในสนามของ Water Lotion ก็รู้สึกว่า คุณไม่ใช่เจ้าตลาดของเรื่องนี้ ถอยไหม ให้ SK-II หรือตัวที่เป็น Mass กว่าคุณอย่างพวก Hada Labo เค้าทำหน้าที่นี้แทนไหม แถมยังคิดในใจว่าตัวสินค้าไม่น่าสนใจหรอก โดยที่เราก็ยังไม่ได้เข้าไปดู Ingredients ของเค้าเลย ลืมสามัญสำนึกเรื่องการขึ้นเนื้อของครีมไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆที่สาร Active นั้นจะใส่ในเนื้อแบบไหนก็ได้ แล้วค่อยใส่สารก่อเนื้อขึ้นมาเป็นครีมอีกที แต่พอวันนี้ได้มาอ่านสารต่างๆ แล้วก็โอวววว มันยอดอยู่นะยูว์ เจ้าต้วนี้ราคา (1500บาท/200ml) สรุปภาพรวม เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า คือก็ต้องขอบอกว่า Clinique ไม่ได้ทำให้หมูผิดหวังในเรื่องของการใส่สาร Active ที่ดีๆ มานะครับ เจ้า Water Lotion ตัวนี้มีสารสกัดจากยีสต์มาในอันดับต้นๆ (แต่ก็ไม่รู้กี่ % น่ะนะ) ซึ่งมันก็ดูเหมือนว่าเค้าจะไป Copy เจ้า SK-II แต่สิ่งที่ทำให้ Clinique ขวดนี้แตกต่างออกไป นั้นคือสารอื่นๆ ที่เค้าใส่มาเพิ่ม ซึ่งเมื่อพิจารณาผลในภาพรวมแล้ว หมูมองว่า Water Lotion ขวดนี้มีความสามารถที่จะมอบความแข็งแรงสมบูรณ์ให้แก่ผิวได้ครับ โดยหมูจะอธิบายภาพรวมของสารในขวดนี้ให้เข้าใจถึงความสามารถของมันตามนี้นะครับ 1. ช่วยให้ผิวสามารถรักษาความชุ่มชื้นได้ดี Saccharomyces Lysate Extract : สารสกัดจากยีสต์ แถมยังช่วยให้ผิวของเราดูมี Texture ที่ดีขึ้น Sodium Hyaluronate : ตัวนี้ก็เป็นตัวหากินของ Hada Labo เค้า อยู่ในรูปแบบโมเลกุลเล็กที่ซึมเข้าไปในผิวได้ระดับหนึ่ง 2. ช่วยให้ชั้นผิวมีความหนามากขึ้น รักษาบาดแผลได้เร็วมากขึ้น (ผลออกไปทาง Anti-Aging เพราะผิวที่หนาขึ้นคือช่วยให้รอยตีนกาจางลงครับ) Centella Asiatica (Hydrocotyl) Extract : สารสกัดจากใบบัวบกซึ่งมีความสามารถไปส่งเสริมการผลิต Collagen ได้อีกด้วย โดยสารหลักๆของมัน คือ Triterpenoid และ saponins (ที่มีในโสมเช่นกัน) Bifida ferment : ตัวหากินของ Lancôme Genifique ที่มีการกล่าวอ้างเรื่องซ่อมแซมผิว Acetyl Glucosamine : มีคุณสมบัติหลากหลายทั้งในเรื่องของการเสริมการสร้าง Hyaluronic รวมถึงช่วยในเรื่องของการสมานแผล ป้องกันการระคายเคือง และช่วยลดริ้วรอย Adenosine Phosphate : ตัวนี้น่าสนใจเพราะการที่มันสามารถเสริมชั้นผิวให้หนาขึ้น ในทางอ้อมมันก็คือการเสริม Skin Barrier ให้ผิวรักษาน้ำได้ดีขึ้นไปในตัวด้วย Acetyl Carnitine HCL : มีงานวิจัยที่ทดลองกับหนูว่าช่วยให้ผิวของมันหนาขึ้นได้ 3. ลดผลกระทบจากการทำร้ายของ UV และเป็น Antioxidant …

Sulwhasoo : Snowise EX Whitening Serum

