Month: March 2016

Kanebo : ALLIE UV Long Keep Gel SPF50+ PA++++

มาถึงตาของเจ้ากันแดด Allie ที่ได้แนะนำให้หลายๆ ท่านใช้กันแล้วครับ เพราะเป็นกันแดดที่ทา 2 ข้อนิ้วมือแล้วไม่วอกมาก ส่วนประกอบสารกันแดดมีประสิทธิภาพดี มีสารให้ความชุ่มชื้นและสารบำรุงมาด้วย ส่วนตัวจะฝากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่บินไปญี่ปุ่นซื้อกลับมาให้ทีละ 4 – 6 หลอดไปเลย เพราะราคาประมาณ 600 บาท/หลอด เท่านั้นครับ (ในไทยขายประมาณ 1,100 – 1,400 บาท)   เริ่มกันเลยครับ!! 1. สารกันแดดที่ใช้ อธิบายการทำงานของสารกันแดดของ ALLIE UV Long Keep Gel SPF50+ PA++++ ด้วย Chart ด้านล่าง แท่งสีเขียวอธิบายเป็นช่วงของรังสี UVB UVA-II และ UVA-I ที่เราต้องป้องกัน ส่วนแท่งสีน้ำเงินจะเป็นช่วงความยาวคลื่นของสารกันแดดทั้ง 4 ตัวที่มีอยู่ใน ALLIE UV Long Keep Gel SPF50+ PA++++ (ซ้ายสุดคือใส่มาเข้มข้นสุดครับ) จะเห็นว่าเค้าใช้ Physical Sunscreen (Zinc Oxide) ที่เป็น Broad Spectrum Sunscreen คือป้องกันได้ครบ UVB/UVA ปูพื้นมาก่อน แล้วเสริมการทำงานเพื่อป้องกัน UVB และ UVA แบบเฉพาะเจาะจงด้วย Octinoxate และ DHHB ตามลำดับ แล้วยังตบท้ายด้วย Octocrylene มาให้เพิ่มอีกในช่วงคาบเกี่ยวของ UVB และ UVA ครับ สรุปคือมั่นใจได้แน่นอนว่าเจ้า ALLIE UV Long Keep Gel SPF50+ PA++++ สามารถปกป้องผิวเราได้เป็นอย่างดีครับ 2. สารประกอบอื่นๆ 1. มีสารให้ความชุ่มชื้นหลายรูปแบบทั้ง Occlusive (เคลือบผิวลดการสูญเสียน้ำ), Emollient (แทรกตามรอยแตกแห้งของผิว) และ Humectant (ดึงน้ำให้ผิวชั้นบนมีความชุ่มชื้น) 2. สาหร่าย Combu ที่มีรายงานว่าช่วยต่อต้านเซลล์มะเร็ง   3. Royal Jelly (RJ) เป็นสารอาหารที่เอาไว้ให้นางพยาผึ้ง และตัวอ่อนผึ้งเท่านั้น ซึ่ง RJ จะมีสารอาหารมากมายที่ดีกับผิว ประโยชน์ในการใช้งานนั้นได้ทั้งแบบกินก็ได้ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการเสริมเสร้างคอลลาเจน และการใช้งานแบบทาก็ได้ มีวิจัยบ่งชี้ว่าสามารถ RJ สามารถเป็น Whitening ได้ด้วยนะ (รูปด้านล่างจริงๆแล้วต้องมีหนอนตัวอ่อนของผึ้งด้วยนะครับ แต่พยามหาแบบที่ไม่มีมาให้ 555+) 3. สารสกัดจากลูกเดือยที่ Sulwhasoo เองก็นำมาใช้ใน First Care Activating Serum และอีกหลายๆ Product ซึ่งมีงานวิจัยว่ามันสามารถยับยั้งเซลล์เนื้องอกได้ หรือพูดง่ายๆ ว่ามันช่วยให้ DNA ทำงานได้เป็นปกติ ไม่แบ่งเซลล์ที่เพี้ยนๆ ออกมาให้กลายเป็นเนื้องอก   สรุปข้อดี/ข้อเสีย ข้อดี สามารถกันแดดได้ครบทั้ง UVB/UVA สามารถทา 2 ข้อนิ้วมือโดยไม่วอกจนเกินไป มีเนื้อสัมผัสดี เกลี่ยง่าย ทาง่าย ไม่เหนี่ยวเหนอะใดๆ มีสารให้ความชุ่มชื้นหลายรูปแบบ มีสารที่เสริมการทำงานของผิวให้ทำงานได้เป็นปรกติ เช่น Combu, Royal Jelly และสารสกัดจากลูกเดือย หลอดบรรจุภัณฑ์ทึบแสง ไม่มีสี และน้ำหอม ข้อเสีย มี Alcohol มาตัวต้นๆ (แต่ก็ให้สารเพิ่มความชุ่มชื้นมาหักล้าง อันนี้แล้วแต่พิจารณากัน)   อย่าลืมไปติดตามข่าวสารและรีวิวอื่นๆ ที่ Facebook : …

