Sunscreen
Leave a Comment

La Roche-Posay : Anthelios XL Dry Touch Gel Cream SPF 50+

ตัวนี้เป็นกันแดด La Roche-Posay Anthelios XL Dry Touch Gel Cream SPF 50+ (50ml/ราคา 1,100 – 1,200 บาท) ตอนนี้ที่ Watson เค้าจัด Set โดยเพิ่มเงินอีก 40 บาท จะได้เจลล้างหน้า Effaclar ขนาด 50 ml เพิ่มมาครับ (Package ใหม่เป็นหัวปั๊มครับ ของเก่าเป็นหลอดธรรมดา พยามหารูป Package แบบใหม่จากเวบแต่ยังไม่มี เลยถ่ายมาเองซะเลย ต้องการจะอวดว่าได้ขวดแบบใหม่มาครอบครองแล้วนะ อุว่ะฮ่ะฮ่า!!! จะหัวเราะทำไม?) จริงๆ แล้วจะบอกว่าแพคเกจนี้ช่วยเรากะปริมาณได้ดีขึ้นครับ ไม่ไหลเยิ้มด้วย

La Roche-Posay Anthelios XL Dry Touch Gel Cream SPF 50+.jpeg

ตัวนี้เหมาะกับคนผิวแห้งและกำลังจะไปออกแดดแรงๆ ล่ะ (และไม่ออกแดดใช้ได้มะ? มันก็ใช้ได้ แต่มันมีตัวอื่นที่ทาแล้วสบายผิวกว่านี้ไง) ที่สำคัญเค้าอ้างว่าเหมาะกับผิวระคายเคืองง่ายด้วย (แต่ไม่เชื่ออะ เป็น Chemical Sunscreen เนี๊ยนะ) เนื้อสัมผัสไม่เหนอะมากจนเกินไปเมื่อเทียบกับกันแดดสำหรับออกแดดจัดๆ โดยเฉพาะที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ แล้วก็สามารถกัน UV ได้ดีทั้ง UVB และ UVA ใช้สารกันแดดที่มีความเสถียร ส่วนราคาก็แพงไปหน่อยแหล่ะ

อาจจะมีคนเห็นคำว่า Dry Touch … ขอให้ไปลองกับผิวหน้านะ อย่าไปลองกะหลังมือท้องแขน แล้มาบอกทีว่า 2 ข้อนิ้วมือลงหน้าน่ะ Dry Touch สมชื่อไหม เพราะส่วนตัวหมูลอง แค่ทาบางๆ ก็วอก และวาวมากแล้ว ทั้งที่ส่วนตัวผิวก็ไม่ได้คล้ำนะ…

เจ้าตัวนี้ไม่มีสารบำรุงใดๆ ครับ เน้นแต่เรื่องกันแดดจริงๆ มีเพียง Vitamin E ที่ใส่เข้ามา… แต่ใส่มาน้อยมากเหมือนเอามาเพื่อเป็นสารกันเสียหรือกันกลิ่นหืนมากกว่า

La Roche

มาดูในเรื่องของประสิทธิภาพกัน ลองดูที่กราฟด้านบนครับ (ตั้งใจทำมาให้อ่านค่ากันง่ายๆ เลยล่ะ) แท่งสีเหลืองคือช่วงความยาวคลื่นของ UVB, UVA-II และ UVA-I ส่วนแท่งสีฟ้าจะเป็นความสามารถในการป้องกันของสารแต่และตัวครับ จะเห็นว่าสารทั้งหมดสามารถป้องกัน UV ให้เราได้หนาแน่นมาก… ซึ่งทาง La Roche-Posay ก็บอกเราว่าเจ้าตัวนี้ SPF50+ PPD31 (PA++++) นะครัช ใครยังแปลงค่า PPD กับ PA ไม่เป็นลงไปดูด้านล่างสุดครับ

โดยภาพรวมแล้วส่วนตัวคิดว่าเหมาะกับคนผิวแห้ง หรือคนที่จะออกแดดจัดๆ ไปทะเล ไปสงกรานต์ แต่ถ้าผิวแพ้ง่าย เป็นสิว และใช้ยารักษาสิวอยู่ก็อย่าเลยครับ (ส่วนตัวใช้ตอนที่รักษาสิวอยู่ด้วย Benzac & Differin แค่แตะลงไปเท่านั้นล่ะ แสบผิวมาก แสบจนรีบไปล้างออกเลย ผิวหน้าแดงไป 2 – 3 วันเลยทีเดียว…)

สรุปข้อดี/ข้อเสีย

ข้อดี

  1. ใช้สารกันแดดหลากหลาย ประสิทธิภาพเสริมการทำงานกัน น่าเชื่อถือ
  2. เหมาะกับการทาไปออกกำลังกาย หรือลงน้ำ
  3. บรรจุภัณฑ์ทึบแสง
  4. ไม่มีสี และน้ำหอม

ข้อเสีย

  1. ทาหน้ายากมาก ส่วนตัวก็ไม่ได้ผิวคล้ำทาแล้วยังวอกแล้วมันวาว

 

 

 


 

เนื้อสัมผัส

เนื้อสัมผัสนั้นออกไปทาง Cream มากกว่า Gel นะ อีกทั้งเจ้าตัวนี้เกิน 90% เป็น Chemical Sunscreen (มี Titanium Dioxide เกรด Nano ให้มาปลายๆ เป็น Physical Sunscreen) ดังนั้นการทำงานของเจ้าตัวนี้ก็จะเป็นการก่อฟิลม์บนผิวหนังของเรา ซึ่งก็ควรจะทาก่อนออกแดดซัก 15 นาทีเป็นอย่างน้อย (ดีที่สุดก็รอไป 30 นาทีครับ) ให้มันเซตตัวเป็นฟิลม์บนหน้าเราก่อน

