Month: June 2016

Fresh : Sugar Sport Treatment Sunscreen SPF 30

อิอิ มาถึงคิวของ Brand ที่หมูชื่นชอบอีกรอบหนึ่งนะครับมันคือ fresh นั้นเอง ที่บอกว่าชื่นชอบไม่ใช่เพราะว่าส่วนผสมของเค้าดีงามวิเศษเวอร์วังอะไร แต่ที่หมูชอบมันมาจากภาพลักษณ์และ Packaging ที่ทาง Brand ได้ Strongly Communicate มาหาผู้บริโภคครับ หมูชอบ Concept ชอบ Packaging รวมไปถึง Mood & Tone มากๆ ดูตัวอย่าง VDO ของทาง Brand สิ เห็นแล้วหลงเลยทีเดียว เข้าเรื่องกันเลยครับ เจ้า Lip กันแดดตัวนี้ราคาก็กลางๆ ครับ 1,000บาท/7.5กรัม ซึ่งจริงๆ แล้วทาง Brand เค้าก็บอกว่าทาได้ทั้งหน้า ใต้ตา ริมฝีปาก ทาได้หมดแหล่ะ แต่ส่วนตัวก็มีกันแดดทาหน้าอยู่แล้วก็จะขอเอามาทาแต่ปากครับ โดยสารประกอบหลักๆ หมูมองว่ามันมีอยู่ 3 กลุ่ม สารกันแดด น้ำมันจากพืชต่างๆ ที่มีประโยชน์หลากหลาย Vitamin C Derivative 2 รูปแบบ 1. สารกันแดด สารกันแดดที่ใช้ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่ครับเพราะมีตัวที่มัน Degrade กันเองอยู่ แต่ Brand มันโดนทำให้หยิบมาแบบไม่มีสติ 555+ แต่ไหนๆก็ซื้อมาแล้วก็เลยเอามาเขียนให้อ่านกันซักหน่อยครับ เจ้าตัวนี้เคลม SPF 30 PA++ เท่านั้นครับ ซึ่งก็น่าจะจริงแหล่ะ เพราะสารกันแดดที่ใช้ 3 ตัวมีดังนี้ Avobenzone (อีกชื่อคือ Butyl Methoxydibenzoylmethane) เอาไว้ป้องกัน UVA แต่เจ้าตัวนี้ไม่เสถียรซักเท่าไหร่ครับ ต้องหาพวก Tinosorb มาเสริม (แต่ fresh ก็ไม่ได้ใส่มา ไม่รู้ว่ามันมีปัญหาหรือเปล่าถ้าเข้าปากไป) Octinoxate เอาไว้ป้องกัน UVB (จริงๆ แล้วเจ้าตัวนี้ไป Degrade Avobenzone ด้วยซ้ำไปนะครับ แต่ Perception ของผู้บริโภคโดยทั่วไปจะรู้แค่ว่ามันป้องกัน UVB ส่วน Avobenzone ก็กัน UVA ใส่คู่กันก็ดูดีหนิ โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะ Degrade อีกตัว) Octisalate (Octyl salicylate) เอาไว้ป้องกัน UVB เช่นกัน และก็มีความเสถียรด้วยครับ 2. น้ำมันจากพืชชนิดต่างๆ สิ่งที่น่าสนใจมากกว่ากลุ่มของสารกันแดดจะเป็นส่วนผสมที่มาจากน้ำมันของพืชต่างๆ เช่น น้ำมันละหุ่ง น้ำมันมะกอก โจโจบา อโวคาโด้ และน้ำมันเมล็ดองุ่น ทั้งนี้น้ำมันเหล่านี้มีประโยชน์ในด้านของการลดการระคายเคือง เสริม Skin Barrier ให้แข็งแรง เป็น Antioxidant และ ช่วยสมานแผลได้ ก็ถือว่าเค้าได้ใส่มาจัดเต็มพอสมควรเลยทีเดียว รายละเอียดขอให้ลองไปอ่านกันที่ด้านล่างนะครับ Credit Photos: Castor Seed Oil : http://stillunfold.com/ Olive Oil : http://static.naturallycurly.com/ Jojoba : https://www.thejojobacompany.com.au Avocado : http://www.webchutney.pk/ Meadowfoam : http://www.naturallycurly.com/ Grape Seed Oil : http://www.livestrong.com/ 3. Vitamin c นอกจากน้ำมันต่างๆ ด้านบนก็ยังมี Vitamin C Derivative อีก 2 รูปแบบที่มีความเสถียร สามารถลดการสร้างเม็ดสี และกระตุ้นการสร้าง Collagen ได้เข้ามาช่วยลดผลกระทบที่ UV มีต่อผิวอีกด้วยล่ะ สรุปภาพรวม Lip ตัวนี้เป็น Everyday Lip ในตอนเช้าจริงๆ กลิ่นหอมมีทั้งแนว …