Cerave : Eye Repair Cream

มาดูรีวิว Eye Cream กันบ้างครับ เจ้าตัวนี้ถือว่าดีเลยทีเดียว 14.2 กรัม ราคาจำไม่ได้แล้วครับ น้องชายหิ้วมาจาก US ครับ (แต่เห็นในเวบต่างชาติราวๆ 10 USD ครับ) จริงๆ แล้ว Cerave มี Product ที่ดีเกือบทุกตัวเลย โดยทาง Brand เองเคลมคำว่า MVE Delivery Technology ที่อ้างว่าจะช่วยให้ผิวได้รับสารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสารเหล่านี้จะซึมลึกเข้าไปซ่อมแซม และเพิ่มความแข็งแรงของชั้นผิว (Skin Barrier) ของเรานั้นเอง นอกจากนี้ทาง Cerave ยังมีการเคลมว่าสัดส่วนของ Ceramide 1 / 3 / 6-ll ที่เค้าใช้นั้นเป็นสัดส่วนที่คิดค้นมาเป็นพิเศษ โดย Ceramide แต่ละตัวจะมีหน้าที่การทำงานดังนี้ครับ Ceramide 1 เป็นภูมิคุ้มกันของผิวหนัง ถ้ามีต่ำ อาจเกิดโรคผื่นคัน  ผิวแห้งแตก ผิวลอก ได้ง่าย Ceramide 3 ลดการระคายเคืองจากสิ่งแวดล้อม (Ceramide ส่วนใหญ่ในผิวก็เป็นตัวนี้ล่ะ) Ceramide 6-ll ทำหน้าที่คล้าย AHA เพิ่มความเรียบเนียนให้ผิวหนัง เจ้า Cerave ตัวนี้ถือว่าเป็น Eye Cream ที่ ok ครับ นำด้วยสารบำรุงครอบจักรวาล (Vitamin B3) ที่เคยอธิบายสรรพคุณของมันไว้แล้ว ตามมาด้วยสารให้ความชุ่มชื้นหลายรูปแบบทั้งแบบเคลือบผิว (Occlusive) สารแทรกเข้าไปตามรอยแตกของผิวเพิ่มความชุ่มชื้น (Emollient) และสารที่ดึงน้ำมาให้ผิวชั้นบนดูชุ่มชื้น (Humectant) นอกจากนี้ยังเสริมการทำงานของชั้นผิว (Skin Barrier) ด้วยส่วนผสม Cholesterol + Ceramide + Fatty Acid ที่ช่วยรักษาอัตราการสูญเสียน้ำของผิวไว้ให้ผิวมีความแข็งแรง เนื้อสัมผัสเกลี่ยง่าย และรู้สึกมีฟิลม์บางๆ เคลือบไว้ (มีส่วนผสมของ Wax ที่ได้จาก Jojoba) ให้ความชุ่มชื้นได้ดีครับ นอกจากนี้ก็ยังมีส่วนผสมจากพืชต่างๆ เช่น หญ้าหางม้า ที่มีคุณสมบัติในการลดการระคายเคือง และเป็น Antioxidant สารสกัดสาหร่ายสีแดง (Asparagopsis Armata Extract) ที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านแบคทีเรีย (Antimicrobial) และเป็น Antioxidant สารสกัดสาหร่ายสีน้ำตาล (Ascophyllum Nodosum Extract) ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว Emollients และเป็น Antioxidant Equisetum Arvense (Horsetail) Asparagopsis Armata Ascophyllum Nodosum   นอกจากนี้ยังมี Phytosphingosine ที่มีความสามารถในการลดการระคายเคือง และยับยั้งแบคทีเรีย (Anti-Microbial) เข้ามาด้วยซึ่งมีวิจัยบ่งชี้ว่ามันสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาสิวด้วยนะ จริงๆ แล้วส่วนผสมแบบนี้ก็ไม่ได้ทาได้แต่ที่ส่วนรอบดวงตานะครับ จะเอามาหาหน้าก็ได้ (ครีมมันไม่รู้หรอกว่าอันนี้เป็นเซลล์ผิวส่วนไหนของร่างกาย) นอกจากนี้ถ้าพิจารณาจากส่วนผสมแล้วคนที่มีผิวบางแพ้ง่ายก็น่าจะใช้ได้ครับส่วนประกอบไม่ได้มีอะไรรุนแรงมาก ส่วนใหญ่เน้นไปทางให้ความชุ่มชื้นกับผิวซะมากกว่า ทั้งนี้จะใช้ก็ควรทดสอบการแพ้ก่อนนะครับเพราะแต่ละท่านจะมีปัจจัยที่แพ้ต่างๆ กันออกไป คงฟันธงให้ไม่ได้ว่าใช้แล้วไม่แพ้แน่นอนครับ สรุปข้อดีข้อเสีย ข้อดี มี Vitamin B3 ที่มีสรรพคุณมากมาย มีสารให้ควมชุ่มชื้นหลากหลายแบบทั้ง Occlusive, Emollient และ Humectant มีสารเสริมความแข็งแรงของ Skin Barrier ที่ดีใช้ Ceramide หลากหลายชนิด (คนแต่งที่หน้าไม่ติดก็เพราะชั้นผิวไม่ดี) มีสารสกัดที่ช่วยเรื่องลดการระคายเคือง เป็น Antioxidant และมีคุณสมบัติในการยับยั้งจุลชีพ ไม่มีสี และน้ำหอม หลอดทึบแสง ข้อเสีย ต้องซื้อจากคนหิ้ว ยังไม่เห็นร้านเป็นทางการในไทย   อย่าลืมไป Update ข่าวสารที่ Facebook : livelymoo …

Sunscreen Tips 8 : Visible Light?

