Month: February 2016

Sunscreen Tips 3 : Physical or Chemical?

หลายคงสงสัยว่าสารกันแดดแบบ Physical และ Chemical ต่างกันยังไง Sunscreen นั้นมี 2 แบบหลักๆ คือ Physical Sunscreen ทำหน้าที่สะท้อนแสง Chemical Sunscreen ทำหน้าที่ดูดแสงไว้ ดูตัวอย่างจากรูปข้างใต้นี้ได้เลยครับ จะเห็นว่า Zinc Oxide และ Titanium Dioxide ที่เป็น Physical Sunscreen จะสะท้อนแสงออก ส่วน Chemical Sunscreen เช่น Avobenzone หรือ Oxybenzone จะดูดกลืนแสงไว้ Credit : trendythoughts.com ซึ่ง Chemical Sunscreen แต่ละตัวก็มีความสามารถในการดูดกลืนช่วงแสงที่ต่างๆ กันออกไปครับ ดูจากรูปตัวอย่างด้านล่างนะครับ สารกันแดดแต่ละตัวจะมีช่วงที่ Peak หรือช่วงที่ป้องกันรังสีได้ดีเป็นพิเศษแตกต่างกันไป ดังนั้นเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ก็จะต้องใช้สารกันแดดมากกว่า 1 ตัวครับ จากภาพด้านล่างจะเห็นว่าแถบสีน้ำเงินคือช่วงที่ Peak ของสารกันแดดแต่ละชนิด นอกจากนี้ Physical Sunscreen และ Chemical Sunscreen ก็ยังมีความแตกต่างในการใช้งาน อธิบายหลักๆ มีตามนี้นะครับ Physical Sunscreen มีอยู่ 2 ชนิดเท่านั้นคือ Titanium Dioxide และ Zinc Oxide โดย Zinc จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าในการป้องกัน UVA-I ทั้งนี้ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสาร 2 ตัวนี้เป็นเกรด Microfine ที่มีขนาดเล็กลง เป็นผลให้การทาลงบนหน้าแล้วหน้าจะวอกน้อยลงด้วย Chemical Sunscreen มีหลากหลาย บางตัวก็ไม่ดีต่อผิว อันนี้ต้องไปศึกษากันเชิงลึกต่อไปอีกทีครับ มีบางตัวที่ FDA ของอเมริกาสั่งห้ามไปแล้วก็มี Physical Sunscreen จะเหมาะกับคนที่มีผิวแพ้ง่ายมากกว่า ดังนั้นคนที่เป็นสิวจึงควรใช้ Physical Sunscreen จะดีที่สุด ในสูตรครีมกันแดดนั้นจะไม่ใช้ Chemical Sunscreen เพียงตัวเดียว เพราะการใช้สารหลายตัวน้ัน เพื่อช่วยเสริมการทำงานให้กันและกันทำให้ได้ค่า SPF ที่มากขึ้นครับ ติดตามข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Facebook : livelymoo

RX for Brown Skin : Exfoliating Toner for Normal-to-Oily Skin

วันนี้จะมีแนะนำ Product ตัวนึงของ RX for Brown Skin ชื่อ Exfoliating Toner for Normal-to-Oily Skin กันครับ (ขนาด 60ml ราคาที่เห็นขายในเวบ 550 บาท) เกริ่นก่อนคับ  วันก่อนไปออกกำลังกายแล้วมีพี่ที่ยิมถามไปทำไรมาหน้าใสขึ้น เพราะก่อนหน้านี้มีสิวมารุมฮะ… (หยุดทาพวก AHA/BHA ไปซักพัก แถมยังไปลองครีมเนื้อหนักอีก) งานนี้จ่ายค่ากดสิวไปสองรอบ รอบแรกเสร็จ อีกซักพักอาทิตย์รองสองสำหรับของที่ยังออกมาไม่หมด (T.T) มานั้งคิดๆ ดู เอาตังค์ไปจ่ายค่า AHA/BHA แต่แรกก็สิ้นเรื่อง ประหยัดกว่าค่ากดอีก…มาเริ่มกันดีกว่าครับ ต้องบอกก่อนว่า RX for Brown Skin นี่เป็น Product จากอเมริกาที่เค้าวิจัยมาเพื่อคนผิวสีโดยเฉพาะด้วยนะครับ (แต่ไม่ผิวสีก็ใช้ได้แหล่ะ) เค้าจึงมี Concept ของ Brand ว่า “Real People, Radiant Results” ดังนั้น Product ที่เค้าทำออกมาก็จะเน้นในเรื่องของความเปล่งปลังดูมีสุขภาพดี จะไม่ได้เน้นไปทางขาวอมชมพูฮะ แต่ไม่ว่าเราจะผิวสีไหนก็ตาม ใครๆ ก็ต้องอยากดูแลผิวพรรณให้ใสไร้สิวแน่นอน ดังนั้น งานผิวใส งานผิวสุขภาพดี มีออร่าพุ่ง ต้องมา!!! เป็นเหตุผลให้เราต้องรู้จักการ Exfoliate ผิวที่จะช่วยผลัดรอยดำจากสิว รวมถึงลดอาการอุดตันของรูขุมขนกันครับ (การผลัดเซลล์ผิวนอกจากจะช่วยเรื่องความใสของผิวแล้ว ยังช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นอีกด้วยนะครับ) เจ้า Product ตัวนี้ดีตรงที่ว่าทาง Website ได้ระบุส่วนผสมไว้ให้ด้วย ทำให้เราสามารถพิจารณารายละเอียดของสารต่างๆ ก่อนได้ ซึ่งเมื่อเห็นส่วนผสมแล้วก็ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากจริงๆ เพราะทางแบรนด์ใส่สารสกัดดีๆ มาเยอะพอสมควรเลยครับ ทำไม Product นี้น่าลงทุนด้วย? เป็นเพราะว่าเค้าใช้ AHA ในรูปของ Glycolic Acid ที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ที่มีประสิทธิภาพในการช่วยขจัดขี้ไคลหรือเซลล์ที่ตายแล้วได้ดีกว่า Lactic Acid ที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่า (แต่ในเวลาเดียวกันยิ่งซึมลึก ยิ่งมีโอกาสระคายเคืองมากกว่าเช่นกันนะครับ ตรงนี้ก่อนใช้ต้อง Test กันดีๆล่ะ) นอกจากนี้ในเรื่องของสารประกอบอื่นๆ นั้น ยังมี Licorice ที่เป็น Whitening เพราะมีความสามารถในการยับยั้งกระบวนการผลิตเม็ดสี โดยการขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase มีสารสกัดจากถั่วเหลืองที่จะเพิ่มความอิ่มฟู เพิ่มความอ่อนเยาว์ให้ผิว มี Antioxidant หลากหลาย เช่น สารสกัดจากทับทิม และชาเขียว มี Beta Glucan ที่เป็นทั้ง Antioxidant และสารช่วยป้องกันการระคายเคือง มีความสามารถในการเร่งการสมานแผล และยังมีสารตัวอื่นๆ ที่ยัดลงมาในขวดที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวอีกด้วย (คนมักจะมองข้ามความชุมชื้นไปในเรื่องของการ exfoliate แต่ถ้าผิวไม่ชุ่มชื้นการผลัดเซลล์ที่ตายไปแล้วก็จะยิ่งลำบากนะครับ) Toner ตัวนี้เหมาะกับคนผิวผสมไปถึงผิวมันครับ เนื่องจากมีส่วนผสม Montmorillonite