Month: May 2016

SABAINANG : Rejuvenation White Essence

วันนี้มาเจอของไทยเราเองอีกรอบครับ มันคือ SABAINANG : Rejuvenation White Essence [1,800 บาท/15ml] อันนี้เป็นการรีวิวแบบบังเอิญมาก เพราะหมูมีโอกาสได้รู้จักกับเจ้าของ Brand ซึ่งเค้าก็ได้ส่งตัว Top ของ Brand มาให้ทดลองเป็น Vitamin C Derivative เข้มข้น 10% นั้นคือ ATIP (Tetra-isopalmitoyl ascorbic acid) ที่หมูเองไม่คิดว่าจะมีคนเอามาใส่ได้เยอะขนาดนี้ครับ เพราะเจ้า ATIP ต้องละลายในน้ำมันเท่านั้น ตัวหมูเองรู้สรรพคุณของมันว่าซึมผิวได้ดีกว่า Ascorbic Acid (AA) มีความน่าใช้ ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเอามาทำเป็น Serum ได้ยังไง มันต้องใช้ Emulsifier เยอะแค่ไหนถึงจะให้มันรวมกับน้ำได้ ใส่มาตั้ง 10% แหน่ะ!! ผลสรุปก็คือเค้าก็ไม่ง้อน้ำเลย แต่กลับเอาละลายในน้ำมันแทนครับ แถมน้ำมันที่ใช้ยังเป็นเจ้า Squalane ซะด้วย!!! เข้า Lock ทุกๆ อย่างที่หมูชอบเลย ได้ทั้ง ATIP แล้วยังได้ Squalane ที่หมูพร่ำบอกมาตลอดว่ามันเป็นส่วนผสมที่เรียกได้ว่า “ส่วนผสมงานผิว” เข้าใจทำเนาะ 🙂 ทั้งนี้ต้องเกริ่นก่อนว่าในผิวของคนเราจะมี Squalene อยู่ประมาณ 13% นะครับ เพียงแต่ว่าการที่เราจะเอา Squalene มาใส่ขวดเฉยๆ มันไม่คงตัว (unsaturated) เค้าจึงหันมาใช้ตัว Derivative ของมันเองที่มีความคงตัว (Saturated) ซึ่งก็คือ Squalane ครับ คุณสมบัติของมันก็มากมายครอบจักรวาล มีการนำไปทดสอบประสิทธิภาพกับทั้งสัตว์ คน (In Vivo) และในหลอดทดลอง (In Vitro) ซึ่งก็พบว่ามันเป็นทั้ง Anticancer (ต่อต้านเซลล์มะเร็ง), antioxidant, drug carrier, detoxifier, ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น และ emollient (แทรกตามรอยแตกของผิว) ครับ มาอธิบายเรื่อง Squalane กันเพิ่มอีกเล็กน้อยครับ คือว่าทาง Brand เอา Squalane จากสารที่มีชื่อทางการค้าว่า Neossance® Squalane ผลิตโดยบริษัท AMYRIS (บริษัทจากประเทศอังกฤษ มีโรงงานอยู่ที่ Brazil) ซึ่งมันมีความพิเศษตรงที่เป็นเกรด Organic ด้วยน่ะสิ (ได้ EcoCert ของฝรั่งเศสมาครับ) ซึ่งเจ้า Squalane ตัวนี้จะผลิตจากอ้อยนะครับมีความบริสุทธ์ถึง 92% (ปกติเค้าจะได้ยินว่ามาจากตับปลาฉลาม ไม่ก็มะกอกเท่านั้น แล้วก็อาจจไม่ Pure เท่านี้ครับ มีสารอื่นเจือปนจากการเพาะปลูกบ้าง) นอกจากนี้คุณสมบัติของ Squalane มันมีความดีงามมากมายจนแม้แต่ Peter Thomas Roth (แบรนด์ที่หมูชอบมาก) ก็ยังเอามาบรรจุขวดขายแบบเพียวๆ ในนามว่า OILLESS OIL™ 100% PURIFIED SQUALANE ครับ แล้ว SABAINANG : Rejuvenation White Essence มี Squalane อยู่กี่% ล่ะ? คือว่าใน Serum ขวดนี้นะครับ เราก็พอจะเดา % ของสารได้ล่ะ หึๆๆๆ มาวิเคราะห์กับหมูเลยดีกว่าครับ เป็น Step ตามนี้ เค้าบอกว่าใส่ ATIP มา 10 % ใช่มะ แปลว่าเหลือที่ให้ Squalane อยู่ 90% มากสุด เจ้า Squalane ใน INCI เขียนนำมาก่อน …