Sunscreen Tipsจาก Tips ที่แล้ว ที่เราได้พูดไปเล็กน้อยถึง Visible Light (VL) ที่มีความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 400 – 700 นาโนเมตรไป ทีนี้เรามาดูกันครับว่านอกจาก UV ต่างๆ แล้ว VL เองเนี๊ยสามารถทำให้ผิวเราคล้ำขึ้นได้หรือไม่ จากการหาข้อมูลใน Pubmed ก็ไปเจอว่า Visible Light ก็ทำให้เราคล้ำขึ้นได้ด้วยนะครับ!!! มาดูงานวิจัยกันเลย ตามนี้ครับ 1. งานวิจัยกับคนทดลอง 20 คนพบว่า VL ทำให้ผิวเราคล้ำได้มากกว่าแถมยังดำนานมากกว่า UVA-I ซะอีก [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20410914] 2. มีการวิจัยเอาผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้า (Melasma) จำนวน 68 คน มารักษาด้วย Hydroquinone 4% แล้วสุ่มเลือกผู้รับการรักษาออกเป็นสองกลุ่ม ทดสอบประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดจากครีมกันแดดสองแบบ คือแบบที่กันแต่ UV (UV-only) และแบบที่กันทั้ง UV และ VL (UV-VL) (โดยใช้ Iron Oxide เป็นตัวสะท้อน VL) ทดลองอยู่ 8 อาทิตย์พบว่ากลุ่มที่ใช้ครีมกันแดด UV-VL ให้ผลการรักษาฝ้าได้ดีกว่า (จากกลุ่มทดลอง 61 คน… ไม่รู้ว่า 7 คนหายไปไหนระหว่างทาง) โดยมีผลการตรวจสอบ 3 อย่าง ทั้งในเรื่องของ ฝ้า สีผิว และเมลานิน ดังนี้ ดีกว่า UV-Only 15% : Melasma Activity and Severity Index (MASI) ดีกว่า UV-Only 28% Colorimetry (L*) ดีกว่า UV-Only 4% Histological analysis of melanin [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/24313385] จากข้อมูลข้างต้นก็พอจะสรุปได้ว่า VL นั้นก็ทำร้ายผิวเช่นกันนะครับ ส่วน VL ที่มาจากหลอดไฟจะเป็นอย่างไรนั้นมาติดตามกันใน Tips หน้านะครับ ติดตามข้อมูลต่างๆ เพิ่มได้ที่ Facebook : livelymoo ครับ  

Vitamin B3 (Niacinamide)

เจ้า Vitamin B3 นี้เป็นเหมือนวิตามินครอบจักรวาลจริงๆ ครับ มีชื่อเรียกอีก 2-3 ชื่อครับ คือ Niacinamide, Nicotinamide และ nicotinic amide ซึ่งเรามักจะเห็นว่ามีการนำมาใส่ในเครื่องสำอางค์กันเยอะมากๆ ครับ เอะอะก็โยนลงไป เพราะว่ามันเองมีความปลอดภัยสูงครับ ลักษณะของมันจะเป็นผงสีขาว สามารถละลายน้ำได้ เรามาดูงานวิจัยของ Vitmin B3 กันบ้างว่ามันสามารถทำอะไรได้บ้างครับ 1. มีงานวิจัยเพื่อการรักษาฝ้า โดยนำเจ้า Vitamin B3 ที่ความเข้มข้น 4% มาเทียบกับ Hydroquinone (HQ) 4% โดยใช้กับผู้ทดสอบที่มีอาการเป็นฝ้าจำนวน 27 ซึ่งผู้ทดสอบจะต้องทา Vitamin B3 กับ HQ ฝั่งละข้าง ผลปรากฎออกมาว่า ในระยะเวลา 2 เดือน ฝั่งที่ทา Vitamin B3 ลดฝ้าได้ 44% ในขณะที่ HQ ลดได้ 55% ครับ แต่คนเดินดินทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องฝ้าคงจะไม่บ้าไปใช้ HQ ทาหน้าโดยไม่มีหมอคอยจ่ายยาหรอกครับ หน้าพังพอดี อีกอย่าง Side Effect ของ HQ ก็เยอะกว่าด้วย 2. มีงานวิจัยเพิ่มครับว่าการทา B3 ที่ 4% กับ Clindamycin 1% เพื่อการรักษาอาการอักเสบของสิว โดยทาเช้าเย็นระยะเวลา 2 เดือน ทดลองกับคน 36 คน ช่วยให้ 82% ของกลุ่มคนที่เข้ารับการทดลอง มีการอักเสบจากสิวลดลง ในขณะที่ผลการรักษาด้วย Clindamycin 1% กับอีก 36 คน นั้นช่วยลดการอับเสบได้ 68% ของกลุ่มตัวอย่าง) [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/7657446] 3. มีรายงานการวิจัยเรื่องความสามารถในการลดการผลิตไขมันบนหน้าของ B3 ที่ 2% โดยเป็นงานวิจัยร่วมของทางอเมริกา และญี่ปุ่นครับ ซึ่งทางญี่ปุ่นเทสที่อาทิตย์ที่ 2 และ 4 ส่วนทางอเมริกาเทสที่อาทิตย์ที่ 3 และ 6 แล้วก็พบว่าที่ระดับ 2% มันสามารถช่วยลดการผลิต Sebum ได้ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16766489%5D 4. Dose ในการใช้ Vitamin B3 Max Dose โดยไม่รู้สึกระคายเคืองผิวมี Limit อยู่ที่ 10% ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/16596767] 5. นอกจากนี้ B3 ยังเป็น Cell Communicating ช่วยให้เซลล์สื่อสารกันได้ดี จะได้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มปริมาณ Ceramide ในชั้นผิว ส่งเสริมให้ Skin Barrier มีความแข็งแรง (Source : http://www.paulaschoice.com/cosmetic-ingredient-dictionary/definition/niacinamide) อย่าลืมไปติดตามสาระอื่นๆ ได้ที่ Fabebook : livelymoo กันนะครับ ขอบคุณครับ

IT’s Skin : Prestige Soothing Gel D’Escargot

วันก่อนไปเดินหาของมาสังเวยให้คุณๆ มาอ่านกัน เดินเข้า Boots Watson Matsumoto แต่ก็ยังไม่เจออะไรที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องของส่วนประกอบ ความแปลกใหม่ ราคา หรือ Packaging แต่พอจะกลับก็ไปเจอ Shop ของ It’s Skin เลยเข้าไปเดินผ่านๆ ดูส่วนประกอบ แต่ละขวดราคาหลายเลยทีเดียว จนมาเจอไอ่นี้ เลยขอลองเนื้อดู อุ๊!!! เนื้อดี กลิ่นดี Package สวย แล้วโดนสอยร่วงที่ราคาไม่งี้เง่าจนเกินไป เพราะตอนนี้ไปซื้อเค้าลดอีก 10% มั๊ง สรุป 300ml/621 บาท เลยขอมาลองกันเลยดีกว่า!!! สารประกอบหลัก Snail Secretion Filtrate (21%) : ถ้ามีอาจารย์หมอหรือนักวิทยาศาสตร์ใช้คำว่า “Helix aspersa muller glycoconjugates” ทุกคนคงทำหน้าแบบ…อาจารย์หมอพูดไรอะ? แต่ถ้าพูดว่าเมือกหอยทากนี้ก็จะอ๋อ กันทันทีครับ เจ้าตัวนี้เป็นตัวชูโรงของ Product นี้ครับ คือเราก็โดนการตลาดเค้าชักจูงกันไปไกลอยู่ว่าเมือกหอยทากดีอย่างนั้นต้องมีเนื้อยืดๆ แบบนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นยังไงกันล่ะ? ส่วนตัวขอตอบเรื่องเนื้อสัมผัสให้ก่อนเลยครับ ครีมในท้องตลาดที่ดูยืดๆ น่ะมาจากการใส่สารก่อเนื้อครีม เจ้าตัวสารสกัดเมือกหอยทากมันจะเหมือนน้ำเปล่าเลยครับ ไม่ได้ยืดเหมือนที่แต่ละยี่ห้อในท้องตลาดนำเสนอกันมา credit: http://centella-skincare.blogspot.com ในเชิงเคมีแล้วในเมือกหอยทากนั้นประกอบไปด้วย Amino และ แร่ธาตุต่างๆ มากมายครับ แต่เดี๊ยวก่อน!!! การที่มีสารมากมายไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้ผิวดีขึ้น เราเลยไปมองกันที่งานวิจัยจะแซ่บกว่า! มาดูกันครับว่าหมูเจออะไรมาให้อ่านกันบ้างจาก Pubmed ใน Pubmed เองก็มีการตีพิมพ์เรื่องของเมือกหอยทากไว้นะครับ ว่ามันมีคุณสมบัติในการรักษาโรค และมีการใช้มาอย่างยาวนานตังแต่สมัยอดีต ซึ่งจะเป็นเรื่องคุณสมับติให้ความชุ่มชื่นที่เป็น Emollient และเป็นตัวช่วยจากการอักเสบ เช่นการเผาไหม้ของแสงแดดได้ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1062150/] มีการวิจัยในเวลา 14 Weeks ทดสอบกับคน 25 คนนะครับ โดยใช้ความเข้มข้นที่ 8% และ 40% พบว่า ผิวที่โดนทำร้ายจากแสงแดด (Photodamage) เมื่อเทียบกับข้างที่ทาครีมเปล่าๆ จะมีสภาพผิวที่ดีขึ้นมากกว่า จากการตรวจสอบเทียบค่าที่ 8, 12 และ 14 Weeks ครับ [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23652894] มีการพบว่าสารจากเมือกหอยทากนั้นสามารถช่วยในเรื่องของการรักษาแผล ช่วยให้การแบ่งตัวของเซลล์เป็นไปได้อย่างดีขึ้น ซึ่งหมายถึงช่วยกระตุ้นการทำงานของ Fibroblasts ที่เป็นตัวสร้าง Collagen และ Elastin ในผิวหนังของเรา [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22171745] สรุปภาพรวม เจ้าตัวนี้มีส่วนผสมของสารที่สกัดจากเมือกหอยทาก (สารสกัดจากเมือกหอยทากจะเป็นน้ำใสๆ นะครับ ไม่ใช่หนืดๆ ยืดๆ เหมือนครีมในท้องตลาดจากการใส่สารก่อตัวเจล เพื่อการ Marketing นะ) โดยสารสกัดเมือกหอยทากนี้มีผลการทดลองยืนยันว่า สามารถรักษาผิวอักเสบ เช่นการโดนทำร้ายจากแสงแดด รวมถึงช่วยในเรื่องการสมานผิว การกระตุ้นการสร้างเซลล์ Fibroblast ที่ทำหน้าที่ในการผลิต Collagen และ Elastin ที่จะเสื่อมลงเมื่อมีอายุมากขึ้น ส่วนสารประกอบอื่นๆ คือเน้นหนักในเรื่องความชุ่มชื่นทั้งแบบดึงน้ำในอากาศเข้าผิว (Humectant) เคลือบผิวไม่ให้เกิดการสูญเสียน้ำ (Occlusive) รวมถึงการแทรกตัวเข้าไปในรอยแตกของผิวชั้นบนเพื่อให้เกิดความนุ่มลื่น (Emollient) และตบท้ายด้วย Antioxidant ที่ดีต่อผิวจาก Rapeseed และ Blueberry ครับ ส่วนข้อพึ่งระวังคือใส่น้ำหอม + แอลกอฮอล์มาด้วยดังนั้นใครกลัวแพ้ก็ไปทดสอบกันก่อน ส่วนตัวมองว่าเรื่องผิวแห้งจากแอลกอฮอล์ไม่น่าเป็นห่วงเพราะเค้าอัดสารให้ความชุ่มชื่นมาเยอะมากแล้วครับเกิน 5 ตัวอะ มั๊ง ช่วยนับที 🙂 สรุปข้อดีข้อเสีย ข้อดี สารสกัดเมือกหอยทางมีงานวิจัยรองรับ มีสารให้ความชุ่มชื่น 3 Functions (Humectant + Occlusive + Emollient) มี Antioxidant ชั้นดีจาก Rapeseed และ Blueberry …

