Month: April 2016

Bioderma : White Objective H2O

มาถึงตัวที่หมูเพ้อเจ้อไปพักหนึ่งครับ ก็ต้องขอบอกว่ามันคุ้มค่าที่ไปเพ้อเจ้อมา ส่วนตัวหมูเองจะใช้ Bioderma : Sensibio H2O (ฝาชมพู) มานานมากแล้วครับ เวลามีใครบินก็จะฝากซื้อมาให้เรื่อยๆ หรือบางทีเพื่อนรู้ใจก็จะเอามาฝากกันบ่อยๆ อยู่แล้ว ทุกวันนี้ยังมีอยู่ใน Stock อยู่เลย 555+ เจ้า Bioderma : White Objective H2O ตัวนี้ฝากเค้าหิ้วมาให้จากทางยุโรปครับราคาก็ราวๆ 580บาท/200ml ได้ ถามว่ามันแตกต่างกับ Bioderma : Sensibio H2O ยังไงก็ต้องขอบอกว่ามันได้มีการปรับใช้สารประกอบที่มีความอ่อนโยนสูงกว่าเดิม โดยเปลี่ยนจาก Propylene Glycol มาเป็น Dipropylene Glycol และ Butylene Glycol ครับ ส่วนในเรื่องของความขาวนั้น เค้าก็ได้เติมสารที่มีความปลอดภัยสูงคือเจ้า HEXAPEPTIDE-2 ที่จะไปยับยั้งการทำงานของ α-MSH (ตัวแสบที่ไปส่งสัญญาณสั่งให้เซลล์ผลิตเมลานิน) แล้วก็ใช้สารสกัดจากใบของฟ้าทะลายโจรที่มีสรรพคุณล้านแปดที่เน้นไปทางเรื่องของการลดการระคายเคือง การอักเสบ ซึ่งก็ต้องขอบอกว่าอาการระคายทั้ง 2 ข้างต้นนี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ผิวด้านบนผลิตเจ้า α-MSH ออกมาเช่นกันครับ สารอื่นๆ ก็จะเป็นตัวที่เราเห็นๆ กันอยู่แล้วใน Bioderma : Sensibio H2O นั่นก็คือกลุ่มของน้ำตาลต่างๆ ซึ่งจะไปเน้นในเรื่องของความชุ่มชื้นให้ผิว โดยมีคุณสมบัติเป็น Water Binding เสียมากกว่า เพราะส่วนใหญ่จากการอ่านข้อมูลมา จะพบ Research เป็นการ Test ในเรื่องของการกินซะเยอะครับ ทำให้หมูรู้เลยว่าจะกินน้ำตาลตัวไหนดี ให้พลังงานต่ำ ซึ่งแปลว่าไม่อ้วนนั้นเอง 555+ อย่างไรก็ตามหมูก็พบว่าการใช้ Mannitose คู่กับ Hyaluronic ก็สามารถช่วยในเรื่องของการสร้างคอลลาเจนได้ (แต่ Product ตัวนี้ไม่ได้ใส่ Hyaluronic มาด้วยน่ะสิ) จากการทดลองใช้มา 5 วัน หมูเองก็ขอบอกว่าในเรื่องของความรู้สึกมันก็ไม่ต่างอะไรกับตัวสีชมพูนะครับ สำลีก็เหลืองพอๆ กัน และเดิมทีใช้ขวดชมพูก็ไม่ได้ระคายเคืองอะไร ส่วนเรื่องของความขาวนั้นคงต้องใช้กันในระยะเวลานานเสียมากกว่า ถามว่าจำเป็นต้องซื้อมาใช้ไหม หมูว่าก็ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น แต่ว่ามันก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งสำหรับผู้ที่อยากมีผิวขาว ก็ถือว่าน่าเอามาใช้เป็นตัวเสริมอีกตัวนอกเหนือจากการใช้ Whitening และ ครีมกันแดดครับ รวมๆแล้วก็ฟินในระดับหนึ่ง เป็นตัวเลือกที่อ่อนโยนดีครับ แถมยังช่วยเรื่องผิวขาวได้ มี Packaging ที่แปลกตาออกไปด้วย สรุปข้อดี/ข้อเสีย ข้อดี เนื่องจากเป็น Line ของ Whitening เค้าก็ได้ใส่สารที่เน้นเรื่องของการลด และยับยั้งการทำงานของ α-MSH มาให้ มีการเปลี่ยนสารบางตัวเพื่อเพิ่มความอ่อนโยนให้กับ Product ทำให้มันดู