HABA : VC Lotion

มาถึงกลุ่มน้ำตบอีกแล้วครับ ตัวนี้หมูเล็งไว้นานแล้วเพราะเห็นบรรจุภัณฑ์มีความน่าสนใจดี พอได้อ่านส่วนประกอบข้างในก็เออเฮ้ยไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก มีสารบางอย่างยังไม่รู้จักแต่ก็ถือว่าน่าลอง ราคา 1,260บาท/180ml (ราคาอาจจะคลาดเคลื่อนนะครับ ทำบิลหายง่ะ) มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ เจ้าน้ำตบตัวนี้หมูเห็นส่วนผสมหลักของเค้าที่ชูโรงมาเลยคือจะเป็น Vitamin C Derivative ที่เรามักจะเรียกสั้นๆ กันว่า SAP หรือที่ย่อมาจากตัวเต็มว่า Sodium Ascorbyl Phosphate โดยที่เจ้า HABA : VC Lotion จะมี SAP อยู่ 2% นะครับ หมูเองเวลาเห็น SAP จะนึกถึงความสามารถในการรักษาสิวมาเป็นอย่างแรก เนื่องจากมีงานวิจัยตีพิมพ์เกี่ยวกับ SAP ทีไรก็จะเป็นการเอามารักษาสิวนั่นเอง ทั้งนี้เค้าก็ทดสอบกันที่ 1% พบว่าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนี้การทดสอบ SAP 5%  ก็พบว่ามัน Strong ในการจัดการ P.Acne ได้เป็นอย่างดี (ผลการทดสอบกับคน 60 คน ในระยะเวลา 12 อาทิตย์ พบว่า SAP เองให้ผลที่ดีกว่าเจ้า BP หรือยา Benzac 5% เสียด้วยซ้ำ) อันนี้เป็น Data ที่มาจาก International Journal of Cosmetic Science,2005, 27, 171-176 เค้าก็มีรูปให้ดูว่าสิวหายเกลี้ยงมากกว่า 90% แต่หมูไม่กล้า Crop ออกมาไม่รู้ว่าจะผิดกฎอะไรไหมเลยขอไม่โพสนะครับ ใครที่สนใจอยากดูอาจจะต้องไปเสียเงินกันเองล่ะ 555+ ในส่วนของสารประกอบอื่นๆ ก็จะมีคุณสมบัติที่ดีๆ อยู่หลายอย่างน่าสนใจมากๆ จะขออธิบายตามนี้ครับ Licorice หรือชะเอม : มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบระคายเคือง และเป็น Whitening ใบมะเฟือง : สามารถลดอาการอักเสบ และผื่นผิวหนัง (ความรู้ใหม่วุ้ย ทำให้นึกสงสัยนี่ถ้า Brand ไทยเอาตัวนี้ไปใช้ คนไทยจะรู้สึกอยากใช้ไหม 555+) สารสกัดจากตังกุย : ช่วยในเรื่องของการสมานแผลได้เป็นอย่างดี ลองไปกดดูใน Link ด้านล่างเค้ามีการพัฒนาของปากแผลที่รวดเร็วจากการใช้สารสกัดนี้เข้ามาช่วยครับ (Sulwhasoo เองก็ชอบเอะอะโยนตัวนี้เข้าครีมเข้า Serum เยอะมากเกือบทุกตัวต้องใส่) นอกจากนี้มันยังช่วยในเรื่องของภูมิคุ้มกันอีกด้วย Horse chestnut : ตัวนี้แซ่บ เพราะไร? เพราะว่ามันอยู่ในของใกล้ตัวเราครับ มันอยู่ใน Reparil Gel 555+ มันมีความสามารถในการช่วยให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น โดยการทำให้เส้นเลือดและหลอดเลือดหดตัว และยังสามารถออกฤทธิ์ในการต้านการอักเสบอีกด้วย Oryza Sativa Bran Extract : สารสกัดจากรำข้าว มีคุณสมบัติเป็น Anti Aging อุดมไปด้วยสารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytochemical) ทำให้ผิวดูกระจ่างขึ้น มีความหนามากขึ้น มีความยืดหยุ่น ความชุ่มชื่น และความเรียบเนียนที่ดีขึ้น นอกจากนี้สารสกัดจากรำข้าวยังมีคุณสมบัติในเรื่องของการเป็น Antioxidant การใช้งานหมูก็เอามาตบหน้าก่อนลง Serum บ้างหรือเทพรวดใส่ Cotton Mask บ้างครับสลับๆ โป๊ะวนไปครัช!!! ก็สบายผิวดีครับ แต่กลิ่นก็จะออกไปทางสมุนไพรจีน (ก็ดมได้แต่ถามว่าชอบไหม… ฮึ!) สรุปข้อดี/ข้อเสีย ข้อดี Packaging สวย และทึบแสง หัวขวดทำมาให้เหยาะใช้งานได้ง่าย มี Vitamin C แบบ SAP จัดการกับ P.acne ปัญหาหนึ่งของสิว สารอื่นๆ คุณสมบัติเน้นในเรื่องของการรักษา (ผิวอักเสบ/ผื่นผิวหนัง/ช่วยสมานแผล/เป็น Antiaging/เป็น Whitening และ Antioxidant) มีสารให้ความชุ่มชื้นแบบ Humectant นั่นคือ Glycerin ที่มาคู่กับคู่หูที่ช่วยลดการระคายเคืองจากสารทำความสะอาดต่างๆ คือ Betaine นอกจากนี้ยังมีสารที่ช่วยให้ผิวทำงานได้เป็นไปตามปกติเช่น Glycosphingolipids และ Sea …