มาถึงตาเจ้า Sulwhasoo กันบ้างเนาะ มีคำพังเพยเค้าว่าไว้ “หากสิ่งที่นักปีนเขาทุกคนต้องพิชิตคือเอเวอเรสแล้ว สิ่งที่นักวิเคราะห์สารแบบหมูต้องพิชิตก็คือ Sulwhasoo” (ล้อเล่นนะ 555+) ที่หมูเปรียบแบบนี้เพราะว่ามันเป็น Skincare ที่อัดหนักเรื่องสมุนไพรมากๆ และส่วนใหญ่ก็คือสมุนไพรจีนนั้นแหล่ะ ส่วนผสมที่เขียนมาข้างกล่องดูแล้วแปลกๆ หน่อย เพราะเรียงสารมาแล้วกลับมีบางอย่างใส่มามากกว่าน้ำซะอีก ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็ละไว้ในฐานที่ไม่เข้าใจแล้วกัน ทั้งนี้หมูเองจะบอกว่าการเขียนรีวิวครั้งนี้ถือเป็นการได้เปิดโลกของ Active ฝั่งสมุนไพรจีนของหมูได้มากมายเหลือเกินครับ เหนื่อยเลยทีเดียวเชียว เข้าเรื่องเลยดีกว่า คือว่าในส่วนของไลน์ SNOWISE นี้ เท่าที่หมูอ่านสารผ่านๆ ก็พบว่าเค้าได้ใส่สาร Active ที่ทำงานเป็น Whitening มามากมายเพื่อไปสกัดกั้นการทำงานในแต่ละขั้นตอนของการผลิตเม็ดสี (Melanogenesis) ของเราครับ นอกจากนี้ก็ยังได้เน้นตัวชูโรงไปที่คำว่า White ก็คือสารสกัดจากโสมขาว White Ginseng Saponins (Ginsenoside) เพื่อเป็นการเน้นย้ำนะว่าทุกอย่างต้อง White จริงๆ นะครัช ปล.โสมมี Ginsenoside อยู่เยอะมากๆ 50 กว่าชนิดได้เลยครับ ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีตัวอักษรย่อตามหลังเช่น a1, a2, b1, b2, b3, c, d, e, f, g1, g2, h1, หรือ h2 ซึ่งหมูก็ไปเจองานวิจัยมาว่าโสมขาวนั้นมีสารพวกนี้มากกว่าโสมแดงทั่วไปถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียว ใครที่สนใจในรายละเอียดเชิงลึกก็สามารถเข้าไปอ่านกันได้ตามนี้นะครับ [Source : http://www.ginst15.net/red_vs_white_extract_comparison.pdf%5D ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Pubmed ที่หมูหาเจอมานั้น ก็มีการกล่าวถึง White Ginseng เช่นกันครับ โดยเค้าได้บอกว่าในโสมนั้นมีสารดีๆมากมายเหลือเกิน ไม่เพียงแต่ Saponin ที่เป็นสารหลักๆ (ที่คนมักจะพูดถึง) แต่มันยังมี  essential oils, antioxidants, polyacetylenic alcohols, peptides, amino acids, polysaccharides, และ vitamins อีกด้วย นอกจากนี้สารสกัดที่เค้าให้ความสนใจกันมากในโสมจะเป็น Polysaccharides 2 ตัวก็คือ Ginsenan S-IA และ Ginsenan S-IIA ซึ่งเจ้าตัวหลังนี้มันจะไปเพิ่มกระบวนการ Phagocytosis (กำจัดของเสียออกจากร่างกาย) ได้ด้วยนะครับ แปลง่ายๆก็คือคุณสมบัติในการต่อต้านเซลล์เนื้องอกและเซลล์มะเร็งนั้นเอง ส่วนถ้าจะมามองในเรื่องความสามารถในการเป็น Whitening ของสารสกัดจากโสมแล้ว ก็มี Research อยู่ใน Pubmed ว่ามันสามารถเข้าไปขัดขวางกระบวนการสร้างเม็ดสีได้จริง