Algenist : Genius White Brightening Anti-aging Cream

เป็นอีก Brand ที่มี Story ที่มาแบบแปลกๆ ครับ มันเริ่มจากบริษัท Solazyme Inc. (บริษัทแม่ของ Algenist ในปัจจุบัน) เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญใน industrial microalgae biotechnology และก็เป็น biotech ที่เฉพาะเจาะจงในด้านการผลิตน้ำมันจาก microalgae นี้ล่ะครับ ทั้งนี้ Solazyme Inc. เองก็ได้พัฒนาเจ้าสาหร่าย microalgae นี้เข้าไปในหลายๆ ตลาดทั้ง พลังงาน chemical และด้านสุขภาพ โดยมี Algenist นี่ล่ะเป็น Product แรกที่บุกเข้าไปในตลาดสุขภาพในรูปแบบของ Skincare ในการตีตลาดของ Algenist นั้นทางบริษัทได้มีการ Sign Contract กับทาง Sephora เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่าย (Distribution Channel) ครับ สารที่ทาง Algenist นำมาจดเป็นสิทธิบัตร และใช้เป็น Trademark คือเจ้า Alguronic Acid (ถ้าเราพลิกอ่านข้างกล่องเค้าจะใช้ INCI ว่า Algae Exopolysaccharides นะครับ)  ซึ่งทาง Website ของ Algenist ได้อ้างว่าสารนี้คือ polysaccharides ที่เกิดจากสาหร่ายชนิดที่เฉพาะเจาะจงโดย exosaccharides จะ Form ตัวเป็นกำแพงเป็น microalgae cells เพื่อปกป้องไม่ให้ cell สาหร่ายขาดน้ำ นอกจากนี้จากการทดสอบในหลอดทดลองก็พบว่าสารตัวนี้สามารถเพิ่ม cells regeneration ได้ 55% ซึ่งมากกว่า hyaluronic acid, retinol, vitamin C, vitamin E, palmitoyl pentapeptide, palmitoyl oligopeptide และ coenzyme Q10 แถมยังสามารถกระตุ้นการสร้าง Collagen ได้ 32% แล้วลดการผลิตเมลานินลงได้ถึง 26% ฟังดูดีจุง แต่ก็อย่าลืมไปนะครับว่าการทดสอบเหล่านี้เป็นการทดลองแบบ in vitro นอกจากนี้ก็ยังมีการกล่าวอ้างจาก Solazyme ว่าผู้ที่ได้ใช้จำนวน 78% พบว่าริ้วรอยลึกๆ จางลง และ 81% พบว่าหน้าดูยกกระชับขึ้นหากใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ Alguronic Acid ติดต่อกันทุกวันเป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ แต่ทั้งหมดที่เคลมมานี้ก็ไม่ได้เขียนค่าสถิติที่มีนัยสำคัญ (Statistically Significant) แต่อย่างใดครับ (นอกจากนี้ก็มีข้อมูลสิทธิบัตรของทาง Algenist หมูได้ใส่ไว้ให้แล้วด้านล่างนะครับ) เกริ่นมาซะยาว เรามาเข้าเรื่อง Product ของเรากันครับ คือเจ้าตัวนี้ที่หมูตัดสินใจซื้อมานี้เหตุผลก็คือกำลังมองหาครีมที่เป็นแนว Whitening ครับ ตอนแรกเดินไปหยุดอยู่ตรง Fresh ตัวใหม่ล่าสุดที่ชื่อว่า Fresh : Peony Brightening Moisture Face Cream คือกระปุกมันสวยดี (อีกแล้ว) แต่ก็เห็น Vitamin C ตัว AA2G เป็นสารหลักอยู่ในทั้ง Fresh และ Algenist ก็เลยขอแหวกแนวลองของใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยลองบ้างก็แล้วกันเนาะ สร้างความหลากหลายในการเขียนให้ผู้อ่านได้รู้จัก Brand ที่กำลังมาทำตลาดในไทยบ้างครับ สรุปภาพรวม ตัวนี้ราคาประมาณ 3,660บาท/60ml นะครับ โดยหมูมองว่าครีมตัวนี้ออกเป็น 2 มิตินะครับ 1. มิติแรกเป็นเรื่องของที่มาของ Brand มีความน่าสนใจมากเลยทีเดียว เพราะเค้าไม่ได้แค่เอาคำกล่าวอ้างทั่วๆไปมาเล่นกับเรา เค้าเอาไปจด Patent เอาไปวิจัยจริงจังครับ 2. จะเป็นเรื่องของสารสกัดที่ใส่ ซึ่งในส่วนนี้หมูก็จัด Scope คร่าวๆ …

Dr.Ci:labo : VC 100 Essence Lotion

สวัสดีครับ วันนี้จะมาส่งงานรีวิวของเจ้า Dr.Ci:Labo : VC 100 Essence Lotion ล่ะ แต่ก่อนอื่นหมูเองก็อยากจะให้ผู้อ่านเข้าใจถึงที่มาของ Brand ซักเล็กๆ น้อยๆ ก่อนครับ ประวัติของ Dr.Ci:Labo นี้ก็ Start มาจาก Yoshinori Shirono M.D,PhD (คนกลางในรูปด้านล่าง) จบการศึกษาจาก Keio University School of Medicine ในประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้ก่อตั้ง Shirono Clinic ในปี 1995 (พ.ศ. 2538) โดยตัวตัวคุณ Yoshinori เองเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในด้าน Dermatological Laser Surgery ครับ และมีเคสผ่านมือของแกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50,000 เคสเลยทีเดียว ทั้งนี้จากประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยโรคผิวหนังต่างๆ ทำให้ Dr.Yoshinori เกิดคำถามกับตัวเองว่า ทุกวันนี้ผู้คนป่วยเป็นโรคทางผิวหนังมากมาย แต่กลับไม่มี Products ในตลาดที่จะตอบสนองการรักษาอาการเหล่านี้ได้อย่างตรงไปตรงมา จึงเป็นที่มาของ Dr.Ci:Labo ในทุกวันนี้ โดย Product ชิ้นแรกที่ขายได้กว่า 30 ล้านชิ้นก็เป็นเจ้า Aqua-Collagen-Gel ครับ มาเข้าเรื่องของ Dr.Ci:labo : VC 100 Essence Lotion ตัวนี้กันครับ เจ้า Essence Lotion ตัวนี้เค้าอ้างว่ามีการเอา Deep sea water จากอ่าว Toyama ในญี่ปุ่นที่มีแร่ธาตุมากมาย และตลอดทั้งปีจะมีอุณหภูมิคงที่อยู่ที่ 2 องศาหรือต่ำกว่า (อะไรก็ไม่รู้ เว่อร์ไปหมด) และเป็นสูตร 5 FREE (Fragrance-free, Alcohol-free, Mineral Oil-free, Colorant-free, Paraben-free) แต่เอาเข้าจริงแล้วที่มีกลิ่นส้มมาได้ก็เป็นเพราะใส่น้ำมันที่ได้จากเปลือกส้มนั้นล่ะครับ มันก็ไม่ได้ Fragrance-free หรอก ส่วนตัวหมูเอง เมื่อพิจารณาจุดเด่นของเจ้า Essence Lotion ตัวนี้แล้ว หมูคิดว่ามันมีส่วนประกอบ 5 ส่วนหลักๆ ครับ แบ่งตามนี้เลย 1. Vitamin C 4 รูปแบบ (APPS/MAP/ATIP และ AA2G รายละเอียดไปอ่านกันข้างล่างนะครับ)ความสามารถโดยรวมๆ คือ เป็นตัวช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen ลดผลกระทบจากการทำร้ายผิวของ UV ใช้ Vitamin C ที่มีความสามารถในการซึมลงผิวได้จริง ลดปริมาณการผลิตเม็ดสี (ใครอยากอ่านแบบละเอียดลงไปอ่านที่ด้านล่างนะครับ) 2. สารที่มีคุณสมบัติเป็น Anti Aging ได้แก่ SOLUBLE PROTEOGLYCAN และ OLIGOPEPTIDE-24 (CG-EDP3) สองตัวนี้เราจะเห็นกันบ่อยๆ แล้วในส่วนผสมจาก Brand ญี่ปุ่นต่างๆ เช่นตัวแรก มาจากสารสกัดจากจมูกปลาแซลม่อนที่มีอยู่ใน Flacora ส่วนตัวหลังก็เป็น Peptide ที่มักจะใส่กันอยู่ในครีม Anti Aging ต่างๆ ซึ่งถ้าไปหาข้อมูลใน Pubmed ก็จะยังไม่เจอหรอก เจอแต่คำเคลมจากผู้ขายสารว่ามันเป็น Growth Factor บลาๆๆ ลองไปอ่านกันเองนะ ผู้ผลิตสารที่ชื่อ caregen เค้ามีทำข้อมูลไว้ให้เราอ่านตามนี้ครับ >>> LINK 3. FULLERENES สารที่มีคุณสมบัติในการลดขนาดของรูขุมขน และเป็น Antioxidant ที่ดี ตัวนี้อะแซ่บ! มันเป็นสารประกอบที่มีโครงสร้างเป็นลูกบอลโดยเกิดจากการต่อพันธะของ Carbon ทั้งหมด 60 ตัว (หรืออาจจะมากกว่านั้น แล้วแต่รูปทรง ซึ่งทาง Brand …

Lasik

สวัสดีครับ วันนี้จะมาแชร์ประสบการณ์ในการทำ Lasik ล่ะ คือถ้าใครตามหมูมาตั้งแต่ต้นจะรู้ว่าหมูเคยไปสอบรับทุนนักบินซึ่งเค้าก็สอบกันหลายรอบอยู่สรุปคือสอบผ่านหมด ได้รับทุน ระหว่างรอตัดสินใจเซนต์สัญญารับทุน เราก็รู้ตัวว่าถ้าจะไปเรียนบินด้วยสายตาทั้งสั้นและเอียงแบบนี้ เราหงุดหงิดตัวเองแน่ๆ รวมถึงที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยชอบการต้องมาคอยถอดและใส่ Contact Lens ด้วย เคยลืมถอดแล้วหลับไปแป้ปเดียว เกือบลืมตาไม่ขึ้นเลยอะ สยองมาก ดังนั้นหมูก็เลยเริ่มหาข้อมูลการทำ Lasik ครับ ว่ามีกี่แบบยังไงอะไรบ้าง ปล. แว่นด้านบนเป็นแว่นอันแรกสุดของชีวิตเลย เก็บไว้เป็นความทรงจำ คุณแม่พาไปวัดสายตาตอนเข้าเรียนที่ โรงเรียนใหม่ ตอน ม.ปลาย ครับ เพราะหมูเข้าไปเรียนในห้องแล้วพบว่าเราอ่าน White Board ไม่ได้ 555+ แว่นอันนี้ที่เลือกเพราะว่ามันเบามากๆ ครับ คนขายเค้าบอกว่าวัสดุเป็น Titanium มีน้ำหนักเบา แล้วงอขาเข้าออกได้ด้วยนะ Flexible มากครับ แล้วถามว่าชีวิตจริงได้งอไปใช้ไปไหม ฮึ!!! ข้อมูลต่อไปนี้หมูจะเขียนจากความจำล้วนๆ นะครับหมูไปทำมาเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้วครับ (น่าจะปี 2556 นะ 555+) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะไม่ Update ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ อีกเรื่องคือศัพท์ต่างๆ ที่เป็นภาษาเฉพาะหมูอาจจะใช้ไม่ถูกต้องนะครับ อาจจะใช้ผิดบ้างถูกบ้างอันนี้ห้ามมางอนกันนะ เอาแค่เข้าใจหลักการคร่าวๆ เนาะ 🙂 จากการหาข้อมูลก็พบว่าการทำ Lasik ณ ตอนนั้นจะมีวิธีการหลักๆ ทั้งหมดอยู่ 4 รูปแบบนะครับ PRK Femto แบบใช้ใบมีดผ่าเปิด Femto แบบใช้ Laser ผ่าเปิด Relex