ซึ่งเป็นแร่ธาตุจากดินภูเขาไฟ ที่มีรูปแบบผลึกที่มีคุณสมบัติในเรื่องของการดูดซับน้ำมันส่วนเกินออกจากผิวครับ คนผิวแห้งก็อาจจะใช้ได้นะครับ แต่แนะนำให้หาครีมที่เน้นการให้ความชุ่มชื้นมาทาทับหลังใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนี้เสร็จแล้ว ผิวจะได้ไม่แห้งจนเกินไปครับ ข้อดี ใช้ AHA โมเลกุลเล็กที่ให้ความสามารถในการ Exfoliate ได้ดี มีสาร Whitening ลดการะคายเคือง antioxidant หลากหลาย และมีสารดูดซับความัน Packaging ทึบแสง ข้อเสีย ไม่มี เนื้อสัมผัส ในส่วนของเนื้อสัมผัสนั้นจะมีลักษณะเป็นน้ำใสๆ มีสีเล็กน้อย มีกลิ่นจางมากๆ แทบจะไม่ได้กลิ่นครับ (รูปจากกล้องที่ถ่ายในตอนเช้าไม่มีการปรับแสงใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ)   วิธีใช้นั้น ส่วนตัวจะใช้ Product นี้ อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง หลังล้างหน้าในตอนเย็น ทาเสร็จควรปล่อยให้มันทำงานซัก 10 นาทีแล้วค่า PH มันจะปรับกับผิวหน้าเราเอง โดยหลังจากเข้าบ้านก็จะเช็ดหน้าด้วย Bioderma ก่อนแล้วค่อยตามด้วย AHA แล้วก็ไปทำธุระส่วนตัวจนถึงเวลาอาบน้ำก่อนเข้านอน ส่วนเรื่องใช้บ่อยแค่ไหน กี่วัน/อาทิตย์นั้น …

Hada Labo : UV Perfect Gel SPF50+ PA++++

วันนี้จะมาบอกต่อครีมกันแดดเนื้อดี ประสิทธิภาพแน่น ให้อ่านกันครับ เริ่มจากเวลาไปร้านขายของทีไรก็จะเหล่เจ้าตัวนี้มาตลอดแต่ก็ยังไม่ได้ซื้อซักที ราคาก็ราวๆ 850-870 บาท บังเอิญไปเห็น TOPs ที่เซนทรัลลาดพร้าวลดราคาอยู่ เลยรีบหยิบมาเขียนแตกสาร ให้ได้อ่านกันครับ (ตอนนี้ป้ายเอาออกแล้วแต่เดินถือเอาไปถามตรงแคชเชียร์ได้ครับ ยังลดอยู่นะ) มาเริ่มกันเลยครับ ในเรื่องของเนื้อสัมผัสนั้น ทำออกมาได้น่าสนใจมากๆ เพราะเป็นเนื้อเจลที่มีความฉ่ำ หลังทาจะมีความวาวในแบบของ Dewy ฉ่ำน้ำครับ (ไม่ใช่ฉ่ำแบบมีวิ้งๆ Glitter นะ) นอกจากนีหมูได้ให้สาวๆ 5 รายได้ลองใช้กัน สุดท้ายก็ไปซื้อในราคาโปรตามกันมาทุกคนครับ (บางคนเอาแต้ม Tops 2000 แต้ม มาช่วยลดได้อีก 250 บาท แล้วซื้อมาในราคา 183 บาท!!!) สารกันแดดที่ใช้เป็น 100% Chemical Sunscreen ครับ ดังนั้นผู้ที่เป็นสิวอยู่ควรเทสก่อนนะครับ (ถึงไม่เป็นก็ควรเทสเนาะ) โดยสารที่ใช้สามารถกันแดดได้อย่างดีเยี่ยม SPF 50+ PA++++ เลยทีเดียว ทั้งนี้สารที่ใส่มาแต่ละตัวนั้นเป็นสารที่ใช้กันใน Shisedo Anessa ขวดทอง (DHHB) และ Sulwhasoo : Snowise EX UV Protection Cream SPF47 PA+++ (Tinosorb S) และยังมีสารอื่นๆที่เสริมการทำงานได้อย่างแข็งแกร่งด้วยนะ นอกจากนี้ถ้าพูดถึง Hada Labo ก็ต้องไม่ลืม Hyaluronic