Upgrade มากขึ้น ไม่มีสี และน้ำหอม ข้อเสีย บรรจุภัณฑ์โปร่งแสง (แต่อันนี้ไม่รู้ว่ามันจะไปทำลายการทำงานของสารตัวไหนบ้างนะครับ เท่าที่ดูก็ไม่เห็นจะมีพวก Antioxidant ซักเท่าไหร่ เก็บในห้องน้ำห่างๆ แดดเอาก็แล้วกัน) สารกันเสียที่ใส่มาก็มี Profile ที่อาจจะระคายเคืองได้นะ แต่ถ้าใครใช้ขวดชมพูอยู่แล้วไม่รู้สึกอะไร ตัวนี้ก็ไม่เป็นปัญหาครับ ขอบคุณที่ติดตามกันครับ อย่าลืมไปตามต่อกันในเพจนะคับ : livelymoo ครับ 🙂 รีวิวละเอียด เนื้อสัมผัส รายละเอียดสาร AQUA/WATER/EAU PEG-6 CAPRYLIC/CAPRIC GLYCERIDES เป็น Emulsifier ประสานให้สารมีขั้วและไม่มีขั้วละลายเข้าด้วยกัน พูดง่ายๆ ก็คือสารทำความสะอาดชนิดหนึ่งนั้นล่ะครับ POLYSORBATE 20 อีกชื่อเรียก Tween 20 ตัวนี้ก็เป็น Emulsifier เช่นกัน เป็นสารที่มีความปลอดภัยสูงมาก ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารได้เลย HEXAPEPTIDE-2 เป็นสารที่ใส่เพิ่มขึ้นมาจากสูตรฝาสีชมพูครับ มันใส่มาเพื่อช่วยให้น้ำเช็ดตัวนี้มีคุณสมบัติเป็น Whitening โดยเจ้าตัวนี้เป็น Peptide ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของ α-MSH ซึ่งเป็นตัวส่งสัญญาณตั้งต้นในการสั่งการให้เซลล์เริ่มผลิตเม็ดสีนั้นเอง เราจะเห็นสารตัวนี้ใน Product ไม่ค่อยมากครับเท่าที่เห็นก็ เช่น White Ichigo : Organic Tech Cream กับ MURAD : Rapid Age …

Fresh : Sugar Face Polish

มาถึงตาของ Fresh กันบ้างครับ เหตุเกิดจากการที่หมูเองได้ไปลอง Lips Scrub ของพี่มาแล้วชอบ เลยได้ซื้อตัวนี้มาลองบ้าง ตอนซื้อก็ยังไม่ได้อ่านส่วนผสมอะไรมากมายเท่าไหร่ครับ ซื้อเพราะกลิ่นมันหอมดี แล้วก็สครับของเก่าหมดไปนานแล้ว ดังนั้นวันนี้เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยดีกว่าว่ามันมีอะไรดี/ไม่ดีบ้าง เจ้าตัวนี้ราคา 2,400 บาท/125ml ครับ จะขอเริ่มจากการพูดถึงวัตถุประสงค์หลักๆ ของการ Scrub ก่อนนะครับ การ Scrub นั้นจะเรียกได้ว่าเป็น Mechanical หรือ Physical Exfoliation ซึ่งเป็นการผลัดเซลล์ผิวแบบใช้การถูไถครับ (ฟังดูรุนแรงเนาะ) ซึ่งวิธีนี้จะต่างจากพวก Chemical Exfoliants หรือพวก BHA/AHA ที่เราเอามาทากันครับ พวกนี้ไม่ได้อาศัยการทำงานแบบถูไถ แต่จะทำงานโดยเข้าไปสลายกาวที่ยึดเหนี่ยวระหว่างเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้เป็นปกติครับ โดยทั่วไปแล้วเซลล์ผิวของเราจะสร้างและผลัดขึ้นมาถึงผิวชั้นนอกสุดใช้เวลาประมาณ 28 วัน แต่ถ้าเรามีอายุมากขึ้นวงจรการผลัดเซลล์ก็จะช้าลง ดังนั้นการ Scrub ก็จะเข้ามาช่วยในจุดนี้ได้ ทำให้ผิวเราเปล่งปลั่งสมบูรณ์มากขึ้นครับเกริ่นมาซะยาว ก็มาเข้าถึงตัว Product กันครับ ในเรื่องของการใช้งานนั้น ต้องขอพูดถึง First Impression ก่อนเลย (สำคัญมากในการซื้อ Skin Care