หลังทาแล้วผิวจะขาวขึ้นครับ (มีคนมาฟ้องว่าวอกมากด้วยล่ะ 555+ แสดงว่าไม่ใช่เราแค่คนเดียว) ส่วนเนื้อสัมผัสที่ทาก็ไม่แย่มากครับ Feel ที่ได้จากการเกลี่ยครั้งแรกแล้วลูบลงไปทันทีหลังจากเกลี่ย (ภายใน 1 วินาที) จะฝืดๆ แต่พอวินาทีที่ 4 – 5 จะแห้งเรียบ Dry Touch เหลือความฝืดหนึบเล็กน้อย นี้คือการลองกับหลังมือนะครับ ส่วนในการลองทากับหน้าแล้วขนาดใช้ไม่ถึง 2 ข้อนิ้วมือ บอกได้เลยว่ามันหนืบเกินไปมากจริงๆ ในส่วนของกลิ่นนั้น เจ้าตัวนี้ไม่ใส่น้ำหอมครับ กลิ่นจะเป็นแนวสารเคมีซึ่งก็รับได้นะ

  

ในส่วนของสารประกอบมีอะไรบ้างมาดูกัน

สารกันแดดที่สามารถป้องกัน UVB ได้แก่ Homosalate, Ethylhexyl Salicylate, Ethylhexyl Triazone (ชื่อทางการค้าคือ Uvinul T 150 ของบริษัท BASF),

สารกันแดดที่สามารถป้องกันทั้ง UVA และ UVB ได้แก่ Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine (Tinosorb® S), Drometrizole Trisiloxane (Mexoryl® XL), Titanium Dioxide [Nano] / Titanium Dioxide

สารกันแดดที่สามารถป้อง UVA ได้แก่ Butyl Methoxydibenzoylmethane (Avobenzone) แต่เจ้าตัวนี้ไม่เสถียร เค้าจึงใส่ Tinosorb® S เข้ามาเสริมความเสถียรให้

มีเจ้า Perlite ที่เป็น hydrophilicity (ความสามารถในการดูดซับน้ำ) ก่อให้เกิด Matt Effect ตามการกล่าวอ้างของ Product ว่าเป็น Dry Touch ซึ่งผมไปเจอผลการศึกษาของ L’Oréal ตาม Link นี้ ก็บอกว่ามันสามารถดูดซับน้ำได้ดีกว่าพวก Talc และ Silica ครับ

มี Zinc Gluconate ที่ช่วยลดอาการอักเสบของสิวที่เกิดจากแบคทีเรีย P.acne

ส่วนสารอื่นๆ ก็เป็นตัวที่ทำให้เกิดเนื้อครีม ตัวจับโลหะแขวนลอย (Disodium EDTA) มีสารกันเสีย (Phenoeyethanol) ที่มักจะใส่กัน 1%

Ingredients : Aqua / Water, Homosalate, Ethylhexyl Salicylate, Silica, Ethylhexyl Triazone, Styrene/Acrylates Copolymer, Bis-Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine, Drometrizole Trisiloxane, Butyl Methoxydibenzoylmethane, Aluminum Starch Octenylsuccinate, Octocrylene, C12-15 Alkyl Benzoate, Glycerin, Pentylene Glycol, Potassium Cetyl Phosphate, Dimethicone, Perlite, Propylene Glycol, Acrylates/C10-30 Alkyl Acrylate Crosspolymer, Aluminum Hydroxide, Caprylyl Glycol, Disodium Edta, Inulin Lauryl Carbamate, Isopropyl Lauroyl Sarcosinate, Peg-8 Laurate, Phenoxyethanol, Stearic Acid, Stearyl Alcohol, Terephthalylidene Dicamphor Sulfonic Acid, Titanium Dioxide [Nano] / Titanium Dioxide, Tocopherol, Triethanolamine, Xanthan Gum, Zinc Gluconate

อย่าลืมไปตามข่าวสารอื่นๆ ที่ Facebook : livelymoo กันนะครับ

 

ปล.1 ทาง La Roche-Posay มักจะแสดงค่าความสามารถในการป้องกัน UVA ด้วย PPD ครับ ซึ่งใครที่ยังงงการแปลงค่า PA และ PPD ไม่เป็นดูตามนี้นะครับ (PPD 31 แปลว่าป้องกัน UVA ได้ 31 เท่า เมื่อเทียบกับคนไม่ได้ทาครีมกันแดดตัวนี้)

  • PA+ = PPD 2-4
  • PA++ = PPD 4-8
  • PA+++ = PPD 8-16
  • PA++++ = PPD 16 ขึ้นไป

 

ปล.2 ชื่อสารกันแดดที่ใส่ในกราฟเป็นชื่อที่ใช้ทางการค้านะครับ

Homosalate = Homosalate

Ethylhexyl Salicylate = EHS

Ethylhexyl Triazone = Unival 150

Ethylhexyloxyphenol Methoxyphenyl Triazine = Tinosorb® S

Drometrizole Trisiloxane = Mexoryl® XL

Octocrylene = Eusolex® OCR

Butyl Methoxydibenzoylmethane = Avobenzone

Titanium Dioxide [Nano], Titanium = TiO2

 

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s