แต่ละแบบนั้นมีวัตุประสงค์เพื่อเป็นการปรับส่วน Cornea ของตาครับ เพราะว่าส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เหมือนเลนส์รวมแสง ถ้ารูปทรงมันไม่สมดุลย์ภาพที่รับมาก็จะตกกระทบไม่พอดีกับจุดรับภาพ Retina ด้านในลูกตาเราครับ     รายละเอียดของแต่ละวิธีจะต่างกันอย่างไรเรามาดูกันครับ PRK วิธีนี้เป็นวิธีที่หมูทำล่ะ เพราะนักบินจะต้องทำในแบบไม่มีแผลทิ้งไว้ อันนี้คือบอกก่อนครับว่าหมูไปทำที่ TRSC ซึ่งราคาที่ทำน่าจะรวมๆ แล้วไม่เกิน 80,000 บาทครับ (ราคาปัจจุบันรบกวนไป Update กันนะครับ) ตอนที่เข้าไปทำคือหมอจะนัดก่อน 1 วันไม่ให้เราขับรถไปเอง เพราะว่าเราจะต้องหยอดยาชาที่ตาเพื่อให้รูม่านตาขยาย จะได้ทำการส่องตรวจ อะไรต่างๆ ได้ชัดเจน หลังจากนี้ก็จะมีการตรวจในเรื่องของสายตาซ้ำๆ หลายรอบเลยทีเดียวเพื่อให้ได้ผลที่เที่ยงตรงมากที่สุด รวมไปถึงการตรวจความหนาของผิวตาของเราด้วย ซึ่งการวัดความหนาเค้าจะวัด 2 แบบ แบบแรกคือจะเป็นลมยิงมาที่ตาเราครับ สะดุ้ง! 555+ อีกแบบจะเป็นเหมือนเอาแผ่นอะไรบางๆาแปะที่ตาเราเลย (เข้าใจว่าแบบหลังจะวัดได้เทียงตรงกว่านะ อันนี้เดาอีกเช่นกัน 555+ ตอนทำก็ไม่ได้ถามเค้าเยอะครับ ขอโทษด้วยน้า ไม่คิดว่าวันนี้จะมาเขียนแชร์ ก็เอาเท่าที่จำได้แล้วกันเนาะ) อีกเรื่องคือก่อนไปทำจริงๆ ต้องมีใบตรวจเอดส์ไปให้ทาง รพ. หรือ คลินิค ที่ทำด้วยนะครับ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมครับ (TRSC ขอใบตรวจนะ ที่อื่นไม่แน่ใจ) พอถึงวันที่เราจะเข้าไปทำ ก็จะมีการตรวจสายตาอย่างละเอียดซ้ำอีกรอบครับ แล้วก็เริ่มไปทำกันเลย… ตื่นเต้นครับ ผู้ช่วยและผู้ดูแลจะให้เราใส่เสื้อคลุมทับ (หรือให้เปลี่ยนชุดไปเลยอันนี้จำไม่ได้จริงๆ ลืมอะ) แล้วก็ไปนอนหยอดยาชารอ พอถึงเวลาเค้าก็จะพาเราไปนอนบนเตียงเข็น แล้วก็ส่งตัวเข้าห้องศัลยกรรมดวงตาครับ (เฮ้ยได้ Feel ไปเกาหลี ออกมาจมูกโด่งแน่ๆ 555+) Step ถัดมาเท่าที่จำได้คือคุณหมอจะเอาเครื่องมือถ่างตาไว้ไม่ให้เรากระพริบตามาโดนนะครับ แล้วก็จะมีอุปกรณ์เหมือนแหวน ขนาดความกว้างเท่าเหรียญบาทมาวางไว้บนดวงตาเรา เหมือนดวงตาเราเป็นก้นบ่อน้ำอะครับ หลังจากนั้นก็จะมีการหยดสารลงมาที่กลางวงนี้ครับ ทิ้งไว้ซักพักไม่นาน คุณหมอก็จะเอาวงแหวนนี้ออก แล้วจะมีการบีบน้ำอะไรซักอย่างเย็นๆ มาล้างน้ำยาในตอนแรกออกไป พร้อมกับมีเครื่องมืออะไรมาปาดที่ผิวตาของเราครับ (พึ่งมาเข้าใจว่ากระบวนการทั้งหมดนี้คือเพื่อเป็นการปาดเอา Cornea หรือผิวด้านบนของดวงตาเราออกไปให้มันมีความเรียบก่อนยิง Laser ครับ) Step ต่อมาคุณหมอก็จะให้เราจ้องไปที่เครื่องยิง Laser … เราก็ตั้งใจจ้องสู้ เพ่งไปที่จุดสีแดงที่คุณหมอบอกให้เพ่งไป แบบนิ่งๆ ไม่ขยับลูกตา ไม่กระพริบตาใดๆ (ทั้งๆ ที่เราก็ถูกถ่างตาอยู่ 555+ สมัยเรียนมัธยมมีเพื่อนไปทำ Lasik แล้วมีเลือดค้างในตามา …