DEEP & TRUE : The Perfect Organic Cleansing Oil

  สืบเนื่องมาจากตอนที่แล้วที่หมูได้นำเสนอ Product ที่เน้นในเรื่องของความเป็นธรรมชาติของ DEEP & TRUE : Intensive Natural Skin Rejuvenating Serum ไป วันนี้ก็เลยจะมาพูดถึง Product อีกตัวซึ่งก็คือ Organic Cleansing Oil ครับ เจ้าตัวนี้จะ Strong ขึ้นไปอีกจากตัวที่แล้ว เพราะว่าไม่เพียงแต่การใช้สารที่เป็นธรรมชาติ แต่ในสารที่มาจากธรรมชาติเหล่านี้ยังมาจากการปลูกด้วยวิธีการปลอดสารเคมีรวมกันมากกว่า 95% อีกด้วย!!! เจ้า DEEP & TRUE : The Perfect Organic Cleansing Oil ตัวนี้ได้รับการการันตีจากทาง BioAgriCert ประเทศอิตาลีครับ ว่ามีความเป็น Organic ปลอดสารพิษมากกว่า 95% มั่นใจได้แน่นอน โดยตราที่ใช้จะมีรูปแบบตามด้านบนนี้นะครับ ในเรื่องของการใช้งานนั้น ครั้งแรกที่หมูลองดมกลิ่นเล่นๆ ก็รู้สึกทันทีครับ ว่ามันเป็น Essential Oil แน่ๆ Bergamot จ๋ามาเลย นั้นเป็นเพราะว่าทาง Brand ได้ใส่คุณสมบัติการเป็น “สุคนธบำบัด”หรือ Aromatherapy เพิ่มเข้ามานั้นเอง (Aromatherapy มามาจากคำว่า Aroma + Therapeutic หรือ กลิ่น + การบำบัด นั้นเองครับ) ในส่วนของ Aromatherapy นั้น ก็มีงานวิจัยมากมายอธิบายความสามารถของ Essential Oil ที่มีต่อระบบต่างๆ ภายในร่างกายมนุษย์ครับ เจ้ากลิ่นเหล่านี้จะทำงานโดยไปกระตุ้นผ่านการสูดดม และไปกระตุ้นส่วนต่างๆ ในสมองที่ควบคุมอวัยวะภายในแต่ละส่วนอีกที ซึ่ง Essential Oil ที่ทาง DEEP & TRUE เลือกสรรมานั้น จะเน้นไปทางด้านการผ่อนคลาย เช่น การลดอัตราการเต้นของหัวใจ การลดความดันของโลหิต การผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ และการลดความตึงเครียดครับ มาถึงจุดนี้ก็พอจะเข้าใจ Concept ที่ทาง DEEP & TRUE พยายามจะสื่อมาให้แก่ผู้ใช้ โดยพูดง่ายๆ ได้ว่า มันคือ Organic Cleansing Oil ที่ผสานเรื่องของ Aromatherapy เข้ามาช่วยบำบัดชะล้างจิตใจไปพร้อมกับสิ่งสกปรกต่างๆ บนใบหน้านั้นเอง… (เป้ง!!! เสียงฆ้องในวัดก็ดังขึ้นในใจ สว่างๆ กระจ่างแจ่งขึ้นมาทันที… เว้อร์!!! 555+) เรามาเริ่มลงรายละเอียดของ Product กันเลยดีกว่าครับ ตรงนี้หมูจะขอรวบสรุปให้ท่านผู้อ่านเข้าใจ Concept ของ สารต่างๆ กันแบบกระชับๆ นะครับ ส่วนใครที่สนใจในเชิงลึกก็เลื่อนลงไปอ่านที่ด้านล่างได้เลย จะมีการอธิบายเพิ่มเติมไว้ให้ 2 รูปแบบ คือ ความแตกต่างในการใช้งานเทียบกับของ THREE : Balancing Cleansing Oil และ การอธิบายสารเรียงตัวของ Product ครับ ตัวนี้ราคา 1,700 บาท/200 ml (ตอนนี้มีโปรเหลือ 1,300 บาท : Check Promotion ที่ DEEP&TRUE) เหตุผลที่หมูหันมาสนใจการใช้ Cleansing Oil นั้นมาจากการที่ได้ไปดูรายการเกาหลีรายการหนึ่ง เค้าบอกให้เราพยายามอย่าใช้ Cleanser ที่สามารถล้าง Sebum ออกไปได้ทั้ง 100% จนหน้าฝืดเอี๊ยดอ๊าด เพราะมันจะทำให้หน้าเราแก่ขึ้นอย่างชัดเจน (จริงๆ แล้วเค้าแนะนำให้ใช้น้ำเปล่าล้างหน้าในตอนเช้าเสียด้วยซ้ำไปครับ) กลายเป็นว่าหมูเองก็เริ่มสนใจดูแลความอ่อนเยาว์ของผิวมากขึ้น ตามอายุที่เพิ่มเรื่อยๆ ก็เลยไปลองใช้ของ THREE ครับ คิดว่าน่าจะเป็นที่นิยมที่สุดแล้วในตอนนี้ ซึ่งพอได้ลองแล้วก็รู้สึกชอบเลยล่ะ หอมละมุนๆ เอามานวด วนๆ นวลๆ ให้กลิ่นค่อยๆ คลายออกมา ช่วยให้สมองปลอดโปร่งดีเหลือเกิน ทีนี้ทาง DEEP …