Innisfree : The green tea seed serum

จากการรีวิว Innisfree : Soybean Energy Essence [light] ในกระทู้ที่แล้ว เรายังอยู่ในเรื่องเกี่ยวกับ Skincare สำหรับสิวอยู่ (คนรีวิวเป็นสิวก็มาทางนี้แหล่ะ 555+) เข้าเรื่องเลยมาดูเจ้าตัวนี้กันต่อครับ Innisfree : The green tea seed serum เจ้าตัวนี้หมูกลับมาใช้ตอนที่ผิวอ่อนแอมากๆ เพราะตอนนี้ผิวบาง ลอกแห้งเพราะยารักษาสิวต่างๆ โดยเฉพาะพวก Vitamin A (ไปลองครีมกันแดด Chemical มา ผิวไหม้เลย เป็นแดงผื่นแสบ อยู่ 3 วัน T.T) แต่จากการใช้เจ้าชาเขียวตัวนี้ ผลที่ได้คือไม่ระคายเคืองเลย ทั้งๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำหอม ประทับใจมาก เพราะครีมที่ใช้อยู่ปกติยังแสบเลย ส่วนในเรื่องของเนื้อสัมผัสนั้น คือทาแล้วจะให้ Feel ไปทางน้ำๆ ไม่มีความเหนอะ ใช้เวลาเกลี่ยไม่นาน ก็ให้ความรู้สึกว่าหน้าชุ่มชื้นขึ้นทันที ส่วนเรื่องคุณสมบัติสารนั้นเจ้าตัวนี้ชูโรงด้วยชาเขียวเป็นหลักเลยครับเค้าอ้างว่าเค้ายัดชาเขียวมาถึง 75.9% เลยทีเดียว หมูเลยไปค้นข้อมูลเกี่ยวกับชาเขียวมาเพิ่ม และเจอรายงานวิชาการว่าสารสกัดชาเขียวที่ความเข้มข้น 2% ช่วยลดอาการอักเสบของสิวเบื้องต้นได้อย่างมีนัยสำคัญ (Statistically Significant) และที่ความเข้มข้น 3% ในรูป Emulsion ก็ช่วยลดการผลิตไขมัน (Sebum) ของผิวได้อีกด้วย ส่วนประกอบอื่นๆ ก็เป็นส่วนประกอบที่อัดไปในเรื่องของความชุ่มชื้น แต่มีการใส่กลิ่น citrus จากส้มและเบอกาม๊อต ที่อาจจะระคายผิวได้ ทั้งนี้ส่วนตัวใช้หมดไป 1 ขวดใหญ่แล้ว กำลังขึ้นขวดที่ 2 ครับ และยังไม่เจออาการแพ้ใดๆ (ตรงนี้ต้องไป Test กันเองแต่ละคนผิวต่างกัน แพ้สารต่างกันครับ รวมถึงเรื่องการอุดตันรูขุมขนด้วยนะ) ราคา/ปริมาณ คือ 80ml/1,000บาท + ของแถมอีกมากมายเช่นเคยตาม Style Innisfree สรุปภาพรวม มันก็ถือว่าเหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย และส่วนตัวเองก็ใช้ตอนที่หน้าอ่อนแอ ผิวลอกอยู่ก็ไม่มีปัญหาอาการแพ้ใดๆ ได้การดูแลผิวที่เป็นสิว และช่วยลดความหน้ามัน มีสารให้ความชุ่มชื้นและ Antioxidant ในระดับสูง (ก็ตัวชาเขียวนั้นแหล่ะ) ตัดที่มีน้ำหอมบางคนอาจจะแพ้ก็ขอแสดงความเสียใจที่พลาดของดี 555+ ข้อดี ชาเขียวมีคุณสมบัติที่ดีทั้งช่วยลดการอักเสบ และลดการผลิตไขมัน บรรจุภัณฑ์แบบขวดอากาศเข้าน้อยหน่อย ส่วนตัวใช้แล้วไม่แพ้ (ต้องไปลองกันเองนะ) ข้อเสีย มีน้ำหอม ขวดโปร่งแสงนิ๊ดหน่อย อย่าลืมคอยติดตามรีวิวอื่นๆ ได้ที่ Facebook : Livelymoo ครับ https://www.facebook.com/livelymoo รีวิวเชิงละเอียด คนขี้เกียดข้ามไป 1. เนื้อสัมผัส เหมือนน้ำครับ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ไปทาง Citrus (ก็แน่ล่ะใส่แต่พวก Citrus มา) สามารถทาผิวได้ง่ายๆ ใช้เวลาในการทาแป้ปเดียวก็ซึมแล้วชุ่มชื้นหน้ามากๆ จะว่าไปเหมือนใช้ Toner ซะมากกว่าซะด้วยซ้ำ    2. สารสกัดชาเขียว Innisfree : The green tea seed serum นี้มีสารสกัดจากชาเขียวถึง 75.9% เลยทีเดียว โดยรีวิวนี้ก็จะเน้นไปที่ชาเขียวเป็นหลักนะครับ ที่ผ่านมาเรามั๊กจะแค่รับรู้ (Perception) ว่าชาเขียวนั้นดีๆ แต่มันดียังไงล่ะถ้าเอามาใส่ใน Skincare ??? ในสารสกัดจากชาเขียวนั้นจะมีเจ้า EGCG (epigallocatechin-3-gallate) เป็นสารตัวหลักๆ ครับ โดย EGCG ถือเป็นโภชนเภสัช (polyphenol) หรือ สารที่มีสมบัติที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งมีคุณสมบัติ ลดอาการสิว ลดความมันบนใบหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยลดการระคายเคืองที่เกิดจาก UV และยังถือเป็น Anti-aging อีกด้วยเพราะมันไปช่วยยับยั้งการทำลาย Collagen ครับ ข้อมูลจากการวิจัยพบว่าเพียงแค่ 2% ก็รักษาสิวที่ไม่รุนแรงได้ครับ และเมื่อใช้ที่ 3% ก็จะช่วยลดปริมาณ Sebum …

Innisfree : Soybean Energy Essence [light]

สวัสดีครับเนื่องจากช่วงนี้ผมเองอยู่ในช่วงรักษาสิวอยู่ เลยพยามหาตัวบำรุงที่ง่ายๆ มีประโยชน์กับผิวไปทางปลอบประโลมผิวจากยารักษาสิวต่างๆ เช่นพวก Benzac และ Differin ก็นั้งหาดูว่าใช้อะไรดี แล้วก็มาตกลงอยู่ที่เจ้า Innisfree : Soybean Energy Essence [light] นี้ล่ะครับ (150ml/1,500บาท + สาดของ sample มาเยอะมากๆ)   บทสรุป น้ำตบตัวนี้ทาง Innisfree เคลมว่าใส่น้ำหมักถั่วเหลืองสูงถึง 94% เลยทีเดียว ทั้งนี้โดยทั่วไปแล้วสารสกัดจากถั่วเหลืองนั้นมีหลายตัว และมีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น Soy Isoflavone มีความสามารถในการยับยั้งถุงเมลานินไม่ให้เคลื่อนตัวเข้าไปยังเซลล์ผิวด้านบน จึงมีความสามารถในการเป็น Whitening ส่วนในเรื่องของ Research นั้นพบว่า Fermented Soybean มันเป็น Antioxidant ที่ดีกว่า Soy Bean Extract แบบธรรมดานะครับ (แต่ก็ยังน้อยกว่าสาร BHT หรือ Vitamin C) ลองไปอ่านตามนี้กันครับ [Source : http://waset.org/publications/13758/soybean-and-fermented-soybean-extract-antioxidant-activities%5D นอกจากการเอามาทาบนใบหน้าแล้ว ก็ยังพบรายงานว่าถั่วเหลืองหมักของเกาหลีที่เรียกว่า doenjang, kochujang, และ chungkookjang นั้นมีสรรพคุณในเรื่องของการเยียวยาโรคเบาหวานได้ด้วย [Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/20116654%5D ทั้งนี้ในส่วนของสารประกอบอื่นๆ ยังมีส่วนผสมดีๆ เช่น 1. สารสกัดจากข้าวโอ๊ตที่เป็น Antioxidant และช่วยลดการระคายเคือง 2. สารที่ช่วยเรื่องความขาวของผิวอยู่ 2-3 ตัว เช่น Arbutin สารสกัดจากดอกบัว และลูกพลัม 3. สารที่ช่วยเรื่อง Anti Aging เช่น Adenosine 4. สารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวโดยทำหน้าที่ดึงน้ำในอากาศเข้าผิว (Humectant) เช่น Glycerin 5. สารที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างเซลล์เป็นไปได้อย่างดี เช่น SUBTILISIN วิธีการใช้งานของหมูคือจะเอาเจ้า Soybean Energy Essence ตัวนี้มาเหยาะใส่เม็ด Mask ของ Muji หรือใครจะใช้สำลี 4 ชั้น หรือยี่ห้อไหนอะไรยังไงก็ได้ครับ เหยาะสดๆ ไม่ผสมน้ำใดไทั้งสิ้นแล้วโป๊ะเลยครับ บางทีรู้สึกต้องการซ้อมแซมผิวหน้าด้วยก็เอามาผสมกับ Flacora รกหมูครับ Mix ไปเลย เย็นสดชื้นสบายผิวดีมากครับ 🙂 เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย ข้อดี สารบำรุงทำงานหลากหลายทั้ง Whitening และ Anti Aging มีงานวิจัยรองรับ ให้ความชุ่มชื้นได้ดีมีสารดึงน้ำเข้าผิว (Humectant) มีสาร Whitening หลากหลายทั้ง Arbutin สารสกัดจากดอกบัว และลูกพลัม การระคายเคืองต่ำมาก (ใช้ตอนหน้าลอกแล้วไม่แสบ) ข้อเสีย บรรจุภัณฑ์โปร่งแสง ปล. ส่วนตัวมองว่ามันก็ให้ความชุ่มชื้นได้ดีแล้วครับ แต่ก็นะถ้าใส่ Hyaluronic มาเคลือบผิวซักหน่อยนะ แหล่ม!!!!! (แต่เรื่องเนื้อสัมผัสนี้บางคนไม่ชอบ feel โดนเคลือบก็แล้วแต่ความชอบกันไปครับ ทั้งนี้จริง product นี้ทาง brand ทำออกมา 2 เนื้อ โดยที่อีกเนื้อจะออกหนึบๆ ยืดๆ แนวน้ำตบสำหรับผิวแห้งด้วยนะครับ แต่มองว่าหนึบไปเลยใช้ตัวนี้แล้วหาครีมอื่นมาทาทับดีกว่า) เนื้อสัมผัส เนื้อสัมผัสนั้นเหมือนน้ำเปล่าเปี๊ยบ เหมือนจนไม่รู้ว่าจะใส่สารก่อฟิลม์ สารก่อเนื้อเข้ามาให้เปลืองเล่นเพื่อ!!! แต่ก็เป็นเรื่องดีครับที่มันเอามาเหยาะใส่เม็ด Mask ได้ง่ายมาก ช่วยให้ Mask ดูดน้ำเข้าไปได้เร็วมากๆ ครับ ส่วนกลิ่นนั้นแทบไม่มีเลยครับ    รายละเอียดสารแต่ละตัวครับ BACILLUS/FERMENTED SOYBEAN EXTRACT เป็น Antioxidant ที่ดีกว่า Soy Bean Extract …