ซักชิ้น) ครั้งแรกที่หยิบกล่องขึ้นมา หรือแม้กระทั่งได้จับกระปุกที่ทำมาจากแก้วก็ให้ความรู้สึกที่ดีน่าหยิบจับมากๆ เอาไปวางในห้องน้ำแล้วสวยดีด้วย ในตอนที่เราได้ปาดนิ้วเข้าไปที่เนื้อ Scrub นั้น จะได้ Feel ละมุนๆ ของเนื้อสัมผัสครับ (ฟินลื้มมมม) มันละมุนมากที่สุดตั้งแต่ใช้ Scrub น้ำตาลมาเลยก็ว่าได้ ถือว่าเค้าทำ Product ออกมาได้ดีครับ อย่างไรก็ตามต้องขอบอกก่อนว่าไม่ควรเอานิ้วปาดลงไปตรงๆ นะครับ มันจะสกปรก หมูเองที่ทำเพราะอยากลองสัมผัสมันจริงๆ แบบเต็มไม้เต็มมือครับ ทุกวันนี้ใช้ไม้พายเล็กๆ ตักแทนแล้วครับ แหะๆ ในส่วนของการนำมาใช้ Scrub บนใบหน้า ก็ต้องบอกว่ามันก็ละเอียดอย่างที่กล่าวไปข้างต้นจริงๆ ครับ เม็ดสครับนุ่มดีไม่บาดผิว มีกลิ่นแนว Citrus ให้ความสดชื้น ผ่อนคลาย ทั้งนี้ส่วนตัวดมแล้วได้กลิ่นคล้ายๆ Pepsi หน่อยๆ อะ 555+ (ก็น้ำพวกนี้มันมีปริมาณน้ำตาลสูงหนิเนาะ) แต่อย่างไรก็ตามกลิ่นนี้ก็ทำให้ได้การผ่อนคลายจริงๆ ครับ เหมาะที่จะใช้ในวันที่เรากลับบ้านมาจากการทำงานที่เคร่งเครียดมากๆ เลยล่ะ ในเรื่องของส่วนผสมแน่นอนว่าตัวหลักๆ คือน้ำตาลที่ใช้ในการ Scrub นั้นเอง จากการหาข้อมูลมาดู ก็พบว่าการใช้น้ำตาลมา Scrub นั้น ตัวน้ำตาลเองก็จะให้กลิ่นคาราเมลที่ช่วยผ่อนคลายให้เราได้เช่นกันนะครับ อีกทั้งใน Brown Sugar นี้ จะมี Glycolic Acid ที่เป็น AHA โมเลกุลเล็กสุดในกลุ่ม AHA ด้วยนะ!! แต่ทว่าค่า PH ของเจ้า Scrub ตัวนี้อาจจะไม่อยู่ในช่วงของการทำงานของ AHA ตัวนี้ก็เป็นได้ครับ (หมูก็ไม่ได้เอากระดาษเทส PH มาจุ่มด้วยสิ ใครมีก็เทสแล้วมาบอกกันหน่อยนะครับ) แต่ถึงแม้ว่า AHA จะไม่ทำงาน แต่ตัวมันเองก็มีคุณสมบัติเป็น Mechanical Exfoliate อย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นแน่นอนครับ ในขณะที่เราค่อยๆ วนๆนวดๆ เจ้า Fresh Sugar Face Polish นั้น เจ้าน้ำตาลเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ละลายออกมาเรื่อยๆ จนหน้าของเราเหลืองเลยล่ะ 555+ เป็นเพราะสีของมันนั้นเองครับ สุดท้ายในส่วนของประโยชน์จากน้ำตาลนั้น ในเวบของป้าพอลล่าได้อธิบายไว้ว่าน้ำตาลเองก็มีคุณสมบัติเป็น water-binding ด้วย คือช่วยอุ้มน้ำให้ผิวนั้นเองครับ ในส่วนของสารสกัดอื่นๆ ที่ให้ประโยชน์กับผิวมีดังนี้ครับ Strawberryครับ ใช่ครับสตอเบอรี่!!! มาเป็นผลเลยล่ะ ตอนที่เราวนจนน้ำตาลหมดแล้วจะเหลือเศษๆ บางอย่างบนหน้า พอเราเอามาพิจารณาดู จะเห็นว่ามันเป็นเมล็ดของ Strawberry นั้นเอง ก็มีไม่มากนะ เม็ดเล็กๆ ซึ่งเจ้าตัวนี้ก็ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการ Scrub ไปในตัวด้วย นอกจากนี้ตัว Strawberry เองก็มีประโยชน์หลากหลายอยู่แล้วครับมี Vitamin C และสารอื่นๆ ที่เป็น …

Hada Labo : KIWAMIZU Mineral Amino Lotion