Vitamin B7 (Vitamin H or Biotin)

Credit : wikipedia.org คนมักเรียกตัวนี้ว่า Vitamin H หรือ Vitamin B7 ครับ ตัวมันเองทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาในการสร้าง DNA หรือ RNA จะต้องมี Biotin เสมอ Biotin นั้นสามารถพบได้ใน ตับวัว ไข่แดง นม แป้งถั่วเหลือง เนย ถั่วลิสง บริเวอร์ยีสต์ ข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี โรคจากการขาดไบโอติน ได้แก่ ผมร่วง ซึมเศร้า เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรง การเผาผลาญไขมันทำงานไม่สมบูรณ์ เป็นผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณหน้าและตัว อาการขาด ไบโอติน Biotin ที่สังเกตได้ คือผิวหนังแห้งเป็นขุย ทำให้ผมร่วง เส้นผมมีความเปราะบาง และผิวหนังอาจมีผื่นและติดเชื้อราได้ง่าย เรามันจะเห็น Brand ดังๆ ในการใช้เจ้าตัวนี้ใส่ลงอยู่ใน Hair Care Product ที่เคลมเรื่องการงอกยาวของเส้นผมนะครับ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้ช่วยให้ผมเรางอกเยอะขึ้น แต่จะเป็นการ Maintain ไม่ให้ผมร่วงไปก่อนครับ [Source :http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3509882/%5D แต่จากการหาข้อมูลมายังไม่เจอผลการ Test จากการทานะครับ เจอแต่เรื่องกินอย่างเดียว ซึ่งส่งผลให้ผิวเราสวยขึ้นมากๆ จริงๆ ครับ (ไปหา Bioten มากินดีกั่ว…)   Credit Picture : momypedia.com

Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask

มาถึง Fresh กันอีกรอบนะครับ ตัวนี้หมูจะใช้ก่อนนอนเท่านั้นเพราะว่ามันมีเนื้อที่หนักมากๆ บอกกันอย่างตรงไปตรงมาเลยว่าวันแรกที่ได้ใช้เข้าขั้นฝืนใจทากันเลยทีเดียวล่ะ ทั้งเกลี่ยยากไม่เหมือน Serum ทั่วไป (ก็มันเป็น Cream หนิเนาะ) แถมทาเสร็จแล้วมันยังทิ้งความหนึบไว้บนหน้าด้วยครับ นี้สรุปซื้อมาเพราะอะไร? 555+ จริงๆ แล้ว จุดที่ตัดสินใจซื้อเพราะว่าครีมที่ใช้ทาก่อนนอนกำลังจะหมดครับ และช่วง 2 – 3 ปีหลังมานี้ หมูเองก็พยายามที่จะใช้ครีมเนื้อหนักขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะว่าพึ่งจะมาสังเกตุผิวของเราหลังตื่นนอนมันแห้งมากจริงๆ (นอนห้องแอร์) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีกับผิวแน่ๆ เลยพยามหาครีมที่มันช่วย Soothe และรักษาความชุ่มชื้นผิวได้จนถึงเช้ามาโบกก่อนนอนครับ ถึงเนื้อครีมจะหนักมาก อย่างไรก็ตามเจ้า Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask นี้ทำให้หมูได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงในครั้งแรกที่ใช้ครับ 1. ตื่นมาสภาพผิวไม่แห้งเหมือนแต่ก่อน 2.มีคนทักในวันนั้นเลยครับ ว่าหน้าดูใสขึ้นจังวันนี้ (2 คนรวด ในวันเดียว เฮ้ยมันต้องมีไรดีสิ หรือมโนไปเอง? แต่ก็ไม่น่าจะมโนนะ เพราะเราก็รักษาผิวเหมือนเดิมหมด เพิ่มแค่เจ้าตัวนี้เข้ามาเอง) เพราะฉะนั้นเรามาแก้อาการมโนกันดีกว่าครับ มาดูกันครับว่าเจ้า Fresh : Black Tea Firming Overnight Mask นี้มีสารประกอบอะไรบ้าง ถึงทำให้เรามโนไปได้ขนาดนี้ 🙂 ราคา 100ml/3,600 บาทครับ (ซื้อมาจาก Sephora ไม่ได้ส่วนลดอะไรเลย ของแถมก็ไม่ใช่ Fresh อีกแหน่ะ คราวหน้าต้องซื้อจาก Counter โดยตรงน่าจะ Work กว่าครับ) อย่างไรก็ตามถ้าใครเข้าไปทาง Website ของทาง Fresh เค้าก็จะเขียน Testimonial ไว้นะครับว่าทดสอบกับ 32 คน ได้ผลแบบนี้ๆ ในระยะเวลา 28 วัน บลาๆ เราก็ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่หรอก อ่านเองสนุกกว่าครับ เรามาเริ่มกันจากสารประกอบตัวแรกครับ มันคือ Jojoba นั้นเอง เรามักจะเห็นจากการโฆษณากันบ่อยๆ ว่ามันช่วยให้ผิวชุ่มชื้น แต่ในความเป็นจริงนั้น Jojoba มีคุณสมบัติหลากหลายมากๆ นะครับ เช่น ลดการระคายเคือง ช่วยสมานแผล ช่วยชะลอวัย เป็น Moisturizer รวมถึงการช่วยให้ผิวสามารถรักษาน้ำในผิวได้เพิ่มมากขึ้นครับ ศัพท์ที่ใช้กันบ่อยๆ จะเรียกว่า (Transepidermal water loss : TEWL) ซึ่งตรงนี้เปิดมาตัวแรกก็ตอบโจทย์การแก้ไขเรื่องหน้าแห้งของหมูได้ทันทีเลย สารสกัดที่เข้มข้นรองลงมา คือสารที่ใช้เป็น Product Line ของ Fresh ในตระกูล Black Tea ครับ ทาง Fresh ได้เลือกใช้น้ำมันสกัดจากเมล็ดชามาผสม ซึ่งในน้ำมันเมล็ดชานั้นประกอบไปด้วย Fatty Acid (FA) หลากหลายมากๆ ทั้ง Essential FA และ NON Essential FA โดย FA ทั้งหมดนี้ก็จะช่วยเสริมการทำงานของ Skin Barrier ช่วยให้ผิวอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดีครับ นอกจากนี้มันยังมีคุณสมบัติเป็น Antioxidant ที่ดี เป็นคุณสมบัติทาง Anti-Aging ครับ รองจากสารสกัดของเมล็ดชาก็จะยังมีสารสกัดจากพืชตระกูลต้นบานเย็นที่มีงานวิจัยชัดเจนอย่างมากในเรื่องของการเป็น Antioxidant และ Shea Butter ที่มีคุณสมบัติมากกว่าแค่การรักษาความชุ่มชื้นและเคลือบผิว เพราะตัว Shea เองก็เป็น Antioxidant และมีสารที่เสริม Skin Barrier อีกเช่นกันครับ มาถึงตัวที่น่าสนใจอีกตัวนั้นคือ Kigelia Africana ครับ ไม่มีชื่อภาษาไทยเพราะมันเป็นพืชที่เจริญเติบโตใน Africa ทั้งนี้จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากการที่สาวชาวพื้นเมืองของ Africa นำผลของเจ้า Kigelia Africana มาบดแล้วนวดบริเวณหน้าอกเพื่อให้เกิดความเต่งตึงครับ …

Vitamin C (2)