Sunscreen Tips 7 : Micronized or Nanoparticle

  จาก Sunscreen Tips 1 ที่เราไปศึกษาเรื่องคลื่น UVA UVB และ UVC นั้น จริงๆ แล้วคลื่นแสงมีอีกมากมายครับ ดูจากด้านบนก็จะเข้าใจว่าเรามีชื่อเรียกคลื่นต่างๆ แบ่งแยกตามความยาวคลื่นออกไป ที่นี้ในเรื่องของ Physical Sunscreen ที่เคยบอกมาตลอดว่ามันทำหน้าที่สะท้อนแสงนั้น โดยทั่วไปแล้วหลังทาเสร็จหน้าจะดูวอกครับ นั้นเป็นเพราะว่ามันไม่ได้สะท้อนเพียงแต่ UVA UVB แต่รวมไปถึง Visible Light ด้วย ดังนั้นมันจึงสะท้อนทุกสีรวมกันออกมาเป็นสีขาวอย่างที่ตาเรามองเห็น หรือภาษาฝรั่งเค้าใช้คำว่า ghostly pale (หน้าผี 555+ ล้อเล่นๆ คือมันจะซีดขาววอกน่ะครับ) แต่จะให้ใช้ Chemical Sunscreen บางทีมันก็มีโอกาสการระคายเคืองเหมือนกัน ทางผู้ผลิตจึงวกกลับมาหา Physical Sunscreen ที่มีความปลอดภัยมากกว่า โดยตั้งโจทย์ว่า จะทำยังไงดีที่จะลดอาการหน้าวอก แล้วก็ค้นพบว่าการทำให้อนุภาคของ Physical Sunscreen เหล่านี้เล็กลงมันช่วยได้ เลยมีศัพท์ของคำว่า “micronization” “nanosized” และ “nanoparticles” เกิดขึ้นมานำหน้าชื่อ Titanium Dioxide กับ Zinc Oxide ครับ ดูจากภาพด้านล้างครับเป็นทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสม 6% ของ Titanium ที่ 2 ลบ.ซม. ต่อพื้นที่ 1 ตร.ซม. จะเห็นว่าด้านซ้ายนั้นจะโปร่งแสงมากกว่าเพราะใช้ Micronized Titanium Dioxide ส่วนด้านขวาใช้ Titanium Dioxide ทั่วไปครับ   ในเรื่องของ Safety นั้นก็ให้มาดูกันที่ขนาดครับ ยิ่งเล็กยิ่งอันตราย เพระาถ้าเล็กกว่า 70 นาโนเมตรมันจะสามารถเข้าปอดของคนเราได้ และถ้าเล็กกว่า 50 นาโนเมตรมันจะสามารถซึมผ่านผิวหนังของเราไปได้ครับ ทั้งนี้ก็ยังมีการศึกษาถึงความปลอดภัยในการใช้ Titanium dioxide Microparticles จากความสามารถในการแทรกซึมเข้าชั้นผิวหนังของเรา แต่ก็พบในปริมาณที่ต่ำกว่า 1% บริเวณต่อมเหงื่อเท่านั้น และไม่พบการซึ่มลงเข้าชั้นผิวหนังครับ   ปล. 10,000,000 นาโนเมตร = 1 ซม. Micronization คือกระบวนการลดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของอนุภาคสาร Nano-sized จริงๆ แล้วเป็นการวัดขนาดด้วยหน่วยนาโนครับ ดังนั้นวัตถุดิบที่ระบุขนาดด้วยหน่วยนาโน ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเล็กเป็นขนาดนาโนเสมอไป เพราะเราจะเรียกอนุภาคว่าเป็นระดับนาโนก็ต่อเมื่อขนาดเส้นผ่านศุนย์กลางของมันเล็กกว่า 100 นาโนเมตรลงไป (ตรงนี้ถ้าใครบอกว่าขนาดของสารเค้าอยู่ที่ 500 นาโนเมตร ก็แสดงว่ามันไม่ได้อยู่ในกลุ่มนาโนนะครับ แค่วัดด้วยหน่วยนาโนเมตรเฉยๆ จ้า)   Source : http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3482794/#ref2 http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/10461093/  