สวัสดีครับ วันนี้เรากลับมาสู่ Hada Labo กันอีกรอบ แต่เจ้าตัวนี้จะไม่เหมือนตัวเก่าๆ ที่เราคุ้นเคยกันในไทยครับ เพราะมันไม่ได้เน้นจุดขายที่ Hyaluronic แล้วน่ะสิ!!! จะเป็นยังไงเรามาหาคำตอบไปพร้อมกันครับ(ตัวนี้ 180ml/กี่เยนไม่รู้แต่คนซื้อมาให้บอกว่ามันราวๆ 125 บาทครับ ถ้าจะตีเป็นเงินไทยนะ) หลายคนคงสงสัยว่าถ้า Hada ไม่ขายความชุ่มชื้นผ่านจุดขายเก่าๆ หรือ Hyaluronic แล้วจะเอาอะไรมาขายแทนล่ะ คำตอบอยู่ที่รูปด้านล่างแล้วครับ 🙂 นั้นก็คือแร่ธาตุทั้งหมด 6 ชนิด รวมถึงกรดอะมิโนอีก 2 ชนิดครับ ได้แก่ แร่ธาตุ : Ca (แคลเซียม) Mg (แมกนีเซียม) Zn (ซิงค์) Cu (คอปเปอร์) K (โพแทสเซียม) และ Na (โซเดียม) กรดอะมิโน : Arg (อาร์จินีน) และ TMG (เบทาอีน) แต่ก่อนที่เราจะไปอ่านรีวิว เราต้องมาทำความเข้าใจกับ Wound Healing Phases หรือขั้นตอนต่างๆ ในการรักษาและสมานแผลของผิวเราก่อนครับ เพราะว่าแร่ธาตุที่ทาง Hada Labo ใช้นั้นมีความจำเพาะเจาะจงกับแต่ละขั้นตอนของการรักษาด้วย หมูได้สรุปขั้นตอนแบบคร่าวๆ ไว้ 3 ขั้นตอนตามนี้เลยครับ   Wound Healing Phases   Inflammatory Phase ขั้นตอนแรกสุด เป็นช่วงเวลา 2 – 5 วันภายหลังเกิดบาดแผล ขั้นตอนจะมีมากมายแต่สำคัญๆ คือเม็ดเลือด (Platelets) จะมารวมตัวกันเพื่อช่วยอุดบาดแผลไว้ แล้วก็จะมีเม็ดเลือดขาวเข้ามาจับแบคทีเรีย และเศษเนื้อตายเพื่อทำลายสิ่งเหล่านี้ โดยในขั้นตอนนี้ผิวจะยังไม่มีการสร้าง Collagen ขึ้นมาจนกว่าจะเข้าไป Phase ที่ 2 (Proliferative) Proliferative Phase ช่วงเวลาประมาณ 5 วัน – 3 อาทิตย์ (20วัน) หลังเกิดบาดแผล ระยะนี้เป็นระยะของการสร้าง Collagen จากเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) Maturation Phase (Remodelling Phase) เป็นระยะสุดท้ายของกระบวนการ เริ่มประมาณ 20 วันหลังจากเกิดแผล ทั้งนี้ระยะเวลาในการหายจะขึ้นกับขนาดของบาดแผลและตำแหน่งที่เกิดบาดแผลด้วย ช่วงนี้จะมี Blood Supply ลดลง (ตอนเป็นแผลใหม่ๆ Blood Supply จะเพิ่มขึ้น) รวมไปถึงจะมีการทำลาย Collagen ให้เข้าสู่จุดสมดุล รอยแผลนูนๆ ก็จะนิ่มลง แบนลงและมีสีจางลงด้วย Source : http://www.healthcarethai.com/ http://med.mahidol.ac.th/ https://th.wikipedia.org/wiki/ สรุป เจ้า Hada Labo : KIWAMIZU Mineral Amino Lotion ตัวนี้คุณสมบัติหลักๆ เลยจะเน้นไปทางฟื้นฟูผิวองค์รวมครับ ทั้งเรื่องการสมานแผล โดยเข้าไปช่วยการทำงานในช่วง Proliferative Phase และ Maturation Phase ให้เซลล์ไฟโบบลาสต์สามารถสร้าง Collagen ได้สมดุล ช่วยลดการระคายเคืองจากสารทำความสะอาดต่างๆ ที่ใส่มากับ Cleanser เหมาะกับคนที่ชอบล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าแรงๆ ล้างแล้วหน้าเอี๊ยดอ๊าด (ซึ่งเป็นพฤติกรรมนำพาอายุหน้าให้วิ่งไปไกลอายุจริง ควรเลิกพฤติกรรมนี้อย่างมาก) อีกทั้งยังเสริมประสิทธิภาพของ Skin Barrier ให้สามารถรักษาน้ำในผิวได้ดีขึ้น แต่งหน้าได้ติดทน หน้าไม่ลอยครับ ก็ตาม Traditional เดิมของหมูครับ เหยาะใส่แผ่น/เม็ด Mask แล้วโป๊ะเลย สบายผิวมากๆ Product ทำออกมาเป็นแนวน้ำเหมือนน้ำเปล่า ทำให้มันซึมเข้าเม็ด Mask …