ต่อจาก Vitamin C (1) ครับ เรามาดูกันต่อว่ามี Derivative ตัวไหนที่มีความน่าสนใจกันอีกบ้าง 5. Ascorbyl Glucoside (AA-2G) เป็น Vitamin C ที่เกิดจากการรวมกันของ L-Ascorbic Acid และ Glucose ซึ่งเมื่อแตกตัวออกมาก็จะกลายเป็น Ascorbic Acid (AA) แล้วก็จะมี Function การทำงานเหมือน AA เช่นเป็น Antioxidant กระตุ้นการสร้าง Collagen และยับยั้งกระบวนการสร้างเมลานิน AA-2G มีความเสถียรมากกว่า AA จากผลการศึกษาของ Hayashibara International (เจ้าของลิขสิทธิ์ของสารตัวนี้) พบว่ามันมีความเสถียรไม่ว่าจะเจอต่อความร้อน แสง หรือการทำปฎิกิริยากับ Oxygen และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามันยังสามารถดูดซึมได้ยาวนานมากขึ้นด้วย มีการศึกษาโดยนำตัวนี้ร่วมกับ Niacinamide (Vitamin B3) ในคน 60 คนพบว่าส่วนผสมนี้สามารถช่วยเรื่องสีผิว (Hyperpigmentation) ได้อย่างชัดเจนภายใน 4 อาทิตย์ มีการศึกษานำ AA-2G ใช้ร่วมกับ Malic Acid และการทาครีมกันแดดเป็นระยะเวลากว่าเกือบ 2 ปี (นานไปมะ) บอกว่า AA-2G สามารถช่วยลดฝ้าได้อย่างเห็นได้ชัด (ตรงนี้มองว่าการทากันแดดระยะเวลา 2 ปีอย่างเดียวก็ช่วยได้เยอะแล้วล่ะ) สรุป มีความเสถียรมากกว่า AA สามารถผสมกับน้ำได้ สามารถดูดซึมลงผิวได้ (In Vitro) ลดเม็ดสี (In Vitro) กระตุ้นการสร้าง Collagen (In Vitro) มีผลการศึกษาว่าช่วยป้องกัน UV แต่ไม่เท่า SAP (In Vivo) Sources : Ultrasound enhanced skin-lightening effect of vitamin C and niacinamide. Successful short-term and long-term treatment of melasma and postinflammatory hyperpigmentation using vitamin C with a full-face iontophoresis mask and a mandelic/malic acid skin care regimen.   6. 3-O-Ethyl Ascorbic Acid (EAC) เจ้าตัวนี้ Shiseido เป็นผู้คิดค้นขึ้นมาครับ พอหมดสิทธิบัตร คนก็หันมาให้ความสนใจกันเยอะมากๆ (Lancôme และ Kiehl’s ก็เอามาใช้) เพราะว่ามีคำเคลมออกมาเยอะเรื่องที่ว่ามันมีความเสถียรสูง ให้ผลเหมือนกับ AA ได้ ซึ่งเจ้า Vitamin C ตัวนี้เกิดจากการที่เอา Ethyl เชื่อมกับ AA นะครับทำให้มีทั้งขั้วที่ชอบน้ำและไม่ชอบน้ำ และส่งผลให้มันนำพาเข้าลงสู่ผิวได้ดี (การทำงานเหมือนพวก Liposome) ตัวนี้เท่าที่อ่านมาจะมีการจำกัดปริมาณการใช้ไม่เกิน 3% นะครับ (เกาหลีให้แค่ 2%) สรุป ยังไม่เจอ Research เรื่องความเสถียรใน Pubmed /  แต่ไปเจอผลการวิจัยบอกว่ามันเสถียรครับ ถ้ากดเข้าไปดูรูปตาม Link ก็จะเห็นว่ามันเปลี่ยนสีน้อยมาก สามารถดูดซึมลงผิวได้ดีกว่า AA-2G (Ex vivo animal testing) ลดเม็ดสี (Human …

Vitamin C (1)