Sunscreen Tips 6 : Protect not protect 2

สวัสดีครับ สื่บเนื่องจากกระทู้เรื่องความน่าเชื่อถือของ SPF คราวก่อน มีท่านผู้อ่านบางท่านถามเข้ามาถึงเรื่อง UVA กันต่อครับ เลยจะมาเขียนอธิบายเพิ่มเติมให้ฟังกันต่อ สรุปจากคราวก่อนที่ว่าการจด อย. ที่มีค่า SPF 1- 50 นั้น อย. จะยังไม่ได้ขอใบตรวจจาก Lab ถึงประสิทธิภาพเว้นแต่จะเคลมว่า SPF เกิน 50 (เคลมได้เพียง 50+) ส่วนที่เห็นเคลมกัน 60 อยู่อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าทำกันได้ยังไงนะครับ สิ่งที่แนะนำให้ทำคือไปเชคจาก Website อย. กันเลยว่าในชื่อสินค้านั้นๆ มีคำว่า SPF 60 ไหม แต่ถ้าใครกลัวถึงประสิทธิภาพอยู่อีกทางออกง่ายๆ ไปใช้กันแดดสัญชาจิอเมริกาไม่ก็ญี่ปุ่นเอาครับ รวมถึงของฝรั่งเศสอย่าง La roche ก็ถือว่าคุณภาพดี มีเนื้อหลากหลายตามสภาพผิวเลยทีเดียว เข้าเรื่องค่า PA ดีกว่าครับ หลายคนยังสงสัยอยู่ว่า SPF ของ Product ในไทยที่อ้างว่า 50 ดูไม่น่าไว้วางใจแล้ว แล้วค่า PA ที่เอาไว้ป้องกัน UVA ที่ทะลุแม้กระทั่วตัวตึกมาหาเราได้ล่ะ?? ผมก็เลยไปสอบถามวงในมาให้อีก (คนใน อย. เองเลย) สรุปคือการจด อย. แล้วจะไปเคลมว่าได้ PA+++ นั้นเค้าไม่ขอใบตรวจนะครับ ยกเว้นจะขอ PA++++ ครับ จบตรงนี้ก็อึ๊งไปซักพักได้… แล้วเราในฐานะผู้บริโภคจะทำยังไงกันดีล่ะ >> ก็ไม่เห็นจะยากเลยนิ… เพื่อความสบายใจในมุมผู้บริโภคก็อยากจะแนะนำดังนี้ครับ 1. เลือกใช้สินค้าที่ผู้ผลิตสามารถแสดงผลยืนยันให้เราได้นะครับ Credibility สำคัญมากๆ หรือถ้าไม่มั่นใจให้ไปใช้ของเมืองนอกที่ FDA แข็งแรงๆ เลยครับเช่น อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส มีมากมายครับ 2. จริงๆ แล้วผู้เขียนเคยแนะนำให้ใช้ SPF 30 และ PA+++ ก็พอแล้ว (สำหรับครีมที่ได้ค่าตามนั้นจริงๆนะ) แต่พอมีปัจจัยเรื่อง อย พวกนี้เข้ามา ก็จะบอกว่าสำหรับสินค้าที่ผลิตในไทยถ้าเราไม่เชื่อใจก็ใช้ของที่เค้าเป็น SPF50+ PA++++ เท่านั้นครับ (เชคจากเวบ อย ง่ายๆ ได้ตามนี้คับhttp://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/cosmetic/CSerch.asp?id=cos) ในคราวหน้าจะมาสอนการอ่านค่า PA / PPD / Rating Star ซึ่งเป็นค่าที่เอาไว้ใช้อธิบายความสามารถในการป้องกัน UVA นะครับ เนื่องจากการป้องกัน UVA ยังไม่มีหน่วยที่เป็นมาตรฐานสากลของโลกเหมือน SPF ครับ ติดตามเรื่องราวอื่นได้ที่ Facebook ครับ Livelymoo

Sun Screen Tips 5 : UVA Protection Measurement

แล้วเราจะป้องกัน UVA สาเหตุของคำว่า Photo-aging (เหี่ยวเพราะแสง) ยังไงดี??? อย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้าครับว่าป้องกัน UVA ให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า PA +++ (3บวก) ขึ้นไป ครับง่ายๆเลย ทีนี้เวลาเจอยี่ห้ออื่นมาเขียนว่า PPD หรือไม่ก็เป็นตรารูปดาวมี 3 ดาวบ้าง 4 ดาวบ้าง มันต่างกันยังไง? และค่า PA มันแปลเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายๆ ได้ไหม? เรามาหาคำตอบกันครับ ในส่วนของ UVA นั้นมีมาตรวัดหลายรูปแบบครับ (เพราะยังไม่มี Measurement ที่เป็นสากลเหมือน SPF ที่เอาไว้วัดความสามารถในการป้องกัน UVB) แต่ที่เห็นหลักๆ ก็จะมี 3 รูปแบบ คือ 1. PPD (Persistent Pigment Darkening) เป็นหน่วยที่ใช้กันในยุโรปครับ เป็นตัวที่อ่านได้ง่ายสุดเพราะวิธีการอ่านค่า PPD นั้นจะเหมือนการอ่านค่า SPF เลยเช่น PPD 30 แปลว่าครีมตัวนี้สามารถป้องกัน UVA ได้ 30 เท่าเมื่อเทียบกับผิวที่ไม่ได้ทาครีมอะไรเลย ง่ายมะ 2. PA (Protection UVA) ป็นหน่วยที่ใช้ทางประเทศญี่ปุ่น Set ขึ้นมา การอ่านค่าให้อิงจาก PPD ด้านบน โดยมีตารางเทียบดังนี้ครับ PA+ = PPD 2-4 PA++ = PPD 4-8 PA+++ = PPD 8-16 PA++++ = PPD 16 ขึ้นไป 3. UVA Stars Rating เป็นอีกวิธีในการวัด ซึ่งจะไม่ได้วัดเป็นจำนวนเท่าเหมือน PPD และ PA ด้านบนนะครับ มันเป็นวิธีที่นักเคมีของบริษัท Boots ในประเทศอังกฤษตั้งขึ้นมาเอง โดยเค้าจะวัดจากอัตราส่วนระหว่างความสามารถในการป้องกันของ UVA ต่อ UVB แล้วแปลงค่าออกมาจำนวนดาวตั้งแต่ 1 ดาว ถึง 5 ดาว ครับ รายละเอียดการเทียบอัตราส่วนและจำนวนดาวตามนี้ครับ มาตรวัดของ UVA นั้นกว่าจะมาเป็นทุกวันนี้ได้นั้น มีพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่อดีต เช่นของ Boots นั้นเดิมทีก็ไม่ได้ใช้ UVA Stars Rating ครับ เค้าใช้ค่าของสัดส่วน UVA/UVB ตรงๆ เลย ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ให้มีความน่ามองและดูเข้าใจง่ายมากขึ้น (ส่วนตัวมองว่าใช้ความซับซ้อนในการทำความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก Step ซะมากกว่า ได้ที่ตราสัญลักษณ์มันดูดีเท่านั้นล่ะ) ถ้าหากท่านใดสนใจอ่านในรายละเอียดมากขึ้นผมเจอบทความของทาง BASF ที่เขียนออกมาได้ละเอียดและดีมากๆ ตาม Link นี้เลยครับ http://www.skin-care-forum.basf.com/en/articles/home/the-evolution-of-uva-protection/2013/09/04?id=5cb3fae5-1a42-49c7-96df-66d08d2465c0&mode=Detail สุดท้ายนี้อย่าลืมไปตาม Update เรื่องอื่นๆ กันใน Facebook กันนะครับ Livemoo ครับ