Paula’s Choice : RESIST Intensive Wrinkle-Repair Retinol Serum

รีวิวนี้ได้เข้ามาสู่ Product ของป้าซะทีครับ จริงๆแล้วหมูเองก็ใช้ Paula’s Choice มาหลายตัวทั้ง Toner Cleanser และ Serum แต่ช่วงนี้กำลังสนใจ Vitamin A เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาไป Search เจอเรื่องของการรักษาสิวด้วย Vitamin A มาเยอะมากๆ ซึ่งหมูก็ได้เขียนเรื่องความเข้าใจของ Vitamin A ไปแล้วคร่าวๆ ครับ สามารถไปหาอ่านกันได้ในเพจ นะครับ   วันนี้เอา Product ที่ใช้อยู่แล้วของ Paula’s Choice มาให้ได้พิจารณากันครับ เนื่องจากมันมีส่วนผสมของ Vitamin A อยู่ด้วยพอดี เลยจะขอเกริ่นใน สรรพคุณทั่วไปของ Vitamin A นั้นจะมีคร่าวๆ 2 เรื่องหลักๆ คือ ลดเรือนริ้วรอย โดยมีการวิจัยกับผู้สูงวัยอายุเฉลี่ย 87 ปี จำนวน 36 คน (น่าจะรู้นะว่ากลุ่มนี้เอามาเทสเรื่องริ้วรอยได้ชัดเจน) ซึ่งทดสอบโดย Retinol 0.4% ทา 3 ครั้ง/อาทิตย์เป็นเวลา 24 อาทิตย์ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/17515510%5D รักษาสิว อันนี้ได้พูดไปแล้วในส่วนของ Vitamin A จะไม่ขอพูดซ้ำ แต่มีวิจัยที่น่าสนใจมาให้ดูแทนคือเค้ามีการเปรียบเทียบการรักษาสิวของ Vitamin C ที่ชื่อว่า Sodium Ascorbyl Phosphate 5% กับ Vitamin A ในรูปของ Retinol 0.2% และ เอาทั้งสองมารวมกัน ผลปรากฎว่า แบบที่เอาทั้งสองมารวมกันให้ผลการรักษาที่ดีมากกว่าใช้ Vitamin ตัวเดียวโดดๆ ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/19134126%5D   เจ้า Paula’s Choice : RESIST Intensive Wrinkle-Repair Retinol Serum ตัวนี้หมูสนใจเพราะจากการสืบหา % ส่วนผสมแล้วพบว่ามันมี Retinol อยู่ที่ 0.1% ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่าน่าจะโอเค เพราะ Vitamin A ควรเริ่มใช้จาก % ที่น้อยๆ ก่อนเพื่อทดสอบการระคายเคืองของตัวเราด้วยครับ อีกปัจจัยที่ทำให้ตัดสินใจซื้อมาคือเนื้อสัมผัสของเจ้าตัวนี้จะเป็น Film เคลือบผิวของเราไว้ครับ ทาแล้วมันๆหน่อยเหมือนมี Oil เคลือบ ส่วนตัวเลยรู้สึกว่าเหมาะแก่การเอามาเคลือบผิวหลัง Mask หน้าก่อนนอนมาก (ทั้งนี้บางท่านอาจจะไม่ชอบอะไรที่ดูมันๆ อันนี้แล้วแต่ความชอบนะครับ) นอกจากนี้ยังมีส่วนผสมที่หมูชอบนั้นคือ Squalane ที่เป็นองค์ประกอบหลักของ Lipid ในผิวชั้นบนของคนเรา เป็นทั้งตัวให้ความชุ่มชื้น และ Antioxidant ที่ดีครับ ทั้งนี้เจ้าตัวนี้ส่วนมากพบในตับของปลาฉลาม หรือพืชบางชนิด เช่นมะกอก [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22361190%5D           Photo Credit Chamomile : Credit : truthinaging.com Oat : Credit : wikimedia.org Licorice : Credit : 1001teafacts.com อย่างไรก็ตามทาง Brand ก็ไม่ได้ฟาดแต่ Retinol ลงมาโดดๆ แต่ก็ยังมีการใส่สารต้านการระคายเคืองที่เห็นกันบ่อยๆ ครับ นั้นคือ Bisabolol (สารสกัดจากคาโมมายล์) Avena Sativa (Oat) Kernel Oil …