Vitamin C ในส่วนของ Vitamin C นั้น ก็ต้องขอบอกว่าหมูเองก็เป็นแฟนตัวยงมากๆ จริงๆ แล้ว Vitamin C เป็นอะไรที่ราคาไม่ได้แพงมาก และช่วยให้เราผิวขาวใสขึ้นได้จริงๆ ครับ จากเมื่อก่อนที่หมูเองไม่มีความรู้ในเรื่องของสารประกอบเอง เรามักจะได้ยินการนำ Vitamin C ผง มาผสมกับ Serum หรือ Cream ต่างๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนยี่ห้อที่ดังมากๆ ก็ไม่พ้น Philosophy (ปัจจุบันคงเลิกขายไปแล้วมั๊ง) แต่สมัยนี้เค้าก็จะไปนิยม Magnesium Ascorbyl Phosphate (MAP) Sodium Ascorbyl Phosphate (SAP) หรือ ตัวที่ฮิตมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เพราะว่าผิวสามารถนำไปใช้งานได้ทันทีมีความเสถียรสูงอย่างเช่น 3-O-Ethyl Ascorbate (EAC)   โดยทั่วไปแล้วในแง่ของการใช้งานก็ต้องขอบอกว่า Vitamin C เองก็มีข้อเสียคือมันทำให้หมอนของเราเหลืองครับ เกิดจากการที่เวลาที่มัน Oxidize หรือเริ่มเสื่อมลง (ไม่เสถียร) สีของมันก็จะเปลี่ยนไปเป็นสีน้ำตาล ประสิทธิภาพก็จะลดลงตามไปด้วยนั้นล่ะครับ หลายคนมั๊กจะมีคำถามว่าจำเป็นไหมที่ Vitamin C จะเสถียรที่ PH ต่ำๆ เท่านั้น หรือเราควรใช้ Vitamin C รูปแบบไหนที่จะได้ผลมากที่สุด ตรงนี้ก็ต้องขอบอกว่า Vitamin C ไม่ได้จำเป็นจะต้องอยู่ในรูปของกรดเท่านั้น อยู่เป็นแบบด่างก็ได้ (Alkaline) เช่นพวก Mineral Ascorbates อย่าง Sodium Ascorbate, Calcium Ascorbate, Magnesium Ascorbate, Potassium Ascorbate เป็นต้น 1. Ascorbic Acid (AA) ตัวนี้คือ Vitamin C พื้นฐานตั้งต้นตัวแรกสุดครับ ถ้าไม่นับเรื่องความเสถียรต่ำ คุณสมบัติของมันก็ถือได้ว่าดีที่สุดแล้วล่ะ เพราะได้รับการพิสูจน์แล้วในการทดสอบกับคน (Human in vivo) พบว่าแทรกซึมเข้าสู่ผิวไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ต่างๆ ได้ ปกป้องผิวจาก UV ลดปริมาณเม็ดสี เป็น Antioxidant และ เพิ่มปริมาณ Collagen ในชั้นผิวของเราได้ ข้อแม้คือมันจะมีความเสถียรที่ค่า PH 3.5 และต้องอยู่ในรูปแบบที่ไม่มีน้ำเลย (Anhydrous Systems) ดังนั้นการใช้งานของเจ้าตัวนี้จึงมีข้อจำกัดสูง ส่งผลให้มีการคิดค้นหา Vitamin C Derivative ในรูปแบบอื่นๆ ตามมาทั้งแบบที่ละลายในน้ำมัน หรือแบบที่ไม่ต้องใช้ความเป็นกรดในการคงความเสถียร ทีนี้หลายๆ ท่านก็อาจจะเคยได้ยินคำว่า L-Ascorbic Acid และ D-Ascorbic Acid ซึ่งก็จะมาบอกว่าทั้ง 2 ตัวนี้ก็เป็น AA นั้นล่ะครับ เพราะ AA จะมีอยู่ 2 รูปแบบคือ แบบ L และ D ครับ ต่างกันที่การจัดเรียงโมเลกุล โดยแบบ D จะมาจากการสังเคราะห์นะครับ ไม่สามารถเจอได้ในธรรมชาติ อย่างในผักผลไม้ต่างๆ ครับ (จากการนั่งอ่านข้อมูลโดยทั่วไปก็จะมีการ Recommend ให้ใช้แบบ L จะดีกว่าครับ) มีงานวิจัยว่าการใช้งาน AA และ MAP (Vitamin C อีกรูปแบบอธิบายด้านล่าง) เพียง 2% ก็ทำให้ผิวหนังเราเสริมสร้างขึ้นมาได้แล้วครับ ทดสอบโดยความหนาของชั้น Epidermal ครับ สรุป เสถียรที่ PH 3.5 ความเสถียรน้อย ต้องอาศัย PH และส่วนผสมต้องไม่มีน้ำ …