แน่นอนครับ ทั้งนี้ในปัจจุบัน Hyaluronic ที่ทาง Hada ทำการตลาดและนำเสนออยู่นั้นมี 3 ขนาดโมเลกุล ก็คือ เล็ก กลาง ใหญ่ โดยสารกันแดดตัวนี้ได้ใส่ Hyaluronic มาให้สองขนาดคือ กลาง และ ใหญ่ ครับ ในเรื่องของสาร Antioxidant นั้นทางแบรนด์ได้ใส่ Vit C ในรูปของ Magnesium Ascorbyl Phosphate (MAP) ซึ่งเป็น Vit C ที่เสถียร แต่ก็นะ… ใส่มาหลังจากสารกันเสีย ซึ่งก็แปลว่าไม่น่าจะมีความเข้มข้นเกิน 1% ครับ อย่างไรก็ตามสำหรับหญิงตั้งครรภ์อาจจะต้องศึกษาเพิ่มเติมนะครับ เพราะผมไปเจอข้อมูลของน้ำหอมที่ใช้บางตัวนั้นไม่เหมาะกับท่านที่ตั้งครรภ์อยู่ อันนี้ต้องไปพิจารณากันเพิ่มเติมครับ ผมแปะ Link ไว้ให้ตามนี้ครับ http://www.medical-and-lab-supplies.com/blog/index.php/category/benzyl-salicylate/ สรุปภาพรวมคือ เราชอบนะ ดีเลยล่ะ จะดีกว่านี้ถ้าใส่ MAP มาเยอะกว่านี้ และใส่สารกันการระคายเคืองเช่น Allantoin หรือ Bisabolol หรือ Beta-Glucan เนาะ อย่าลืมไปตามรีวิวอื่นๆ ได้ที่ Facebook : livelymoo นะครับ ขอบคุณครับ   แตกส่วนผสมแบบละเอียด ใครขี้เกียจข้ามโล้ด รายละเอียดสารประกอบเรียงตามความเข้มข้น (นั้งพิมพ์ชื่อสารอยู่นานมาก T.T) Water Water, Ethylhexyl Methoxycinnamate, Silica, Phenoxyethanol, PVP, Chlorphenesin, Disodium EDTA, BHT ชื่อทางการค้าคือ RenoCare® AP (เป็นสารกันแดด) Ethylhexyl Methoxycinnamate (มีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น Octinoxate หรือ Octyl Methoxycinnamate) มีความสามารถในการป้องกัน UVB ที่ 290-315 นาโนเมตร แต่ไม่ค่อยเสถียรต้องมีสารกันแดดตัวอื่นมาช่วย Boots ประสิทธิภาพ (ในสูตรมีตัว …

Suhada Shizuku : Whitening Moisture Lotion

สวัสดีครับ ช่วงนี้อากาศแห้งๆ เลยอยากหาอะไรที่ให้ความชุ่มชื้น โดยส่วนใหญ่ก็จะนึกถึง Hada Labo กันเนาะ แต่รู้สึกว่าเอะอะ Hada ก็เริ่มเบื่อเลยอยากได้ไรใหม่ๆ มาลองบ้างคับ วันก่อนไปเดินที่ Matsumoto Kiyoshi มาแล้วไปเจอ Moisture สูตรน้ำตัวนึงชื่อ Suhada Shizuku Whitening Moisture Lotion พอพลิกอ่านแล้วก็ WOW เพราะเค้าใส่ Hyaluronic มาเหมือน Hada เปี๊ยบ ครบทั้งโมเลกุล เล็ก กลาง ใหญ่ ซึ่งเนื้อสัมผัสเป็นน้ำเหมือนน้ำเปล่าเลยครับ แถมยังมีส่วนผสมที่น่าสนใจเพิ่มมาอีก คือ สารสกัดจากรก (เหมือนยี่ห้อ  Flacora) สารสกัดจากแบคทีเรียบ่อน้ำร้อน (เหมือน Life Plankton Biotherm) สารสกัดที่ช่วยในเรื่องของผิวขาวใส (licorice + arbutin) และ สุดท้ายคือสารที่ช่วยให้ชั้นผิวมีความแข็งแรงมากขึ้น เช่นพวก Ceramide และ Phytospingosine เรียกได้ว่าเป็น Moisture น้ำที่จัดหนักจัดเต็มจริงๆ ครับ หากใครกำลังมองหา Moisture สูตรน้ำอยู่ก็อย่าลืมไปแวะไปลองกันได้ที่ Matsumoto Kiyoshi ครับเค้าจะวางขวดทดลองไว้ให้ (จำราคาไม่ได้น่าจะราวๆ 600 บาท ขนาด 170 ml ครับ) สารประกอบ 1. Placental Protein ก็พยามหาข้อมูลแล้วครับ แต่ทางแบรนด์ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นรกจากอะไร (Flacora ใช้รกหมูเนาะ) แต่โดยรวมๆ แล้วรกก็จะมีสารต่างๆมากมาย เช่นแร่ธาติ วิตามิน และอะมิโนต่างๆ  ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ทั้งนี้สารสกัดจากรกนั้นจะช่วยให้มีการสร้างใหม่ขอคอลลาเจนใต้ผิวหนัง (รวมถึงเสริมสร้างการงอกของเส้นผมได้ด้วย) รกเป็นส่วนผสมในตำรับการรักษาของชาวจีนมาป็นเวลาช้านานแล้ว มีการวิจัยในส่วนของการรับประทานโดยผู้หญิงที่สามารถผลิตนมให้บุตรได้น้อย จะสามารถผลิตนมได้เพิ่มขึ้นหากรับประทานรกเข้าไปด้วย Source: Placenta as a Lactagogon; Gynaecologia 138: 617-627, 1954. http://journal.scconline.org/pdf/cc1967/cc018n08/p00549-p00562.pdf http://placentabenefits.info/medicinal.asp 2. Alteromonas Ferment Extract ตัวนี้สารสกัดจากแบคทีเรียบ่อน้ำร้อนครับ พูดแบบนี้งง ต้องพูดว่า Life Plankton Biotherm คงจะอ๋อกันแน่ๆ ทั้งนี้สารตัวนี้อาจจะไม่ใช่ตัวเดียวกับทาง Biotherm นะครับ เพราะบ่อน้ำร้อนก็คงไม่ได้จะมีแค่บ่อเดียวในโลก เมื่อหาข้อมูลเพิ่มพบว่าสารนี้มีชื่อทางการค้าว่า Abyssine 657 โดยผู้ผลิตสารศึกษาแล้วอ้างว่าสามารถช่วยลดอาการผื่นคัน และโรคทางผิวหนังได้ (เคลมเหมือน Biotherm เลย) และเนื่องจากมีโมเลกุลเป็นน้ำตาล (Polysaccharide) จึงช่วยเรื่องความชุ่มชื้นของผิวด้วย แต่ในส่วนที่ผู้เขียนยังไม่รู้มาก่อนคือ ความสามารถในการช่วยการป้องกันการผืนแดงที่เกิดจากรังสี UVB ให้แก่เซลล์ผิวภูมิต้านทาง (Langerhans Cells) ได้อีก (ผู้ผลิตสารนี้ Recommend การใช้สารนี้ที่ 0.5% – 5 % ครับ และบอกว่ามีความปลอดภัยสูงเหมาะกับผิว Sensitive ด้วย) ปล.สารนี้มีอยู่ในส่วนผสมของ Kielh’s ใน line Abyssine ทั้งสิ้น Source: http://www.in-cosmetics.com/__novadocuments/7551 3. Licorice + Arbutin แน่นอนครับ ขาดไม่ได้เลยสำหรับสาวๆ ไทยหลายๆ ท่าน ที่อยากบำรุงให้ผิวมีออร่า ขาวใส น่ามอง น่าสัมผัส ซึ่งในส่วนของ Licorice ก็คือสารสกัดจากชะเอมนั้นเองคัง ใส่ในแบรนด์หรูๆ หลายแบรนด์เลย ช่วยในเรื่องของความขาว ยับยั้งการผลิตเมลานิน และยังช่วย Sooth ผิวจากการระคาคืองด้วย แต่ในส่วนของ Arbutin …