Vitamin A (2)

บทที่แล้วเป็นการเปิดประตูสู่โลก Vitamin A ไปครับ ทีนี้เรามาจ้องเจ้า Vitamin A แบบ Close Up กันมากขึ้นอีก จริงแล้ว Vitamin A นั้นมีหลาย Form เลยครับ หมูเลยนำมาเรียงประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ของ Vitamin A ตามลำดับด้านล่าง เรียงจากอ่อนสุด (1) ไปหาแรงสุด (7) ดังนี้นะครับ Retinyl palmitate Retinol Retinaldehyde (Retinal, Vitamin A aldehyde) ในบทนี้หมูจะใช้คำว่า Retinal นะครับ Adapalene Tretinoin Tazarotene Isotretinoin จะเห็นว่าในบทที่แล้วมีการเอ่ยถึงการเปรียบเทียบ Adapalene ที่ 0.1% กับ Tretinoin ที่ 0.025% แล้วให้ผลที่เท่ากัน ซึ่งก็สอดคล้องกับด้านบนครับ เพราะเราจะต้องใช้ Adapalene ที่อ่อนกว่าในปริมาณที่มากกว่าถึงจะได้ผลที่เทียบเท่า Tretinoin ครับ จากด้านบนมีเพียงเบอร์ 1 – 3 เท่านั้นที่สามารถใส่อยู่ใน Skincare Product ตาม Counter Brand ครับ ส่วน 4 – 7 นั้น เราต้องซื้อตามร้านขายยา เหมือนที่เราซื้อ Retin A และ Differin กับเภสัชกรนั้นล่ะครับ รูปนี้จะช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเบอร์ 1 ด้านบนถึงมีประสิทธิภาพอ่อนสุด นั้นเป็นเพราะว่าผิวของเรานั้นจะสามารถนำ Vitamin A ไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อมันอยู่ใน Form ของ Retinoic Acid เท่านั้น ส่วนเจ้า Retinyl palmitate ที่อ่อนสุดนั้น มันจะต้องเปลี่ยน Form เป็น Retinol และ Retinal และสุดท้ายเป็น Retinoic Acid ตามลำดับเสียก่อน ถึงจะสามารถนำไปใช้งานได้ ในส่วนของการเปลี่ยน Form ของ Vitamin A ในแต่ละสภานะนั้นเป็นไปตามนี้ครับ Retinyl palmitate <=> Retinol <=> Retinaldehyde => Retinoic acid ซึ่งใน Step ของการเปลี่ยนไปเป็น Retinoic Acid นั้น จะไม่สามารถกลับมาเป็น Retinal ได้แล้วครับ (จิงๆ มันมีรูปกลไกของ Vitamin A ในร่ายกายคนเราที่ซับซ้อนมาก ตั้งแต่รับสารแคโรทีนมา จนเปลี่ยน Form ด้วยกระบวนการต่างๆ ไปใช้งานในร่างกาย รวมไปถึงการนำ Retinyl Ester ไปเก็บสะสมในตับเพื่อที่ร่างกายจะสามารถนำมาใช้ได้อีก แต่ขอข้ามครับ เยอะเกิน) จากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ เวลาเราเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็น Skin Care เราก็มักจะเห็น Vitamin A ที่อยู่ในรูปของ Retinyl palmitate และ Retinol ซะส่วนใหญ่ครับ ส่วน Retinal นั้น ตัวมันเองไม่ค่อยมีความเสถียรเท่าไหร่ แต่ละ Lab ที่เป็นผู้ผลิตสารขาย (Supplier) ก็จะพยามคิดค้นวิธีที่จะสกัด Retinal ออกมาให้มีความเสถียรมากที่สุด ซึ่งก็จะมีกระบวนการมากมายในการสกัดตามแต่วิธีของแต่ละ Lab กันไป ราคาก็จะแพงครับเจ้า Retinal นี้ Sources …