DEEP & TRUE : Intensive Natural Skin Rejuvenating Serum

BioAgriCert ต้องขอเริ่มจากการทำความเข้าใจของตรา BioAgriCert นี้กันก่อนครับ เพราะหลายๆ ท่านจะยังรู้จักแต่เพียงตรา EcoCert (ของทางฝรั่งเศส) ที่เป็นการยืนยันความเป็น Organic ของสารตัวนั้นๆ 1 ตัวครับ ครีมบางอย่างใส่สาร 20 ตัวมี EcoCert เพียง 1 ตัวก็เอามาแปะหน้ากล่อง เพื่อหลอกล่อให้ผู้บริโภคคิดว่าทั้งกล่องนั้นเป็น Organic แล้ว ซึ่งตรงนี้ต้องมาปรับทัศนคติกับพี่ก่อน 555+ BioAgriCert เป็นหน่วยงานจากประเทศอิตาลีที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น 3rd party หรือตัวกลาง ในการช่วยการันตีถึงคุณภาพของความเป็น Organic อีกทั้งยังได้ก่อตั้งมายาวนานมากกว่า 30 ปีแล้วครับ (ตั้งแต่ 2527) ซึ่งเค้าเองก็มีบทบาทสำคัญในยุโรปมาอย่างยาวนานในด้านของการโปรโมทในเรื่องความเป็น Organic จนมาถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้ทาง BioAgriCert นั้นได้ออกสัญลักษณ์เพื่อเป็นการ Confirm ในรูปแบบต่างๆ หลายอย่างมากมายครับ เช่น ยืนยันว่ามีส่วนผสมมาจากธรรมชาติกี่% หรือ ยืนยันว่ามีส่วนผสมมาจากธรรมชาติและยังเป็น Organic อีกด้วย ทั้งนี้ขั้นตอนที่กว่าจะได้ตราเหล่านี้มานั้นก็ต้องมีกระบวนการต่างๆ ซึ่ง 1 ในขั้นตอนก็คือการส่งตัว Product ไปตรวจที่ BioAgriCert ประเทศอิตาลีครับ แล้วก็ยังมีพวกขั้นตอนในการคำนวนสัดส่วนของสารซึ่งก็เป็นเชิงลึกไปจะขอข้ามไปเลยนะครับ หากใครสนใจจะอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ที่ BioAgriCert ครับ DEEP & TRUE เรามาเข้าสู้ Product กันบ้างครับ อย่างที่หมูเองได้กล่าวไปในตอนต้นในเรื่องของ BioAgriCert ว่ามีตารอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งเจ้า DEEP & TRUE : Intensive Natural Skin Rejuvenating Serum นี้ได้ผ่านการตรวจสอบจากทางประเทศอิตาลี และได้รับตรา “NATURAL ORIGIN” STANDARD ที่เป็นยืนยันว่าใน Product นี้มีสารสกัดจากธรรมชาติไม่ต่ำกว่า 95% ครับ (แต่ตัวนี้เค้าได้มาสูงถึง 99.98%!!! เลยทีเดียว) แต่เดี๊ยวก่อนครับ การที่บอกว่ามาจากธรรมชาติแล้วดีนั้น เราคงไม่ลืมที่หมูเคยบอกกันไปแล้วว่าจะมาจากธรรมชาติหรือไม่ มันไม่ได้บอกว่าของนั้นดีหรือไม่ดีครับ ถ้าหมูบอกว่า เราได้นำสกัดสารมาจากกบพิษในป่า Amazon มาผสมอย่างเข้มข้นในครีมตัวนี้ๆ จะยังอยากลองใช้กันต่อไหมครับ? 555+ ดังนั้นเราก็มาพิจารณากันครับว่าเจ้า DEEP & TRUE : Intensive Natural Skin Rejuvenating Serum นี้ใส่สารอะไรมาให้เราบ้าง แล้วมันจะมีโอกาสเป็นพิษกับเราหรือไม่? ราคา 1,300 บาท/30 ml นะครับ งาน Review ชิ้นนี้หมูเองก็ใช้เวลานานในการหาข้อมูล เพราะอยากอ่านค่า Safety Assessment ของสารทุกตัวที่ใส่มา เพื่อจะได้รู้ถึงความปลอดภัยโดยรวมของ Serum ตัวนี้ ซึ่งบอกได้ครับมันมีความอ่อนโยนที่ดีเลย เพราะค่าการระคายเคืองนี้ไม่แสดงผลเลย (Rate 1 = ต่ำสุด) แม้กระทั่งสารจำพวก Glycol ที่ทุก Brand มักจะใช้ Propylene Glycol เป็นตัวช่วยในการกระจายตัวของเนื้อครีมนั้น ทาง Brand ก็ยังเลือกใช้สารที่สกัดจากข้าวโพดที่มีโอกาสการระคายเคืองต่ำลงไปอีกซึ่งก็คือเจ้า Propanediol ครับ (แยกให้ออกระหว่างระคายเคืองกับแพ้นะครับ ระคายเคืองคือตัวสารมันเองก่อให้เกิดการระคายกับทุกผิว แต่แพ้เป็นปัจจัยของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันครับ) ในส่วนของสารสกัดจากธรรมชาติใน Serum นี้จะมีอยู่ 4 ตัวหลักๆ ครับ แต่ละตัวมันมีดียังไง? เราไปดูกันครับ 🙂 สารสกัดหลักตัวแรกนั้นคือสารสกัดที่ได้จากต้นอ่อนของทานตะวัน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วครับว่าพวกต้นอ่อนจะมีสารอาหารมากมายที่ไปช่วยให้การเจริญเติบโตในช่วงแรกเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยมีงานวิจัยรองรับชัดเจนว่าเป็นสารที่ช่วยในเรื่องของ Anti-Aging ได้ โดยจะทำงานโดยการต่อต้านของเสียที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาระหว่างน้ำตาลและโปรตีนในร่างกาย หรือที่เรียกทางภาษาวิชาการว่า Advanced glycation end products (AGEs) ครับ ทั้งนี้เจ้า AGEs มีผลทำให้ผิวของคนเรามีความเนียนนุ่มน้อยลงนะครับ เพราะมันจะไปเปลี่ยน Ceramide 3 …