ทั้งในหลอดทดลอง (In Vitro) และในคนจริงๆ (In Vivo) นะยูว์ ตอบโจทย์ความสงสัยของตัวหมูเองในเรื่องของความสามารถในการเป็น Whitening ของโสมแล้วล่ะครับ ความรู้ใหม่ 🙂 Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4268563/ http://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK92776/   สรุปภาพรวม คือหมูก็รู้นะครับว่า Sulwhasoo เค้าใส่สมุนไพรมาหลายตัว แต่ก็เข้าใจมาตลอดว่าคงชูโรงแต่ตัวโสมเป็นหลักๆ ไม่น่าจะมีอะไรเยอะมากเป็นพิเศษ แต่พอมาอ่านข้อมูลเอาเข้าจริงๆ ก็ Stun ไปซักพัก (ยืนมองขวด แล้วนึกในใจ… งานงอกแล้วไง เขียนอะไรง่ายๆ ไม่เขียน หาเรื่องอีกแล้ว 555+) เพราะทาง Sulwhasoo เค้าได้ใช้ Active ที่มาจากสมุนไพรจีนหลายตัวมากๆ เลยทีเดียว และที่สำคัญคือเจ้าสารหลากหลายเหล่านี้มันยังเข้ามาช่วยกันเพิ่มคุณสมบัติการเป็น Whitening อย่างสุดกู่จริงๆ เรียกได้ว่าสกัดทุกการเคลื่อนไหวของการผลิตเม็ดสีเลยทีเดียวเชียวล่ะ เจ้าตัวนี้ราคา (6,500บาท/50ml) เพื่อความกระชับเข้าใจง่าย หมูจะขอสรุปสารประกอบไว้เป็นกลุ่มๆ (ในส่วนนี้พืชสมุนไพรบางอย่างมีสรรพคุณรอบด้าน หมูจะขอ Group ตามคุณสมบัติหลักๆ จากข้อมูลเท่าที่หมูจะหาได้นะครับ ออกตัวก่อนว่าสารมันเยอะมากๆ อาจจะหาข้อมูลมาไม่ได้ละเอียดมากนักนะครับ) มาเริ่มกันเลย จะขอแบ่งสรรพคุณเป็น 5 หมวดคร่าวๆ …

Melanogenesis

Credit Photo : http://jezebel.com/5925196/the-pantone-chart-of-every-human-skin-color Melanogenesis คือกลไลการสร้างเม็ดสีของผิวหนังข้างในชั้นผิวครับ มีเอนไซมน์อะไรเยอะแยะมากมาย หมูจะเอามาอธิบายในฉบับย่อครับ เอาหลักๆ คือ มีอะไรทำให้ผิวเราระคายเคือง เช่น รังสี UV หรือแพ้อะไรมา เซลล์ผิวด้านบนก็จะส่งสาร (α-MSH) หาเซลล์ที่ผลิตเม็ดสี (Melanocyte) เจ้า Melanocyte จะส่งสาร (Tyrosinase) เข้าถุงเม็ดสี (Melanosome) พอถุงเม็ดสี Melanosome ได้รับ Tyrosinase มันก็จะเริ่มผลิตเม็ดสีในถุงขึ้นมา พอสร้างเสร็จเจ้า Melanocyte ก็จะส่ง Melanosome นี้เข้าไปยังเซลล์ผิวด้านบนผ่านหนวดปลาหมึกของมันเองนี้ล่ะครับ เพื่อช่วยป้องกันการทำร้ายจากแสงแดด Concept ก็อะไรประมาณนี้ครับ (จริงๆ แล้วมีชื่อสารที่เกี่ยวข้องในกระบวนการอีกมากมายเอาไว้มาอธิบายเพิ่มเติมนะครับ) ทีนี้ถ้าเราอยากไม่ให้ผิวของเราสร้างเม็ดสี เราก็ต้องไปสกัดขั้นตอนต่างๆ เอนไซม์ต่างๆ และกลไลการสร้างเม็ดสีตามแต่ละจุด ตรงนี้โดยส่วนใหญ่สินค้าในตลาดเค้าก็จะไปสกัดกั้นกันที่เอนไซม์ต้นทางที่ชื่อ Tyrosinase ครับ นอกจากนี้เจ้า melanin ก็มีอยู่ 3 แบบ ก็คือ 1. Eumelanin ซึ่งจะได้แก่เม็ดสีดำ ซึ่งพบในคนเอเซียและคนที่ผิวคล้ำทั้งหลายในปริมาณที่มากกว่าคนผิวขาว 2. Pheo-melanin ซึ่งได้แก่เม็ดสีแดง (Oxyhemoglobin) หรือสีเหลือง (carotene) ซึ่งจะพบในคนที่ผิวขาวมากกว่าคนที่ผิวคล้ำ 3. Mixed-melanin คือ มีเม็ดสีเมลานินทั้งสองแบบข้างบน ผสมผสานกันซึ่งในภาวะปกติ สีผิวของคนเราจะเข้มขึ้นหรือจางลง ต้องมีกลไกกระตุ้นตามขบวนการดังใน รูปโดยผ่านขั้นตอนการสังเคราะห์สารต่างๆ โดยมีเอนไซม์ที่สำคัญมากมาย แต่จะกล่าวเฉพาะตัวเด่นๆ ดังนี้ [Source : http://www.student.chula.ac.th/~56370586/melaninwork.html%5D   Fitzpatrick skin type ถูกพัฒนาขึ้นมาเทียบสีผิวด้วยตัวเลขจาก Thomas B. Fitzpatrick (Harvard dermatologist) ซึ่งเค้าได้มีการแบ่งสีผิวของคนเราออกเป็นทั้งหมด 6 แบบ ตามนี้นะครับ (ถ้ากดเข้าไปใน LINK นี้เค้าจะมีแบบทดสอบว่าเราเป็นแบบไหน รูปแบบก็จะเป็นการถามถึง Effect จากการโดนแดดของเราครับคะแนนยิ่งสูงแปลว่าเรามีผิวสีเข้มขึ้น)    

Wound Healing Phases

หรือขั้นตอนต่างๆ ในการรักษาและสมานแผลของผิวเราหมูได้สรุปขั้นตอนแบบคร่าวๆ ไว้ 3 ขั้นตอน (สรุปตามข้อมูลที่หามาได้) ตามนี้เลยครับ   Wound Healing Phases   Inflammatory Phase ขั้นตอนแรกสุด เป็นช่วงเวลา 2 – 5 วันภายหลังเกิดบาดแผล ขั้นตอนจะมีมากมายแต่สำคัญๆ คือเม็ดเลือด (Platelets) จะมารวมตัวกันเพื่อช่วยอุดบาดแผลไว้ แล้วก็จะมีเม็ดเลือดขาวเข้ามาจับแบคทีเรีย และเศษเนื้อตายเพื่อทำลายสิ่งเหล่านี้ โดยในขั้นตอนนี้ผิวจะยังไม่มีการสร้าง Collagen ขึ้นมาจนกว่าจะเข้าไป Phase ที่ 2 (Proliferative) Proliferative Phase ช่วงเวลาประมาณ 5 วัน – 3 อาทิตย์ (20วัน) หลังเกิดบาดแผล ระยะนี้เป็นระยะของการสร้าง Collagen จากเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) Maturation Phase (Remodelling Phase) เป็นระยะสุดท้ายของกระบวนการ เริ่มประมาณ 20 วันหลังจากเกิดแผล ทั้งนี้ระยะเวลาในการหายจะขึ้นกับขนาดของบาดแผลและตำแหน่งที่เกิดบาดแผลด้วย ช่วงนี้จะมี Blood Supply ลดลง (ตอนเป็นแผลใหม่ๆ Blood Supply จะเพิ่มขึ้น) รวมไปถึงจะมีการทำลาย Collagen ให้เข้าสู่จุดสมดุล รอยแผลนูนๆ ก็จะนิ่มลง แบนลงและมีสีจางลงด้วย Source : http://www.healthcarethai.com/ http://med.mahidol.ac.th/ https://th.wikipedia.org/wiki/

MUJI : Moisturising Milk Moisture