Vitamin A (1)

Vitamin A นั้นส่วนใหญ่คนที่รู้จักดีจะเป็นกลุ่มของผู้ที่กำลังรักษาสิวอยู่ครับ เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะคุ้นชินกับ Product ที่ชื่อว่า Retin A ที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.025% 0.05% และ 0.1% ให้เลือกใช้ แล้วแต่ความสามารถในการทนต่อการระคายเคืองของมันได้ ทั้งนี้เมื่อพูดถึง Vitamin A เรามักจะนึกถึงประสิทธิภาพ 2 เรื่องหลักๆ ของมันคือ 1. รักษาสิวโดยการเข้าไปช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันบนใบหน้า และมีประสิทธิภาพในการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว (Exfoliate) ส่งผลให้การอุดตันบนผิวลดลง สิวจึงเกิดได้ยากขึ้น 2. ช่วยลดเลือนริ้วรอย เนื่องจากว่ามันจะเข้าไปกระตุ้นการทำงานของ Fibroblast เพื่อสร้าง Collagen และ Elastin ทำให้ริ้วรอยต่างๆ ตื้นขึ้น สารที่อยู่ใน Retin A นั้นเป็นกลุ่ม Retinoid ที่มีชื่อว่า Tretinoid ครับ ซึ่งเจ้าตัวนี้ต้องใช้ Alcohol มาทำละลายเพื่อการใช้งาน ทั้งนี้หากใครที่แพ้ Alcohol ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้ Differin แทนได้ เพราะว่ามันก็เป็นสารในกลุ่ม Retinoid เช่นกัน ให้ผลไปในทางเดียวกัน ซึ่งมีชื่อว่า Adapalene และเนื่องจากว่าเจ้า Adapalene นั้นไม่ต้องใช้ Alcohol ในการทำละลาย มันจึงอ่อนโยนมากกว่าเจ้า Retin A ครับ มีการศึกษาในคน 900 คน นะครับว่า Adapalene 0.1% ให้ผลการรักษาสิวเทียบเท่า Tretinoid 0.025% แต่มีข้อดีตรงที่มันระคายเคืองน้อยว่า และนอกจากนี้ก็ยังมีการศึกษาถึงสาร 2 ตัวนี้กันอีกมากมายเลยครับ ซึ่งผลการวิจัยก็ออกมาเป็นในแนวทางเดียวกันเลย ที่นี้ถ้าอ่านลงไปลึกๆ จะพบว่ามีการเปรียบเทียบยา Benzoyl peroxide (BP) 4% ทา 2 ครั้ง/วัน กับ Adapalene 0.1% ทา 1 ครั้ง/วัน พบว่า BP สามารถรักษาสิวได้ดีกว่า และมีการระคายเคืองน้อยกว่า และยังมีอีกวิจัยที่บอกว่าการใช้ BP 5% ร่วมกับ Adapalene 0.1% นั้นมีความปลอดภัยครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC2374937/%5D ปล.1 เราจะรู้จักเจ้า Benzoyl peroxide ในนามของ Benzac AC ครับ ปล.2 เจ้า Adapalene นั้นจะเข้าไปช่วยให้เกิดการหลุดลอกของเซลล์ผิว (Exfoliate) ซึ่งเป็นการลดอาการอุดตันของผิว แต่การใช้ในช่วงแรกๆ สิวที่อยู่ข้างใต้ก็จะผุดขึ้นมามากมายนะครับ ต้องอดทนซัก 3 – 4 อาทิตย์ ให้สิวผุดขึ้นมาให้หมดก่อน อ่านต่อ Vitamin A (2)