วันนี้ได้เขียนงานของ MUJI ซักที หลักจากได้ทำการดองมาเป็นระยะเวลายาวนาน 555+ มาเข้าเรื่องกันเลยครับ จริงๆ แล้วยี่ห้อ MUJI นี้หมูรู้จักก่อนที่เค้าจะเอาเข้ามาในไทยอีกนะครับ เพราะว่าเรื่องราวของเค้าอยู่ในหนังสือแบบเรียนภาษาอังกฤษสมัยมหาลัยล่ะ ตอนนั้นหนังสือเค้าแค่เอ่ยถึงว่าเป็น Brand ที่เน้นความเรียบง่ายออกแนวอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย ทีนี้พอเครือ Central เริ่มนำเข้ามาในไทยช่วงแรกๆ พวก Skincare ก็ยังไม่ได้เข้ามานะครับ พึ่งจะตามมาทีหลัง แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตัวแรกๆ ที่ทุกคนอาจจะได้ใช้กันก็น่าจะเป็นพวก Cotton Sheet ที่มี 4 layers ไม่ก็ Sheet Mask อัดเม็ดล่ะ สืบเนื่องจากการที่หมูได้บัตรเงินสดของ Central มา ก็เลยไปเดินๆ หาอะไรซื้อก่อนที่บัตรจะหมดอายุครับ มาสะดุดที่ MUJI แต่ทีนี้ถ้าใคร Shopping ขอ MUJI เป็นประจำจะรู้ว่าเค้าไม่ได้พิมพ์ส่วนผสมไว้ที่ขวด แต่เค้าจะพิมพ์ใส่กระดาษแล้วพับทบไปมา แล้วเอา Scotch Tape ใสๆ แปะทับ ในส่วนนี้หมูจะบอกว่าเราสามารถแกะออกมาอ่านได้เลยครับ หมูคุยกับพนักงานของสาขา Central Chidlom เค้าบอกแกะเลย (น่ารักมาก 555+ มันส์มือเลยข้าพเจ้ายิ่งนักวันนั้น) ประจวบเหมาะกับว่าหมูเองก็กำลังตามหา Body Lotion อยู่ หมูก็เลยมานั่งอ่าน Mostursing Milk ทั้ง 3 Versions (เค้าทำเนื้อออกมา 3 แบบ คือ light / moisture / high moisture) แต่สิ่งที่ทำให้หมูเลือกขวด moisture นี้ขึ้นมาเพราะมันมี Squalane ที่ขวดอื่นๆ ไม่มีล่ะ (395บาท/400ml) Squalane ดียังไงหน่ะหรอ? (ยิ้มมุมปาก) ในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่ามันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ที่คงตัว (Saturated) แทน ซึ่งก็คือ Squalane ครับ คุณสมบัติของมันก็มากมายมีการนำไปทดสอบกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง anticancer, antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ (แทรกตามรอยแตกของผิว) emollient ครับ แม้แต่ Peter Thomas Roth (แบรนด์ที่หมูชอบมาก) ก็ยังเอามาบรรจุขวดขายแบบเพียวๆ ในนามว่า OILLESS OIL™ 100% PURIFIED SQUALANE ครับ หมูจึงบอกเสมอๆ ว่าครีมทาตัวนะถ้าหาแบบที่มี Squalane เป็นส่วนผสมลำดับต้นๆ ในราคาไม่สูงมาก นี้คือสวรรค์ดีๆเลย 🙂 สรุปภาพรวม เจ้า Body Lotion ตัวนี้ทาง่ายมากครับ ส่วนผสมเน้นไปเรื่องของความชุ่มชื้นแบบจัดหนัก โดยหมูจะมองส่วนผสมของเค้าออกเป็น 3 Functions ครับ 1. มีสารให้ความชุ่มชื้นหลากหลายทั้ง Humectant (ดึงน้ำในอากาศเข้าผิว) Occlusive (เคลือบผิวเก็บกักความชุ่มชื้น) เช่น น้ำมันมะกอก และ Emollients (แทรกตัวตามรอยแตกของผิว) เช่น Glycerin, Glycosyl Trehalose, PEG-40 Hydrogenated Castor Oil และ Polyquaternium-51 2. มีสารบำรุง ป้องกันและฟื้นฟูการทำร้ายของแสงแดด และเป็น Antioxidant เช่น Squalane, และน้ำมันมะกอก 3. …